ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านรู้สึกอย่างไรกับการใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท จัดงานฉลองความสำเร็จแก้ปัญหาน้ำท่วม?
 
ป้ายโฆษณา
ใครเป็นโรคตับ…เชิญทางนี้! - ใครเป็นโรคตับ…เชิญทางนี้! [ตอนที่ ๒] พิมพ์ อีเมล
บทความ - ใครเป็นโรคตับ...เชิญทางนี้
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันพฤหัสบดีที่ ๐๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เวลา ๑๖:๕๙ น.
Article Index
ใครเป็นโรคตับ…เชิญทางนี้!
ใครเป็นโรคตับ…เชิญทางนี้! [ตอนที่ ๑]
ใครเป็นโรคตับ…เชิญทางนี้! [ตอนที่ ๒]
ใครเป็นโรคตับ…เชิญทางนี้! [ตอนที่ ๓]
ใครเป็นโรคตับ…เชิญทางนี้! [ตอนที่ ๔] ตอนจบ
ทุกหน้า

            ดูจำนวนผู้ที่เข้าอ่านบทความนี้ที่มีจำนวนอย่างล้นหลามแล้ว ก็พอเชื่อได้ว่าบ้านเมืองของเราในวันนี้มีคนเป็นโรคตับหรือกลัวโรคตับกันเป็นจำนวนมากกว่าแต่ก่อน ทั้งต้องขอขอบคุณท่านผู้มีอุปการคุณที่ได้ออกความคิดเห็นในบทความตอนที่ 1

            ซึ่งแม้นผิดถูกประการใดก็หวังว่าจะได้รับการอภัย ขอให้ถือเสียว่าจะไปถือสาอะไรกับคนป่วยเจ็บที่วัน ๆ ก็ไม่ได้เห็นหน้าใครอยู่แล้ว

            โดยเฉพาะท่านที่ใช้ชื่อว่า “The King” ที่ได้ให้คำแนะนำติติงในทำนองให้เขียนเรื่องราวทำนองนี้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ อย่าไปค่อนขอดเสียดสีใครแล้ว ก็เห็นความจริงตามนั้น จักน้อมนำมาประพฤติปฏิบัติอย่างเต็มที่

            ดังนั้นบทความตั้งแต่ตอนนี้ไปก็คงจะจืดไปบ้างเป็นธรรมดา

            วันนี้อยากจะทำความรู้จักกับภูตเหลือง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของการเป็นโรคตับ หากไม่สามารถต่อสู้เอาชนะกับภูตเหลืองให้ได้เสียก่อนแล้ว อายุคงจะสั้นเป็นแน่นอน
  
            คนเรานั้นปกติว่ากันว่าร่างกายนี้ประกอบขึ้นด้วยธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่ามหาภูตรูปสี่ คือประกอบเข้าจากตัวหลอกลวงที่ยิ่งใหญ่ทั้งสี่นี้ ทำให้ดูสวยงามน่าติดยึดลุ่มหลง ทั้ง ๆ ที่หากพิจารณาโดยความเป็นธาตุหรือที่เรียกว่าพิจารณากรรมฐานจตุธาตุววัตฐานแล้วก็ไม่มีอะไรเลย มีแต่สิ่งสมมติสี่ประการที่ประกอบเข้าเป็นกายนี้เท่านั้น

            สิ่งที่เรียกว่าภูตเหลืองก็คืออาการสี่อย่างที่เกี่ยวข้องกับการเป็นโรคตับ ได้แก่อาการตาเหลือง หน้าเหลือง ตัวเหลือง ปัสสาวะเหลือง และที่เนื่องกันอยู่ก็อีกหนึ่งเหลืองคืออุจจาระมีความเหลืองน้อยลง มีสภาพสีซีดจาง ไม่ค่อยมีกลิ่น ดีไม่ดีก็ท้องผูกไปเลย

            ทั้งสี่อย่างนี่แหละเป็นการปรากฏตัวหรือประกาศตนของภูตเหลืองว่าอาการของโรคตับได้ปรากฏขึ้นแล้ว 

            คนเรานั้นมีปกติไม่มีสัญญาณเตือนเกี่ยวกับความป่วย ต่างกับความหิวโหย บางทีก็ตายไปเลยโดยที่ไม่ปรากฏอาการใดให้เห็นก่อน ดังเช่นโรคไหลตาย เป็นต้น
 
