ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านรู้สึกอย่างไรกับการใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท จัดงานฉลองความสำเร็จแก้ปัญหาน้ำท่วม?
 
ป้ายโฆษณา
อาลัยครูสนั่น หิรัญวรชาติ พิมพ์ อีเมล
Q&A - ไขข้อสนใจจากไพศาล
วันจันทร์ที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๑:๐๘ น.


     ถาม : ผมเป็นคนระโนด เคยเป็นลูกศิษย์ครูสนั่น หิรัญวรชาติ ซึ่งทราบว่าท่านสิ้นบุญแล้ว เพื่อนฝูงบอกว่าคุณไพศาล ได้เขียนคำไว้อาลัยจับใจมาก แต่ไม่มีโอกาสได้อ่าน เพราะเท่าที่ทราบหนังสืองานศพทำอย่างจำกัดมาก ในฐานะคนระโนดและระลึกถึงบุญคุณครูสนั่น จึงอยากได้อ่านคำไว้อาลัย กรุณาอนุเคราะห์ด้วย


     ตอบ : ครูสนั่น หิรัญวรชาติ ได้สิ้นบุญแล้ว ด้วยโรคชรา โดยมีอายุเกือบร้อยปี ในฐานะที่เป็นปูชนียบุคคลสำคัญที่ประสิทธิ์ประสาธน์การศึกษาให้กับชาวระโนด ผมได้รับเกียรติอย่างสูงจากทายาทให้ช่วยเขียนคำไว้อาลัย และเต็มใจยินดีที่จะนำมาเผยแพร่ ณ ที่นี้ ดังที่ปรากฏความดังต่อไปนี้

                                                                     ศรัทธาอาลัยรัก ครูสนั่น หิรัญวรชาติ 
                                                                      ไต้ที่ดับแล้ว แต่แสงไต้ยังสว่างไสว
                                                                                        ------------------- 

     ผมเกือบจะกลายเป็นคนบาปไปแล้ว เพราะพี่นงลักษณ์ หิรัญวรชาติ สุวรรณกิจ บุตรีของท่านอาจารย์ใหญ่สนั่น หิรัญวรชาติ ได้มาขอให้เขียนคำไว้อาลัยในหนังสือที่ระลึกครบ 96 ปี ของอาจารย์ใหญ่สนั่น หิรัญวรชาติ ในเดือนสิงหาคม 2553 นี้ แต่ท่านยังไม่ทันที่จะได้ฉลองครบ 8 รอบ ตามที่คาดหวังไว้ ก็มีอันสิ้นบุญเสียก่อนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา 

     เพิ่งมาระลึกได้ก็เมื่อคืนนี้ อาจจะเป็นเหตุแห่งบุพนิมิตหรือจิตนิวรณ์ที่คอยกระตุ้นเตือนอยู่ก็อาจเป็นได้ จึงได้ฝันประหลาดว่าท่านอาจารย์ใหญ่สนั่น หิรัญวรชาติ มาเยี่ยม ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส ตื่นขึ้นมาก็ระลึกได้ จึงต้องรีบเขียนคำไว้อาลัยในเช้าวันนี้ 

     ความจริงผมเรียกท่านอาจารย์ใหญ่สนั่น หิรัญวรชาติ มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วว่าครู และท่านก็ยินดีเต็มใจที่จะให้เรียกว่าครู เวลาพูดจากันท่านก็ใช้คำแทนตัวว่าครูเสมอ ไม่เคยใช้คำอื่น เช่น อาจารย์ หรืออาจารย์ใหญ่เลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะท่านภูมิใจในความเป็นครู ซึ่งมีความหมายที่สูงกว่าคำอื่น เพราะคำว่าครูนั้นคือผู้รับภาระอันหนักในการยกระดับความรู้และสติปัญญาศิษย์ ทำคนให้เป็นคน ทำคนให้เป็นมนุษย์ กระทั่งทำคนให้เป็นเวไนยสัตว์ 

