ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านรู้สึกอย่างไรกับการใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท จัดงานฉลองความสำเร็จแก้ปัญหาน้ำท่วม?
 
ป้ายโฆษณา
ตอนที่ 36. ปรมาจารย์ของพลพต พิมพ์ อีเมล
บทความ - สามก๊ก ฉบับ คนขายชาติ
วันจันทร์ที่ ๐๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เวลา ๑๖:๐๘ น.

            กรณีที่พลพตผู้นำเขมรแดงขับไล่ประชาชนกัมพูชาออกจากเมืองหลวงนับล้านคน และสังหารหมู่ราษฎรอีกเกือบล้านคนนั้น หลายคนคิดว่าความคิดของ  พลพตนี้เพิ่งมีขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก แต่แท้จริงรากฐานความคิดชนิดนี้มิใช่เพิ่งมีขึ้นในครั้งเขมรแดงครองอำนาจในกัมพูชาแต่ประการใด หากเป็นความคิดของ  ตั๋งโต๊ะที่ได้ริเริ่มไว้เมื่อเกือบสองพันปีก่อน ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าตั๋งโต๊ะก็คือปรมาจารย์ของพลพตนั่นเอง 

 

            และสิ่งที่พลพตทำเมื่อเทียบกับสิ่งที่ตั๋งโต๊ะทำนั้นยังห่างไกลกันมากมาย แม้หากจะนับว่าพลพตเป็นลูกศิษย์ของตั๋งโต๊ะ ก็นับได้แต่เพียงว่าเป็นลูกศิษย์ชั้นปลายแถวสุดเท่านั้นเอง

 

            เมื่อตั๋งโต๊ะกล่าวในที่ประชุมขุนนางเสนอให้ย้ายเมืองหลวง   สิ้นคำลงขุนนางต่าง ๆ ซึ่งแม้จะทั้งเกรงทั้งกลัวตั๋งโต๊ะแต่ทนเห็นความวอดวายที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเมืองไม่ได้ จิตใจเสียสละเห็นแก่ชาติบ้านเมืองและราษฎรจึงโชติช่วงขึ้นขับไล่ความมืดแห่งภยาคติที่ครองใจออกไปสิ้น

 

            เอียวปิวขุนนางเป็นผู้ลุกขึ้นคัดค้านเป็นคนแรก อุยอ๋วนขุนนางลุกขึ้นกล่าวสนับสนุนความเห็นของเอียวปิวแล้วเสริมว่า เมืองเตียงอันนั้นถูกเผาเสียตั้งแต่ครั้งอองมังและยังเป็นป่าอยู่ ซึ่งท่านจะละเมืองนี้เสีย จะไปเอาป่าเป็นเมืองนั้น ข้าพเจ้าเห็นไม่สมควร

             ซุยชองขุนนางลุกขึ้นสนับสนุนความเห็นของเอียวปิวอีกคนหนึ่ง

            ตั๋งโต๊ะเห็นขุนนางคัดค้านความคิดตัวและมีทีท่าว่าจะมีขุนนางสนับสนุนความเห็นในทางคัดค้านมากขึ้นก็โกรธ สั่งให้เลิกการประชุมแล้วถอดเอียวปิว    อุยอ๋วนและซุนชองออกเสียจากที่ขุนนาง

 

            ส่วนเอียวปีกับเหงาเค่งสองขุนนาง  เห็นตั๋งโต๊ะปิดประชุมโดยที่ยังไม่มีข้อยุติจึงออกไปดักรอตั๋งโต๊ะอยู่ที่ประตูวัง ครั้นตั๋งโต๊ะนั่งเกวียนออกจากวังจะกลับจวน ทั้งสองขุนนางจึงเข้าไปคำนับและแสดงความเห็นคัดค้านไม่ให้ตั๋งโต๊ะย้ายเมืองหลวง

 

            ตั๋งโต๊ะเห็นสองขุนนางตามมาดักคัดค้านถึงหน้าประตูเมืองก็โกรธ ลำเลิกความหลังว่า เมื่อครั้งอ้วนเสี้ยวยกทหารหนีไปจากเมืองหลวง ตัวเสนอให้เอาใจอ้วนเสี้ยวให้เราแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองเราก็ทำตาม บัดนี้อ้วนเสี้ยวกลับมาจะทำร้ายเรา เป็นเพราะตัวทั้งสองคนคบคิดเป็นสายสนกลในกับอ้วนเสี้ยว ว่าแล้วก็สั่งให้เพชฌฆาตเอาตัวเอียวปีกับเหงาเค่งไปฆ่าเสีย