            ตับของคนเราเป็นอวัยวะที่ใหญ่มาก และใหญ่ที่สุดในบรรดาอวัยวะภายในทั้งปวง มีความแข็งแรงทนทาน ดังนั้นถึงป่วยเจ็บประการใดก็มักจะไม่ค่อยร้องคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว

            เมื่อใดที่เป็นมะเร็งตับ เป็นไวรัสตับ ท่อน้ำดีอุดตัน หรือตับต้องพิษไม่ว่าพิษยาหรือพิษสุราก็ตาม แล้วมีการอักเสบขึ้นถึงขนาด ก็จะประกาศตัวให้รู้ว่าฉันป่วยเจ็บแล้ว

            ดังนั้นแม้ใครมีอาการภูตเหลืองปรากฏขึ้นแล้วก็ตามก็ขอให้มีสติตั้งมั่นดังที่เคยแนะนำมาแต่ก่อน เพราะยังเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่ยังไกลกับความตาย คือจัดเป็นโรคที่ไม่รักษาก็อาจจะตาย แต่ถ้ารักษาก็อาจจะหาย แม้กระทั่งการเป็นมะเร็งตับหรือไวรัสชนิดใด ๆ ก็ตามก็จัดเป็นการป่วยประเภทเดียวกันนี้

            โดยสรุปก็คือการเป็นโรคตับไม่ว่าเป็นไวรัสชนิดไหนก็ตาม เป็นมะเร็งชนิดไหนก็ตาม ต้องพิษชนิดไหนก็ตามก็อย่าเพิ่งตกใจจนครองสติไม่ได้ ซึ่งจะทำให้ตายเอาง่าย ๆ เสียก่อน ขอให้มีความเชื่อมั่นเถิดว่ามันยังเป็นโรคประเภทที่รักษาแล้วอาจหาย ไม่รักษาก็อาจตาย

            จึงต้องเพียรพยายามตั้งหน้ารักษาพยาบาลไปจนกว่าจะหายด้วยความมีสติตั้งมั่นว่า บัดนี้เราไม่ใช่คนปกติดีแล้ว หากเป็นผู้ที่พยาธิหรือเป็นผู้ที่ความป่วยเจ็บเข้าครอบงำแล้ว เข้าสู่กระแสแห่งความตายแล้ว แต่ไม่ใช่จะต้องตายเสมอไป พึงเพียรพยายามตั้งหน้ารักษาไปจนกว่าจะหายเถิด 
            แล้วไอ้พวกภูตเหลืองนี้มันมีความสำคัญอย่างไรจึงจะต้องจัดการเสียก่อน?

            ความสำคัญประการแรกก็ดังที่ได้พรรณนามาแล้วว่าเป็นการประกาศศักดาของโรคว่าฉันเป็นโรคแล้ว ความเจ็บเข้าครอบงำแล้วหากไม่ตั้งหน้ารักษาพยาบาลให้ดีก็มีโอกาสตาย 

            ความสำคัญถัดมาก็คือภูตเหลืองนี้เป็นตัวที่หลอกหลอนทำให้เกิดความตื่นเต้นตกใจได้ง่าย ทำให้สุขภาพจิตเสื่อม ทำให้สุขภาพกายทรุดโทรม และทำให้ตกใจเอาจริง ๆ ว่ากำลังจะตาย

            เพราะคนเราวันหนึ่ง ๆ นั้นย่อมต้องพบปะคนนั้นมั่ง คนนี้มั่ง และเป็นเวรกรรมอะไรก็ไม่รู้ไอ้ภูตเหลืองพวกนี้ก็จะคอยกระตุ้นให้คนที่พบปะทักเอาด้วยท่าทีที่ตื่นเต้นตกใจว่า “โอ้! ตาเหลือง” หรือ “หน้าเหลืองเป็นขมิ้นเลย!” หรือ “ทำไมตัวเหลืองจัด!” ในขณะที่เจ้าตัวเองก็รู้อยู่ว่ามีอีกเหลืองหนึ่งคือปัสสาวะเหลือง
เมื่อถูกทักมากเข้า ๆ ก็อดทนไว้ไม่ได้ ต้องไปส่องกระจกดู แล้วก็จะเห็นความซูบซีด ซีดเซียวปรากฏขึ้น เห็นภาพคล้าย ๆ กับผีตองเหลืองเข้ามาแทนที่ อย่างนี้ก็ย่อมน่าตกใจใช่ไหมล่ะพระคุณท่าน!