     ระลึกถึงคำครูแต่หนหลังดังก้องอยู่ในหู ประหนึ่งว่าเหตุการณ์เพิ่งผ่านมาหยก ๆ 

     ระหว่างปี 2522-2529 ครูขึ้นมากรุงเทพฯ บ้าง ผมได้ลงไปเยี่ยมที่ระโนดบ้าง ครูได้แสดงความเอื้ออาทรต่อผมด้วยการแนะนำครั้งสำคัญ 3 ครั้ง ชนิดที่ไม่อาจลืมเลือนได้ชั่วชีวิต

     ครั้งแรก เป็นช่วงที่พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ ๆ ครูได้แนะนำผมว่าพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นคนมีบุญ ครูคิดว่าคนผู้นี้แหละคือ 1 ใน 3 คนของชาวสงขลาที่มีอำนาจวาสนาและบุญบารมีมากตามคำทำนายของเจ้าศาลหลักเมืองสงขลา ให้พยายามไปเข้าหาก็จะมีความเจริญ แต่ผมเป็นคนมีอัธยาศัยไม่ชอบเข้าหาผู้ใหญ่ คำแนะนำด้วยความปรารถนาดีของครูจึงไร้ผล เพราะศิษย์ไร้ความสามารถในเรื่องนี้

     ครั้งที่สอง เป็นช่วงที่พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีมาระยะหนึ่งแล้ว ช่วงนั้นบ้านเมืองวิกฤตรอบด้านทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจและปัญหาการเมืองในประเทศ คราวนี้ครูขึ้นมากรุงเทพฯ และบอกผมว่าคุณเปรมเป็นคนสงขลา กำลังแบกภาระอันหนักให้กับบ้านเมือง เธอก็เป็นคนมีสติปัญญา ให้หาทางไปช่วยแบกช่วยหามสักแรงหนึ่ง ครูบอกว่าอย่าดูถูกน้ำหยดเดียว เพราะน้ำหยดเดียวบางหยดนั้นสามารถทำให้น้ำเต็มแก้วได้ ไม่บกพร่องอีกต่อไป

     ทว่าผมนั้นเป็นคนมีกรรม ถึงครูจะแนะนำปานใดก็ไม่มีความสามารถและสติปัญญาที่จะไปเข้าหาคนระดับนายกรัฐมนตรีได้ แต่ช่วงนั้นก็ได้ทำตามคำครูอยู่เป็นอันมากเพราะเป็นจังหวะที่ผมได้ไปช่วยงานให้กับพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งท่านในขณะนั้นก็เป็นกำลังสำคัญในการทำงานให้กับรัฐบาลพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ด้วย

     ครั้งที่สาม เป็นช่วงที่พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว และเพิ่งเป็นองคมนตรีใหม่ ๆ ครูก็มาบอกว่าพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เกิดมาสร้างชื่อเสียงให้คนสงขลามาก สร้างผลงานให้ประเทศและสงขลามาก เป็นคนมีชีวิตที่ดีงาม เป็นแบบอย่างให้แก่คนทั้งหลาย ในชีวิตที่เหลืออยู่ให้พยายามศึกษาและปฏิบัติตามวิถีชีวิตของพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ก็จะมีความเจริญ ไม่มีทางเสื่อมถอย

     ในประการหลังนี้ผมกล่าวได้ว่าผมได้ทำตามคำครูอย่างสุดกำลังที่จะสามารถทำได้ แม้ชีวิตนี้จะไม่มีโอกาสได้สร้างคุณงามความดีให้กับชาติบ้านเมืองมากมายอะไร แต่กิจใดอันพึงทำต่อชาติบ้านเมืองตามกำลังสติปัญญาความสามารถของคนไทยคนหนึ่ง กิจอันนั้นผมก็ได้ทำแล้วตามคำครูทุกประการ ทั้งได้พยายามเรียนรู้และปฏิบัติตามในการครองตนตามคำครูนั้นอยู่เป็นนิตย์