             ตั๋งโต๊ะกลับไปถึงจวนแล้วให้ทหารตามลิยูมาพบ กำหนดการย้ายเมืองหลวงไปอยู่เมืองเตียงอัน

            สองคนโฉดจึงได้ปรึกษาถึงแผนการย้ายเมืองหลวง สรุปเป็นแผนปฏิบัติได้ดังนี้

 

            ประการแรก ให้เชิญเสด็จพระเจ้าเหี้ยนเต้ พระสนม และขุนนางข้าราชการราชสำนักออกจากเมืองหลวงไปตั้งราชธานีใหม่ที่เมืองเตียงอัน โดยให้ตั้งเป็นพลับพลาที่ประทับชั่วคราวที่เมืองเตียงอันในระหว่างการก่อสร้างเมืองหลวงใหม่ โดยตั๋งโต๊ะจะคุมทหารอารักขาขบวนเสด็จด้วยตนเอง

 

            ประการที่สอง ให้ริบทรัพย์สินเศรษฐี พ่อค้าวานิช ทั้งเมืองลกเอี๋ยงเข้าท้องพระคลังหลวง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเมืองหลวงใหม่

 

            ประการที่สาม ให้จับกุมญาติของอ้วนเสี้ยวรวมทั้งคนแซ่ อ้วนที่อยู่ในเมืองหลวง ตลอดจนสมัครพรรคพวกในข้อหากบฏต่อแผ่นดิน แล้วประหารให้สิ้นราก จะได้ไม่ต้องกังวลการข้างในอีกต่อไป ส่วนบรรดาทรัพย์สินของคนเหล่านี้ให้ริบราชบาตรเสียทั้งสิ้น และเอาไปสมทบเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเมืองหลวง

 

            ประการที่สี่ ให้กวาดต้อนราษฎรในเมืองลกเอี๋ยงไปเมืองเตียงอันเสียทั้งสิ้น ผู้ใดขัดขวางให้ฆ่าเสีย ในข้อหาขัดพระบรมราชโองการ

 

            ประการที่ห้า ให้ขุดพระบรมศพ พระศพ และศพของพระบูรพมหากษัตริย์ พระราชวงศ์และขุนนางที่มีคุณต่อแผ่นดินที่ฝังอยู่ในสุสานหลวงเอาไปเมืองเตียงอันเสียทั้งสิ้น

             นี่คือแผนการอุบาทว์โดยแท้ แต่เมื่อสองผู้ยิ่งใหญ่ปรึกษาเห็นพ้องต้องกันแล้วจึงมีการนำไปสู่การปฏิบัติ

            ตั๋งโต๊ะได้ให้ทหารเชิญเสด็จพระเจ้าเหี้ยนเต้ พระสนมและขุนนางราชสำนัก เคลื่อนออกจากเมืองหลวงไปสู่เมืองเตียงอันเป็นขบวนแรก และให้ทหารไปจับคนตระกูล อ้วนทั้งที่เป็นญาติโดยตรงและไม่ใช่ญาติโดยตรงของอ้วนเสี้ยว พร้อมทั้งครอบครัวและคนในบ้าน เอาธงปักไว้บนศีรษะว่าเป็นขบถต่อแผ่นดิน แล้วประหารเสียทั้งหมด ตัดศีรษะเสียบประจานไว้ แล้วริบราชบาตรได้ทรัพย์สินเงินทองมาเป็นจำนวนมาก

 

            จากนั้นจึงสั่งให้ทหารไปริบทรัพย์สินข้าวของเงินทองของเศรษฐี     พ่อค้าวานิชในเมืองลกเอี๋ยงทั้งสิ้น บรรจุหีบแล้วลำเลียงส่งไปเมืองเตียงอัน เศรษฐี พ่อค้าวานิชในเมืองลกเอี๋ยงจำนวนมากไม่ยินยอมส่งมอบทรัพย์สินข้าวของเงินทอง จึงถูกทหารตั๋งโต๊ะฆ่าเสียทั้งครอบครัวนับแสนคน

 