             เมื่อตกใจแล้วก็จะพาลครองสติไม่อยู่ มีความร้อนรนวุ่นวายกระสับกระส่าย เพิ่มความกินไม่ได้นอนไม่หลับหนักขึ้น 

             ความสำคัญถัดมาก็คือความเหลืองที่คนอื่นมองไม่เห็น คือปัสสาวะมีสีเหลืองจัดนั้นจะมีลักษณะร้อนเหมือนน้ำร้อนหรือราวกับไฟกรด จะปัสสาวะแต่ละครั้งก็ทรมาน ที่หนักหนาก็คือปัสสาวะบ่อยเหลือเกิน ถ้าเป็นมาก มีอาการมากก็จะปัสสาวะแทบทุกชั่วโมง ไม่เว้นแม้ในตอนกลางคืน

            เมื่อเป็นอย่างนี้ก็เดือดร้อนหนักและทำให้ร่างกายซูบซีดทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว น้ำหนักจะลดลง แล้วก็จะยิ่งตกใจมากขึ้น อาการก็จะยิ่งทรุดลงจนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ กระทั่งมีอาการวายต่าง ๆ เกิดขึ้น 
            นั่นเป็นวัฏฏะที่ไปสู่ความตาย เหตุนี้จึงต้องกล่าวว่าจำเป็นจะต้องจัดการกับภูตเหลืองเสียก่อน แปรเปลี่ยนทิศทางแห่งวัฏฏะนั้นให้เป็นไปในทางเป็น ไมใช่เป็นไปในทางตาย

            ข้อแนะนำประการง่าย ๆ ในเรื่องนี้มีดังต่อไปนี้

            ประการแรก การเคลื่อนไหวร่างกายมากเท่าใด ทำให้การอักเสบมากขึ้นเท่านั้น เมื่ออักเสบมากเท่าใด ปัสสาวะเหลืองก็จะหลั่งออกมามากเท่านั้น
ปัสสาวะเหลืองแบบนี้คนโบราณเขาเรียกว่าไฟธาตุ ที่คนใกล้ตายแล้วร้อนเป็นไฟ รวมทั้งกระหายน้ำแล้วเขาบอกว่าไฟธาตุแตก แท้จริงก็คืออาการน้ำดีวายและไตวายนั่นเอง

            เพราะปัสสาวะที่เหลืองนี้เหมือนกับน้ำกรด จะซ่านไปสู่ทุกหนทุกแห่ง รวมทั้งกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งกระเพาะปัสสาวะรับไม่ไหวก็จะเร่งขับออกไปจึงทำให้ปัสสาวะบ่อย แล้วไม่เป็นอันหลับอันนอน ทำให้ร่างกายผ่ายผอมทรุดโทรม ยิ่งดื่มน้ำน้อยเกินไปร่างกายก็จะไปดูดเอาน้ำจากส่วนต่าง ๆ มาเป็นปัสสาวะแทน
ทำให้เกิดพื้นที่ว่างขึ้น แล้วเจ้าภูตเหลืองก็จะเข้าไปแทน ทำให้เกิดอาการหน้าเหลือง ตัวเหลืองมากขึ้น

            ดังนั้นในประการแรกสุดก็ต้องหยุดการเคลื่อนไหว ให้การเคลื่อนไหวมีน้อยที่สุดดังที่ทางแพทย์เขาเรียกว่า Absolute Bed Rest และดื่มน้ำให้มากสักหน่อยแต่อย่าให้มากเกินไป

            เป้าหมายแรกคือการขยายเวลาปัสสาวะให้ยาวออกไปจากแทบทุกชั่วโมงให้เป็นสองชั่วโมงต่อครั้ง หรือสามชั่วโมงต่อครั้งให้ได้ 

             เพราะเหตุที่อักเสบน้อยลงและมีการดื่มน้ำมากสักหน่อยก็จะค่อย ๆ ดับความร้อนภายใน ภูตเหลืองก็จะชะลอการหลั่งล้น กระทบต่อกระเพาะปัสสาวะน้อยลง ก็จะยืดเวลาการปัสสาวะให้ยาวออกไป พอมีเวลาได้หลับนอนบ้าง เป็นทางแห่งการตั้งตัวไม่ให้ทรุดโทรมลงเป็นปฐม

             เพราะเหตุที่อักเสบน้อยลงและมีน้ำเข้าไปในร่างกายเพียงพอ ภูตเหลืองก็จะถูกชักพาขับถ่ายออกไป ความมีสีเหลืองก็จะค่อย ๆ ลดน้อยถอยลง แล้วคนก็จะค่อยๆทักว่าเอ๊ยดีขึ้น