     ครูเป็นคนสงขลา เป็นคนรุ่นน้องของก๋ง ดังนั้นจึงรู้เรื่องคำพยากรณ์ศาลหลักเมืองสงขลาเป็นอันดี เพราะเมื่อครั้งตั้งศาลหลักเมืองสงขลานั้น ซินแสที่ทำพิธีมีความชำนาญในการพยากรณ์ได้เข้าทรงเจ้าหลักเมืองและได้พยากรณ์ว่าสืบไปเมื่อหน้าจะมีคนสงขลา 3 คน มีอำนาจวาสนาเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ก๋งได้เล่าความเรื่องนี้ให้ผมฟังตั้งแต่ยังพอรู้ความ และคนสงขลารุ่นนั้นต่างก็รู้คำพยากรณ์นี้

     มาถึงวันนี้คำพยากรณ์ศาลหลักเมืองสงขลาครั้งนั้นเป็นจริงขึ้นแล้วเป็นส่วนใหญ่ เพราะปรากฏว่าตั้งแต่บัดนั้นถึงบัดนี้มีคนสงขลา 2 คน มีอำนาจวาสนามากและเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

     ท่านแรกคือเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ ซึ่งเป็นต้นตระกูล ณ สงขลา มีอำนาจวาสนาได้ดำรงตำแหน่งสูงสุดในฝ่ายบริหารและต่อมาก็ได้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

     ท่านที่สองก็คือพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี 8 ปี ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ผู้มีคุณอันยิ่งใหญ่ต่อแผ่นดิน

     คงเหลือคนสงขลาคนที่ 3 ว่าจะเป็นผู้ใด และจะอุบัติมาเมื่อใด ที่จะทำคุณประโยชน์ใหญ่ให้แก่แผ่นดิน ตามรอยทางของมหาบุรุษชาวสงขลาสองท่านแรก ยังเป็นเรื่องที่ชาวสงขลาจับตาติดตามกันอยู่ 

     เหตุที่พี่นงลักษณ์มาขอให้ผมเขียนเรื่องรำลึกถึงครูก็เพราะได้ทราบดีว่าในบรรดาศิษย์ทั้งหลายของครูนั้น ผมเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้ชื่อว่าเป็นศิษย์เอก และเป็นผู้ที่ครูให้ความรัก ให้ความเอ็นดู ให้ความอุปการะเกื้อกูลด้วยประการต่าง ๆ ทั้งรู้ดีว่าย่อมมีเรื่องราวมากหลายเกี่ยวกับครูที่อาจเกิดประโยชน์แก่คนทั้งหลายหากได้นำมาเล่าหรือกล่าวถึง ซึ่งผมมีความยินดี เพราะนี่ก็คือการบูชาพระคุณครูอย่างหนึ่ง แม้เวลาวันนี้ครูได้ล่วงลับดับแล้ว แต่ประทีปแก้วแห่งปัญญาที่ครูได้ประสิทธิ์ประสาธน์แล้วแก่ศิษย์ทั้งหลายหาได้ดับไปไม่ ยังคงส่องสว่างกลางใจคน และยังส่องสว่างตามทางให้แก่ชาวระโนดตลอดมา 

     บ้านเกิดผมเป็นบ้านนอกที่ทุรกันดาร และขาดแคลนทุกสิ่งอย่าง ในยุคนั้นไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีน้ำประปา ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีถนน ไม่มีรถยนต์หรือแม้รถจักรยาน โดยยุคต้นก่อนนั้นทางบกได้ใช้สะพานและทางดินเป็นทางเดิน ส่วนทางน้ำก็ใช้เรือแจว เรือพาย เรือถ่อ กันเป็นพื้น ตอนที่ผมยังเป็นเด็ก ที่บ้านก็มีเรือใบสองเสาที่ใช้ขนส่งข้าวสารจากอำเภอระโนดไปส่งยังจังหวัดสงขลา ระยะหลังจึงได้มีเรือยนต์ เรือหางยาวใช้กัน จึงต้องถือว่าเป็นดินแดนที่ยากจน ขาดแคลน ล้าหลัง และทุรกันดารอย่างแท้จริง 