            แล้วตั๋งโต๊ะได้สั่งให้ลิฉุย กุยกี คุมทหารกวาดต้อนราษฎรในเมืองลกเอี๋ยง ต้อนอาณาราษฎรไปแลคนทั้งหญิง ทั้งชาย เด็กเล็ก ได้ประมาณหกร้อย เจ็ดร้อยหมื่นไปเมืองเตียงอัน โดยให้จัดขบวนเป็นกอง ๆ ให้กองทหารนำหน้าไปกองหนึ่ง ตามด้วยราษฎรกองหนึ่งสลับกันไป ราษฎรถึงเจ็ดล้านคนถูกกวาดต้อนออกจากเมืองหลวงถึงสิบวันจึงจะหมดสิ้น อาณาประชาราษฎรเหยียบกันตายเป็นอันมาก เหล่าทหารก็เข้าช่วงชิงเอาทรัพย์สิ่งสินของราษฎร แล้วฉุดลากภรรยาของชาวเมืองแลลูกสาว ซึ่งพ่อแม่พี่น้องไปด้วยมาทำอันตราย บรรดาประชาราษฎรได้ความเดือดร้อนเป็นอันมาก เสียงร้องไห้อึงคะนึงไป

 

            ในระหว่างเดินทางมีคนป่วยคนเจ็บ ก็ถูกทหารของตั๋งโต๊ะสังหารเสีย เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคและเสียเวลาในการเดินทาง ราษฎรถูกสังหารในระหว่างทางหลายแสนคน

 

            เหตุการณ์ทั้งนี้คล้ายกับเหตุการณ์เมื่อครั้งพลพต ผู้นำเขมรแดงขับไล่นักธุรกิจกัมพูชาออกจากกรุงพนมเปญและหัวเมืองใหญ่ให้ไปทำไร่ไถนาในชนบท และการสังหารหมู่ชาวกัมพูชานับล้านคน แต่ทว่าเหตุการณ์สุดสลดที่เกิดขึ้นในการย้ายเมืองหลวงของตั๋งโต๊ะนั้นมากกว่า หนักกว่า และเหี้ยมโหดกว่าการกระทำของ    พลพตหลายเท่านัก

 

            จากนั้นตั๋งโต๊ะได้สั่งให้ทหารขุดพระบรมศพ พระศพ และศพของพระบูรพมหากษัตริย์ พระราชวงศ์ และขุนนางที่ฝังอยู่ในสุสานหลวงใส่โลงให้ทหารคุมเอาไปเมืองเตียงอัน

 

            ในระหว่างที่ขุดสุสานนั้นได้พบทรัพย์สินเงินทองของมีค่าที่ฝังอยู่ในสุสานเป็นจำนวนมาก ตั๋งโต๊ะได้สั่งให้ยึดเอาทรัพย์สินเงินทองของมีค่านั้นขนเอาไปเมืองเตียงอันเสียทั้งสิ้น นับได้หลายพันเล่มเกวียน

 

            ทหารของตั๋งโต๊ะเห็นมีการขุดสุสานหลวงก็พากันไปขุดสุสานของราษฎรทั่วทั้งเมืองลกเอี๋ยง เอาทรัพย์สินเงินทองที่ฝังไว้กับศพไว้เป็นอาณาประโยชน์ส่วนตัวเสียทั้งสิ้น

             เมื่อได้ปฏิบัติการมาถึงขั้นนี้แล้ว ตั๋งโต๊ะจึงสั่งให้ทหารเอาเพลิงจุดเผาเมือง   ลกเอี๋ยงเสียทั้งเมือง แล้วตั๋งโต๊ะกับทหารทั้งปวงจึงยกออกจากเมืองลกเอี๋ยงไป ครั้นยกไปถึงเมืองเอ๊งหยง ซีเอ๋งเจ้าเมืองรู้ข่าวก็มาต้อนรับตั๋งโต๊ะเข้าเมือง

            เมื่อหนีไกลมาจากเมืองหลวงและเข้าเมืองเอ๊งหยงแล้ว ลิยูค่อยมีสติปัญญาแจ่มใสขึ้นจึงกล่าวกับตั๋งโต๊ะว่า เรายกมาจากเมืองหลวงทั้งนี้ ศัตรูอาจยกตามตี หากไม่เตรียมตัวก็จะเสียทีแก่ข้าศึก จึงเสนอให้ซีเอ๋งเจ้าเมืองคุมทหารไปซุ่มอยู่บนเขาต้นทาง ถ้ากองทัพข้าศึกยกตามตีก็ให้ปล่อยผ่านเข้ามา เมื่อใดที่ปะทะกับกองทัพของเราแล้ว จึงให้ซีเอ๋งยกตีขนาบเข้ามาทั้งสองด้าน กองทัพข้าศึกก็จะเสียทีเป็นมั่นคง  