             ประการที่สอง คนที่ถูกภูตเหลืองเข้าครอบงำแล้วนั้นจะมีผลประการหนึ่งเกิดขึ้น คือนอกจากนอนไม่ค่อยหลับแล้ว จะมีอาการฝันบ่อย และเป็นเรื่องแปลกที่จะเป็นเรื่องฝันซ้ำ ๆ ซาก ๆ ฝันต่อเนื่องเป็นเรื่องเป็นราว ทั้ง ๆ ที่บางครั้งก็ตื่นขึ้นมาปัสสาวะไปหนสองหนแล้ว

             นี่ก็เป็นอิทธิฤทธิ์ของภูตเหลืองอีกนั่นแหละ กล่าวได้ว่าภูตเหลืองนี้เป็นตัวร้ายหลอกได้ทั้งยามตื่นและยามหลับ ดังนั้นจึงไม่เพียงแต่ต้องทำให้การอักเสบค่อยๆ ลดลง จะต้องทำให้นอนไม่ฝันด้วย เพราะถ้านอนฝันเลอะ ๆ เทอะ ๆ แบบนี้ทั้งคืนก็จะไม่เป็นอันหลับนอนเหมือนกัน

              การทำให้นอนหลับแล้วไม่ฝันนั้นคนที่เคยฝึกอบรมจิตมาจะได้เปรียบ นี่แหละอานิสงส์ของพระธรรม ที่เพื่อนชาวพุทธทั้งหลายควรจะน้อมนำฝึกฝนให้มีไว้ในตน ดังพระพุทธภาษิตที่ว่าจิตตัง ธัมตัง สุขาวะหัง ซึ่งแปลว่าจิตที่ฝึกอบรมดีแล้วนำประโยชน์สุขมาให้

              การทำให้นอนหลับไม่ฝันก็คือการทำจิตมีสิ่งที่ยึดหรือที่อาศัย ดังที่มีการใช้เป็นภาษาที่ไพเราะ ๆ ว่าวิหารธรรม นั่นคือถ้าฝึกฝนอบรมจิตจนสามารถเข้าสถิตในวิหารธรรมประการใดได้แล้วก็เป็นอันหมดห่วงเรื่องนอนไม่หลับหรือการฝันเลอะเทอะ

             ความป่วยเจ็บจะมีประโยชน์บ้างก็ตรงนี้แหละ คือทำให้เห็นธรรมได้ง่ายและจะถูกกำหนดให้ปฏิบัติธรรมได้ง่ายอีกด้วย 

             การทำให้หลับไม่ฝันเอากันง่าย ๆ ก็แค่นอนนับ “1-10” ไปก็ได้ นอนภาวนาหรือท่อง “พุทโธ พุทโธ” ไปเรื่อยก็ได้ นอนท่องคำว่า “โอม” ไปเรื่อยๆ ก็ได้
หรือจะนอนรำลึกถึงสิ่งที่กระทำไว้แต่ก่อนทั้งในทางร้ายบ้าง ทางดีบ้างก็ได้ รวมความว่าทำอะไรก็ได้ขอให้จิตใจมีความตั้งมั่นไม่หวั่นไหวไกวแกว่งจนกระทั่งหลับไป เร่งเพียรพยายามไปเถิด หากโชคดี มีความปีติสุขเกิดขึ้นก็เป็นอันถือว่าได้สัมผัสกับกระแสแห่งฌาน ซึ่งคนทั่วไปไม่มีโอกาสก็ได้

              ประการที่สาม อะไรมากเกินไปก็ไม่ดีทั้งนั้น น้อยเกินไปก็ไม่ดีทั้งนั้น ทั้งมากเกินไปและน้อยเกินไปล้วนเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ภูตเหลืองกล้าแกร่งแรงฤทธิ์ทั้งนั้น

            ทันทีที่ข่าวคราวว่าใครเป็นโรคตับปรากฏออกไป ความหวังดีของญาติมิตรก็จะหลั่งไหลมาเป็นกระแส ๆ บ้างก็แนะนำว่าดื่มน้ำเยอะ ๆ ดี บ้างก็ว่าอย่ากินอะไรมัน ๆ ก็จะดี บ้างก็ว่าต้องดื่มน้ำหวานเยอะ ๆ ถึงจะดี บ้างก็ว่าต้องนอนเยอะ ๆ ถึงจะดี