     ดินแดนที่ยากจน ขาดแคลน ล้าหลัง และทุรกันดารปานนั้นแล้ว แต่ปรากฏว่าคนทั้งหลายในบางนั้นกลับเป็นผู้ใฝ่ในการศึกษา และเป็นพื้นที่ที่ประชาชนมีการศึกษาสูงที่สุดยิ่งกว่าอำเภออื่น ๆ ชาวระโนดได้ดีมีการศึกษาสูงและเป็นกำลังสำคัญของชาติบ้านเมืองมาช้านานแล้ว แม้กระทั่งถึงปัจจุบันนี้ 

     เหตุนี้ผมจึงตั้งหัวข้อเรื่องในการเขียนคำไว้อาลัยแด่ครูว่า

     “ไต้ที่ดับแล้ว แต่แสงไต้ยังสว่างไสว”

     ผมเลือกใช้คำว่า “ไต้” ก็เพื่อให้สอดคล้องกับความยากจน ขาดแคลน ล้าหลังและทุรกันดารของระโนดแต่กาลก่อน ซึ่งยุคโน้นก็ได้อาศัยไต้ส่องทาง ทำให้เกิดแสงสว่าง กำจัดความมืดมนอนธการ และทำให้เห็นที่เห็นทางได้กระจ่างขึ้น คำนี้แหละจะเหมาะกับคำที่เขียนไว้อาลัยด้วยศรัทธาแด่ครูเพราะได้สะท้อนถึงยุคสมัยและความเป็นไปในยุคนั้นเป็นอย่างดีที่สุด

     ระโนดแดนทุรกันดารห่างไกล แต่กลับเป็นแดนที่ผู้คนมีการศึกษามากและมีการศึกษาสูงก็เพราะครู ซึ่งได้เป็นผู้ริเริ่มในการตั้งโรงเรียนชั้นมัธยมแห่งแรกขึ้นในอำเภอและเป็นโรงเรียนมัธยมแห่งแรก ๆ ของจังหวัดสงขลาด้วย คือโรงเรียนระโนดวิทยามูลนิธิ ซึ่งปัจจุบันนี้ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นโรงเรียนระโนดวิทยาแล้ว

     แม้ว่าจะมีผู้ร่วมคณะก่อการก่อตั้งหลายท่าน แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่าสติปัญญาความสามารถของครูคือหลักชัยในการวางรากฐานการศึกษาให้ปัญญาวิชาคุณแก่ชาวระโนด และเป็นเหตุให้ชาวระโนดได้รับการศึกษาเป็นจำนวนมากและมีการศึกษาที่สูง

     ไม่เพียงแต่ชาวระโนดเท่านั้นที่ได้รับใบบุญทางการศึกษาจากครู หลายอำเภอข้างเคียงก็พลอยได้รับใบบุญนี้ด้วย แม้กระทั่งยุคที่ผมเข้าเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนระโนดวิทยาแล้ว ก็มีเพื่อนนักเรียนที่มาจากต่างอำเภอมาเรียนที่โรงเรียนระโนดวิทยากันเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นที่รู้กันว่านอกจากโรงเรียนมหาวชิราวุธในตัวจังหวัดสงขลาแล้ว โรงเรียนระโนดวิทยาจัดว่าเป็นโรงเรียนที่ให้การศึกษาดี ดังที่พูดกันในพื้นนั้นว่า “โรงเรียนแข็ง”

     โรงเรียนระโนดวิทยาในยุคนั้นไม่เพียงแต่เก่งเชิงวิชาการ แต่ในด้านการกีฬาก็มีการตั้งกลุ่มตั้งสีภายในโรงเรียน แต่ละปีมีงานแข่งกีฬาสีกันภายในโรงเรียน จัดเป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่มาก ความสามารถในทางกีฬาของโรงเรียนดังก้องกระหึ่มเข้าไปถึงตัวจังหวัด จนเกิดการแข่งขันฟุตบอลประลองฝีมือกันระหว่างทีมของโรงเรียนมหาวชิราวุธกับทีมของโรงเรียนระโนดวิทยา ซึ่งแม้ว่าจะสู้กันไม่ได้ แต่ก็ทำให้คนระโนดและนักเรียนของโรงเรียนได้เปิดหูเปิดตา ได้เห็นความสามารถของนักเรียนในตัวจังหวัดด้วยตาตน