 

            ตั๋งโต๊ะฟังข้อเสนอของลิยูแล้วเห็นชอบ สั่งให้ซีเอ๋งยกไปทำการตามความเห็นของลิยู แล้วให้ลิโป้ ลิฉุย กุยกี สามทหารเอกคุมทหารเป็นกองหลังคอยระวังข้าศึก

 

            ฝ่ายเตียวหงิมทหารเอกของตั๋งโต๊ะซึ่งออกไปรักษาด่านกิสุยก๋วนกับฮัวหยงนั้นไม่รู้ความข้างในเมืองหลวง ครั้นเห็นแสงเพลิงลุกสว่างขึ้นในเมืองลกเอี๋ยง จึงให้ทหารไปสืบข่าวในเมืองหลวง ทหารจึงกลับมารายงานว่าตั๋งโต๊ะได้เชิญเสด็จพระเจ้าเหี้ยนเต้ยกไปเมืองเตียงอันและให้เผาเมืองลกเอี๋ยงเสีย เตียวหงิมจึงคุมทหารติดตามตั๋งโต๊ะไป

 

            ฝ่ายเจ้าเมืองทั้งแปดพร้อมทั้งเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ซึ่งตั้งค่ายคุมเชิงอยู่ที่นอกด่านเฮาโลก๋วนและด่านกิสุยก๋วน เห็นแสงเพลิงจับท้องฟ้ามาแต่ด้านเมืองลกเอี๋ยง และเหตุการณ์ในด่านทั้งสองเงียบผิดปกติ จึงให้ทหารไปสืบข่าว จึงรู้ว่าทหารตั๋งโต๊ะทิ้งด่านทั้งสองไปแล้ว จึงรายงานให้อ้วนเสี้ยวทราบ

 

            อ้วนเสี้ยวจึงสั่งให้กองทัพปฏิวัติของทุกหัวเมืองเคลื่อนทัพเข้าเมืองลกเอี๋ยง เห็นเพลิงกำลังไหม้อยู่แต่ไม่มีผู้คน จึงระดมทหารช่วยกันดับเพลิงจนดับสนิท แล้วปลงทัพลงในเมืองลกเอี๋ยงนั้น

 

            ปลงทัพแล้วอ้วนเสี้ยวจึงให้เรียกประชุมกองบัญชาการกองทัพปฏิวัติ โจโฉจึงได้เสนอต่อที่ประชุมว่าการที่ตั๋งโต๊ะเผาเมืองหลวง แล้วยกหนีไปเมืองเตียงอันครั้งนี้ ยังไม่รู้ความเป็นไปของราชสำนักว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้จะปลอดภัยประการใดหรือไม่ แต่จำเป็นต้องทำลายล้างตั๋งโต๊ะให้ได้เสียก่อน แล้วค่อยตามหาพระเจ้าเหี้ยนเต้ต่อไป

 

            โจโฉได้ออกความเห็นว่าการที่ตั๋งโต๊ะกวาดต้อนราษฎรไปเป็นจำนวนมาก จะทำให้การเดินทางเป็นไปโดยล่าช้าและห่วงหน้าพะวงหลัง หากกองทัพปฏิวัติไล่ตามตีก็จะได้ชัยชนะโดยง่าย

 

            อ้วนเสี้ยวฟังข้อเสนอของโจโฉแล้วไม่เห็นด้วย อ้างว่าขณะนี้กองทัพของฝ่ายปฏิวัติอิดโรยอ่อนกำลัง จึงมีคำสั่งให้ตั้งทัพไว้ที่เมืองลกเอี๋ยงเพื่อฟื้นฟูและบำรุงขวัญทหารให้เป็นปกติเสียก่อน

 

            โจโฉเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นจึงคิดว่ามาหลงคบหาด้วยคนแบบอ้วนเสี้ยวนี้ไม่มีวันที่จะทำการใหญ่ได้สำเร็จ อุปมาดังคิดกับเด็กเลี้ยงโค ทั้งเห็นว่าสภาพที่ตั๋งโต๊ะยกไปครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่จะล้างตั๋งโต๊ะเสียได้ โจโฉจึงออกมาจากที่ประชุมสั่งทหารเอกคือแฮหัวตุ้น แฮหัวเอี๋ยน โจหอง โจหยิน ลิเตียน งักจิ้น ให้ยกทหารในสังกัดหมื่นเศษรีบติดตามตั๋งโต๊ะไป

 

            ความคิดไล่ตามตีตั๋งโต๊ะของโจโฉครั้งนี้ก็คือความคิดที่หวังผลในการกำจัดทรราชย์  อาศัยข้ออ้างช่วยเหลืออารักขาฮ่องเต้เพื่อก้าวเข้าสู่อำนาจรัฐ เช่นเดียวกับตั๋งโต๊ะเมื่อครั้งที่ยกทัพไปรับเสด็จและถวายอารักขาหองจูเปียนและพระอนุชาเสด็จนิวัติกลับพระนครในครั้งเกิดจลาจลนั่นเอง 

 

            ฝ่ายโจโฉยกทหารไล่ตามตั๋งโต๊ะมาเกือบเที่ยงคืน ผ่านเขาต้นทางที่ซีเอ๋งซุ่มอยู่ ก็ปะทะกับกองหลังของตั๋งโต๊ะ ซึ่งลิโป้และลิฉุย กุยกี คุมทหารทำหน้าที่ระวังหลังอยู่ ทหารเอกของทั้งสองฝ่ายตะลุมบอนกันท่ามกลางแสงเดือน แต่แฮหัวตุ้น ซึ่งประทวนรบกับลิโป้นั้นสู้กำลังลิโป้ไม่ได้จึงถอยหนี ลิโป้ขับทหารไล่สังหารทหารโจโฉเสียเป็นอันมาก

 

            กองทัพโจโฉจึงแตกตื่น คุมกันไม่ติด โจโฉเห็นดังนั้นจึงพาทหารถอยหนีมาตามทางเดิมถึงเขาต้นทางซึ่งซีเอ๋งคุมทหารซุ่มอยู่เป็นเวลาเที่ยงคืน พระจันทร์ทอแสงกระจ่างฟ้า กำลังของทหารโจโฉล้านักเพราะไล่ตามตั๋งโต๊ะมาทั้งวันยังไม่ได้กินข้าวเย็น โจโฉจึงให้ทหารหยุดอยู่ ณ ที่นั้น แล้วให้ก่อฟืนเตรียมหุงข้าวเลี้ยงทหาร

 

            ยังไม่ทันที่ข้าวจะสุก ซีเอ๋งก็ยกทหารออกมาโจมตี โจโฉและทหารทั้งปวงวิ่งหนีกันคนละทิศละทาง โจโฉนั้นหนีไปกับโจหอง พลัดกับทหารเอกที่เหลือ ปะเข้ากับซีเอ๋งคุมทหารมา โจโฉจึงชักม้าหนี ซีเอ๋งเห็นดังนั้นจึงเอาเกาทัณฑ์ยิงไปถูกไหล่ซ้ายของโจโฉ

 

            โจโฉจึงชักม้าหนีต่อไป ครั้นถึงเชิงเขาทหารซีเอ๋งอีกกองหนึ่งซุ่มอยู่ได้เข้าล้อมโจโฉไว้แล้วเอาทวนแทงม้าโจโฉล้มลง โจโฉพลัดจากม้าทหารของซีเอ๋งจึงจับตัวโจโฉไว้ได้ พอดีโจหองตามมาทันรีบปรี่เข้าไปฆ่าทหารที่จับโจโฉนั้นเสีย แล้วโจหองจึงลงเดินเปลี่ยนให้โจโฉขี่ม้าของตัวแทน

             ครั้นปลายยามสาม โจโฉ โจหอง และทหารซึ่งตามมานั้นหนีไปถึงฝั่งแม่น้ำ ซีเอ๋งคุมทหารไล่ตามมา โจหองเห็นกระชั้นชิดจึงถอดเสื้อเกราะออกให้โจโฉขี่คอลุยข้ามแม่น้ำไป ซีเอ๋งและทหารไม่รู้น้ำตื้นลึกจึงได้แต่ยิงเกาทัณฑ์แต่หาถูกตัวโจโฉไม่.

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ ๐๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เวลา ๑๕:๓๑ น.
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License