            ถ้าใครทดลองทำตามคำแนะนำแบบนี้ก็มีหวังได้ตายแน่ นี่ก็แย่มาแล้ว จึงเอาประสบการณ์มาเล่าขานสู่กันฟัง แต่ก็ด้วยความหวังและสำนึกในพระคุณของความปรารถนาดีของท่านทั้งหลายทั้งปวง มิได้มีน้ำใจล่วงเกินเลยด้วยความสัตย์จริง

            และความจริงก็ไม่อยากจะพูดเรื่องนี้ เพราะเกรงใจของผู้ที่ใช้ชื่อว่า “The King” ที่ได้ติงมาแล้ว แต่เป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องกล่าว ทั้งเป็นการกล่าวโดยนัยยะแห่งคำตรัสสอนของพระตถาคตเจ้า ในเรื่องทางสายกลางที่ไม่สุดโต่งไปทั้งข้างตึงหรือข้างหย่อน อันทรงแสดงในการปฐมเทศนานั้นว่าสิ่งใดก็ตาม หากตึงเกินไปหรือหย่อนเกินไปก็ไม่ใช่ความถูกต้องทั้งนั้น ไม่พึงซ่องเสพทั้งนั้น

            ถ้าดื่มน้ำมากเกินไปไตก็จะทำงานหนัก ทั้งจะปัสสาวะบ่อย เป็นอุปสรรคต่อการกำจัดภูตเหลือง ดังนั้นดื่มน้ำมากเกินไปจึงไม่ได้ แต่ต้องดื่มน้ำในทางให้มากกว่าปกติสักหน่อยหนึ่ง น้ำที่ดื่มนั้นควรเป็นน้ำสะอาดบริสุทธิ์ ไม่ต้องต้ม ไม่ต้องใส่น้ำแข็งจึงจะดีที่สุด

            ดื่มน้ำในปริมาณที่พอจะดับกระหายคลายร้อนและพอที่จะชะขับภูตเหลืองออกจากร่างกายนี้ ถ้าจะให้ดีก็จิบน้ำไปเป็นระยะ ๆ แม้ตื่นมาในกลางดึกหากปากแห้งคอแห้งจัดก็จิบน้ำได้ตามสมควร

            ดื่มน้ำหวานในทางมากดีกว่าทางน้อย เพราะทำให้กระชุ่มกระชวย แต่ถ้ามากเกินไปก็จะเป็นอันตรายได้เหมือนกัน 

            อาหารประเภทมันนั้นไม่ดีแน่ ลองดูก็ได้ ทันทีที่กินอาหารมันๆ จะรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าว แน่น เรอ เพราะไปทำให้การย่อยอาหารนั้นเกิดความลำบากแก่อวัยวะภายใน โดยเฉพาะตับ น้ำดี และกระเพาะ รวมทั้งไตซึ่งยึดโยงกันอยู่เป็นเครื่องจักรใหญ่สี่ตัว

            ดังนั้นอาหารมันจึงควรกินให้น้อยที่สุด แต่ต้องกินบ้าง มิฉะนั้นจะมึนงง ยืน นั่ง นอน เดิน หรือดำรงอิริยาบทให้เป็นปกติต่อไปไม่ได้

            เหมาเจ๋อตงนั้นเป็นพวกชอบกินหมูสามชั้น เพราะกินแล้วอวัยวะต่าง ๆ ทำงานได้ดี วันหนึ่งเหมาบอกกับลูกน้องว่าค่าแรงของฉันถูกมาก พวกเธอเพียงแต่ทำหมูสามชั้นให้ฉันกินสัปดาห์ละครั้ง ฉันจะตีเจียงไคเช็คให้ตกทะเลไปเลย

            อาหารนอกจากจะต้องมันน้อยที่สุดแล้ว ควรจะเป็นอาหารอ่อนที่ย่อยง่ายเพื่อให้อวัยวะเกี่ยวกับการย่อยทำงานน้อยที่สุด
การออกแรงก็เหมือนกัน ถ้านอนเดี้ยงอยู่อย่างเดียวไม่ขยับกายเสียเลยแล้วลองดูสิแค่ 14 วันเข่าก็จะอ่อนจนแทบยืนไม่ไหว แต่ถ้าได้ทรงตัวขยับแข้งขาบ้างทุกสิ่งอย่างก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

            ความพอดี ความมีเหตุผล และความพอประมาณ จึงเป็นเหตุปัจจัยในการเยียวยารักษาโรคตับได้ เห็นหรือยังว่าหลักปรัชญาพอเพียงนั้นมหัศจรรย์สักเพียงไหน.




แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๔:๐๒ น.
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License