     โรงเรียนมีวงดนตรี ทั้งดนตรีสากลและดนตรีไทยที่จัดว่าชั้นเลิศทั้งสองด้าน และไม่แพ้ใครในจังหวัดสงขลาเลย เมื่อมีดนตรีแล้ว โรงเรียนก็มีคณะละครประจำโรงเรียน จนกล่าวได้ว่าภายใต้การนำของครู โรงเรียนระโนดวิทยามีความก้าวหน้าถ้าเทียบกับสภาพพื้นที่แล้วห่างกันราวฟ้าและดินทีเดียว

     แม้วันเวลาผ่านมาเนิ่นนานแล้ว ภาพเมื่อครั้งเรียนในชั้นมัธยมยังคงปรากฏในห้วงสำนึกของความทรงจำ ประหนึ่งว่าเพิ่งผ่านพ้นไปแค่วันวาน

     ยังจำได้แม่นยำถึงเวลายามเช้าทุกวัน จะเห็นครูและครูนิภาผู้เป็นศรีภริยาเดินผ่านหน้าบ้านไปโรงเรียนตั้งแต่เช้าตรู่ เหตุที่เห็นท่านไปโรงเรียนแต่เช้าเกือบทุกวันก็เพราะครูต้องเดินจากบ้านตามแนวสะพาน ผ่านหน้าบ้านก๋ง ซึ่งทุกเช้าผมจะช่วยก๋งหรือยายใส่บาตรพระทุกวัน วันละ 30-50 รูป ใส่บาตรยังไม่ทันหมดพระ ก็มักจะเห็นครูเดินไปโรงเรียน ถ้าเป็นจังหวะที่พระเว้นระยะยังไม่มายืนบิณฑบาตครูก็จะทักทายกับก๋ง ผมก็จะยกมือไหว้ครู ครูก็จะพูดคุยทักทาย 2-3 คำ ด้วยเหตุนี้ครูจึงให้ความคุ้นเคยรักใคร่ผมเป็นพิเศษ

     ยังจำได้แม่นยำถึงเวลายามเช้า ครูจะให้นักเรียนทั้งหมดของโรงเรียนเข้าแถวหน้าเสาธง หลังจากร้องเพลงชาติแล้ว ก็จะสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย จากนั้นครูก็จะให้โอวาทแก่ศิษย์เป็นประจำทุกวัน

     เรื่องราวที่ครูพูดหน้าเสาธงตอนเช้า ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของความเจริญก้าวหน้าของโลก ของประเทศ ผมรู้จักชื่อชาร์ลส ดาร์วิน เป็นครั้งแรกก็จากคำครูที่พูดหน้าเสาธง จึงได้รู้ว่าเป็นบุคคลสำคัญทางชีววิทยาของโลก ได้รู้จักชื่อและงานสังเขปของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพก็เพราะจากคำครูที่พูดหน้าเสาธงนั้น

     ทุกครั้งที่ครูเดินทางไปตัวจังหวัดหรือไปจังหวัดอื่นๆ หรือไปกรุงเทพฯ กลับมาครูก็จะนำความดีความงามความเจริญความก้าวหน้ามาเล่าให้บรรดาศิษย์ได้ฟัง เพราะในยุคนั้นไม่มีโทรทัศน์ แม้แต่วิทยุก็มีใช้เฉพาะบ้านของผู้มีฐานะอันดีมาก ๆ เท่านั้น หนังสือพิมพ์ก็ไม่มี จำได้ว่าแต่ละสัปดาห์จะมีหนังสือพิมพ์มาส่งแค่ครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น
ยามนั้นการได้รู้ข่าวคราวและข่าวสารต่าง ๆ ของชาวระโนดและนักเรียนทั้งหลายจึงมีแต่การฟังจากคำครู ได้อาศัยสุตตปัญญาที่ครูประสิทธิ์ประสาธน์ให้จึงได้รู้ได้เห็นได้ยินเรื่องราวความเป็นไปในโลกกว้างและบ้านเมืองของเราบ้าง
ครั้งหนึ่งเพิ่งมีการตั้งสังคีตศาลาขึ้นในบริเวณพิพิธภัณฑ์แห่งชาติกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นที่แสดงศิลปะวัฒนธรรมแขนงต่าง ๆ ครูก็นำเรื่องไปเล่าให้นักเรียนฟัง พร้อมกับชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของศิลปะวัฒนธรรมว่าเป็นหลักเป็นพื้นฐานแห่งการดำรงอยู่ของชาติ และความผูกพันระหว่างคนในชาติ แล้วครูก็ดำริให้จัดที่แสดงทำนองเดียวกันกับสังคีตศาลาที่โรงเรียนบ้าง

     โดยทั่วไปครูจะพร่ำสอนเป็นอันมากถึงความรู้และประสบการณ์ของศิษย์เก่า โดยศิษย์คนใดที่ประสพความสำเร็จ มีความก้าวหน้าหรือมีความสำเร็จในการศึกษาที่สูงขึ้นก็ดี ในหน้าที่การงานที่สูงขึ้นก็ดี หรือในกิจการอื่นใดก็ดี ครูก็จะเอาเรื่องราวความสำเร็จนั้นมาเล่าให้ฟังที่หน้าเสาธง เพื่อบ่มเพาะอัธยาศัยแก่ศิษย์ให้มีน้ำใจใฝ่รักความก้าวหน้าและมีมานะในการศึกษาเล่าเรียน

     ครูพร่ำสอนเป็นอันมากเรื่องคุณธรรม ศีลธรรมและจริยธรรม และไม่เพียงแต่พร่ำสอนอย่างเดียว ครูได้ประพฤติปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างแก่ศิษย์ มีความดี ความงามและความสง่าอันประจักษ์ชัดเป็นแบบอย่างแก่ศิษย์ตลอดมาจนถึงปัจจุบันนี้

     ดังนั้นถึงแม้ในบ้านเมืองของเราอาจมีคนชั่วช้าเลวทรามปรากฏอยู่ก็ตาม แต่ไม่เคยปรากฏเลยว่าจะมีศิษย์ของครูหรือผู้ที่ได้สำนักแล้วที่โรงเรียนระโนดวิทยามูลนิธิจะมีอันเป็นเช่นนั้นเลย

     คนระโนดเป็นคนรักบ้านเกิดถิ่นฐาน แม้ไปไกลถึงไหนก็ไม่ทิ้งไปเสียทีเดียว ย่อมหมั่นเวียนเพียรกลับไปเยี่ยมเยียนบ้านเกิดเสมอ ๆ ดังนั้นเมื่อนักเรียนเก่าที่มาเรียนหนังสือหรือมาทำงานในกรุงเทพฯ กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดคราใด ครูจะเชิญนักเรียนเก่าเหล่านั้นมาเล่าความเป็นไปให้รุ่นน้องได้ฟังกัน

     ด้วยเหตุนั้น ศิษย์ของครูจึงได้เรียนรู้ทั้งวิชาการที่สอนตามหลักสูตรการเรียนการสอนและได้เรียนรู้ประสบการณ์จากชีวิตจริงของศิษย์เก่ามากหลาย ตลอดจนคนดีมีวิชาปัญญามากในบ้านเมืองต่างๆ โดยคำบอกเล่าของครูที่เป็นกิจวัตรสอนประจำหน้าเสาธง และที่สำคัญคือครูเป็นผู้สอนเอง อบรมเอง บ่มเพาะเอง แก่นักเรียนทุกคนของโรงเรียน โดยถือโอกาสยามเช้าหน้าเสาธงนั่นแหละเป็นห้องเรียนใหญ่ที่อบรมบ่มเพาะสอนศิษย์ให้เป็นคนดี ให้มีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณและบ้านเกิดเมืองนอน

     ผมเข้าใจคำว่าแม่ได้ดีก็จากคำครู เพราะใคร ๆ เมื่อพูดถึงแม่ก็จะพูดถึงแต่แม่บังเกิดเกล้า แต่ครูอธิบายเรื่องแม่ที่พิสดารกว่าท่านอื่น ๆ ซึ่งผมยังจำและยังนำมาพูดหลายครั้ง โดยเฉพาะในวันเกิดของตัวเองหรือของคนอื่น

     ผมยังจำคำครูที่สอนเรื่องแม่ได้อย่างแม่นยำ ครูสอนว่าแม่นั้นมีความหมายสูงส่ง มีฐานะสูงส่ง โดยอ้างเอาคำของพระพุทธเจ้าที่ทรงตรัสว่า แม่คือพรหมของบุตร คือพระอรหันต์ของบุตร การได้ปรนนิบัติแม่เหมือนกับการได้ปรนนิบัติพระอรหันต์

     ครูสอนว่าคนเราเกิดมาแล้วแท้จริงมีแม่ถึงสามคน ล้วนมีพระคุณล้นฟ้ามหาสมุทร ที่ชีวิตนี้แทนพระคุณไม่สิ้นเลย แม่หนึ่งคือแม่บังเกิดเกล้า ที่เป็นบูรพาจารย์และเลี้ยงดูอุ้มชูมาแต่น้อย แม่หนึ่งคือแม่ชื้อหรือสติอันกำกับตัวอยู่ทำให้เป็นผู้เป็นคน หรือนัยหนึ่งก็คือจิตใจตนที่เป็นผู้ให้กำเนิดชีวิตนี้ ทำให้มีชีวิตเป็นผู้เป็นคน กระทั่งทำให้คนถึงซึ่งความประเสริฐสูงสุดได้ยิ่งกว่าสัตว์ทั้งหลายในโลกธาตุนี้ อีกแม่หนึ่งคือแม่พระธรณีที่ให้ที่เกิด ให้ที่กิน ที่อยู่ ที่ทำงาน และที่ตายแก่ทุกชีวิต สามแม่นี่แล้วมีพระคุณล้นเหลือ

     ครูพร่ำสอนเป็นอันมากในเรื่องความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ซึ่งสอดคล้องกับนัยยะคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าความดี ความชั่ว ของคนนั้นดูยาก จำแนกยาก เพราะที่เห็นอาจเป็นอย่างหนึ่ง แท้จริงอาจเป็นอย่างหนึ่ง จึงต้องดูกันที่ความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า นิมิตตัง สาธุรูปานัง กตัญญูกตเวทิตา ซึ่งแปลว่าความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี

     ครูล่วงลับแล้ว ไต้ที่ส่องสว่างให้แก่ระโนดและชาวระโนดเป็นเวลายาวนานเกือบศตวรรษได้ล่วงลับดับไปในขณะอายุขัย 96 ปี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ศกนี้ แต่แสงสว่างของไต้นี้หาได้ดับไม่ ยังคงสว่างเจิดจ้าอยู่ในอำเภอระโนดและในท่ามกลางใจของชาวระโนด โดยเฉพาะศิษย์ผู้นี้ 

     ด้วยความศรัทธาอาลัยรักแด่ครู ผู้ประสิทธิ์ประสาธน์ปัญญาวิชาคุณมาแต่น้อย. 

                                                                                               นายไพศาล พืชมงคล 
                                                                                                  28 กรกฎาคม 2553
 

สำนักกฎหมายธรรมนิติ เลขที่ 267/1 ถนนประชาราษฎร์สาย 1
แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ 10800
โทร. 02-586 8324           โทรสาร. 02-585 9204
E-mail address : อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

 


แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๓:๔๑ น.
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License