ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
บทความใน นสพ.แนวหน้า เรื่อง "ภาษี...เก็บมากจะได้น้อย" วันที่ 17 มี.ค.61 พิมพ์ อีเมล
บทความ - บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันศุกร์ที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๑ เวลา ๐๙:๕๑ น.

     ในสถานการณ์ขาลงก็มีมือดีไปยุยงรัฐบาลให้ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม จาก7% เป็น 8% ของราคาสินค้าหรือค่าบริการที่ประชาชนทุกคน ไม่ว่าเด็กหรือคนแก่ ไม่ว่าคนปกติหรือคนพิการ และไม่ว่าฐานะอย่างไร ถ้าหากซื้อสินค้าและบริการแล้วก็ต้องจ่ายเหมือนกัน 

     ดังนั้นในพลันที่มีการพูดถึงเรื่องนี้ต่อสาธารณะ เสียงก่นด่าจึงดังกึกก้องไปทั้งบ้านทั้งเมือง เพราะคนไทยทุกวันนี้คิดตัวเลขเป็นและคิดตัวเลขเก่งเพราะติดหวย คำนวณหวยกันทั้งบ้านทั้งเมือง จึงคิดออกว่าที่จะขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจาก7% เป็น 8% นั้น ไม่ได้เรียกเก็บเพิ่มแค่ 1% เพราะแท้จริงแล้วเป็นการเรียกเก็บเพิ่มถึง 13% ของอัตราภาษีเดิมที่เรียกเก็บอยู่ 

     ที่สำคัญก็คือคนทั้งหลายเห็นพ้องต้องกันว่า มีการใช้จ่ายเงินแผ่นดินอย่างสุรุ่ยสุร่ายอย่างไร้เหตุผล เช่น เอาแต่เพิ่มรายได้ให้แก่ข้าราชการ โดยมิได้คำนึงถึงรายได้ของประชาชนว่าจะเป็นอย่างไร หรือจัดโครงการใช้จ่ายแต่เงินทั้งหมดกลับไปเข้าพกเข้าห่อของเจ้าสัวเพียงไม่กี่คน นอกจากนั้นยังมีโครงการจัดซื้อจัดจ้างที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตฉ้อฉลแทบทุกหน่วยงาน 

     ถ้าหากประหยัดหรือระมัดระวังการใช้จ่าย ก็ไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องเพิ่มอัตราภาษีให้เดือดร้อนแก่ประชาชน แต่ที่คนทั้งหลายเจ็บช้ำน้ำใจยิ่งนักก็ตรงที่ไม่มีใครฟังเสียงทักท้วงของประชาชน ตั้งหน้ากันแต่จะใช้จ่ายเงินตามอำเภอใจ จ่ายจนเงินหมดเกลี้ยงแล้วก็ไม่ได้สำนึก มุ่งแต่จะกู้เงินมาใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก จนก่อหนี้สินให้ประเทศชาติกว่า 2 ล้านล้านบาทแล้ว 

     ขนาดฉิบหายจากยุคต้มยำกุ้งแค่ 1.4 ล้านล้านบาท ถึงวันนี้ก็ยังชำระหนี้ไม่หมด ในขณะที่จ่ายดอกเบี้ยไปแล้วนับล้านล้านบาท และก่อหนี้เพิ่มมาอีกกว่า 2 ล้านล้านบาท โดยประชาชนไม่มีโอกาสรับรู้ว่าไปรับพันธะผูกพันที่จะต้องยกผลประโยชน์ของชาติให้แก่เจ้าหนี้อย่างไรเลย ประเทศชาติและประชาชนจะต้องแบกรับชะตากรรมจากการชำระหนี้ที่ก่อไว้โดยไม่ได้รู้เห็นอีกกี่สิบปี 

     ใช้จ่ายเงินกันตามอำเภอใจจนถึงขั้นจนตรอก เพราะกู้ยากลำบากขึ้นทุกวัน จึงกดดันให้ต้องมาขึ้นภาษีเอากับประชาชนในที่สุด 

     การขึ้นหรือลดภาษีนั้นเป็นนโยบายสำคัญที่รัฐบาลจะต้องใช้ความรู้และสติปัญญาไม่ใช่คิดแต่จะขึ้นภาษีกันตามความต้องการ การใช้เงินตามอำเภอใจ 

     ก็ต้องทำความเข้าใจเบื้องต้นว่า แต่เดิมมานั้นประเทศไทยจัดเก็บภาษีด้านรายได้และกำไรสุทธิ ต่อมาก็มีการลดอัตราภาษีที่จัดเก็บจากด้านรายได้ลง แต่เพิ่มประเภทการจัดเก็บภาษีโดยจัดเก็บจากรายจ่ายด้วย นั่นคือไม่ว่าใครก็ตามถ้าหากซื้อสินค้าและบริการเมื่อใด ก็ต้องเสียภาษี 7% ของค่าสินค้าหรือบริการนั้น นับเป็นการนำประเทศเข้าสู่ยุคใหม่แห่งระบบการจัดเก็บภาษีที่เป็นสากล และทั่วโลกก็ดำเนินการในแนวทางเดียวกันนี้ โดยมุ่งไปสู่ทิศทางที่จะเก็บภาษีเฉพาะรายจ่าย และยกเลิกการจัดเก็บภาษีรายได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน 

     เพราะการจัดเก็บจากรายจ่ายนั้นสามารถจัดเก็บได้ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกฐานะ ขอเพียงมีการจ่ายเงินก็ต้องเสียภาษี บางประเทศจัดเก็บภาษีจ่ายรายจ่าย หรือภาษีมูลค่าเพิ่มถึง 15% และยกเลิกการจัดเก็บภาษีจากรายได้ 

     ประเทศไทยของเราเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมาร่วม 30 ปีแล้ว แต่มิได้พัฒนาระบบการจัดเก็บให้เป็นไปอย่างที่ถูกต้อง ดังนั้นคนไทยทุกคนจึงต้องเสียภาษีทั้งจากรายรับและรายจ่าย ซึ่งแตกต่างกันตรงที่คนไทยทั้ง 70 ล้านคน ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มทุกจำนวนรายจ่าย และทุกครั้งที่มีรายจ่าย โดยผู้ขายสินค้าหรือบริการทำหน้าที่เป็นผู้เรียกเก็บภาษีและนำส่งรัฐบาล

     แต่มีคนเพียงประมาณ 5 ล้านคน ที่เสียภาษีจากรายได้ ในขณะที่รัฐต้องมีหน่วยงานจัดเก็บที่มีรายจ่ายสูงมาก

     ดังนั้นการที่นายกรัฐมนตรีมีดำริตามข้อเสนอของใครก็ไม่รู้ที่จะให้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 8% นั้น จึงดูประหนึ่งว่าเป็นการวางยาบางอย่าง ซึ่งก็ได้ผล เพราะทำให้คนด่านายกรัฐมนตรีกันอย่างครึกครื้น

     ดังนั้นเหตุนี้ ในโอกาสเช่นนี้ จึงสมควรที่จะเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายภาษีเพื่อที่รัฐบาลอาจใช้ประกอบการพิจารณาดังต่อไปนี้

     ประการแรก ควรจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 10% ตามหลักการเดิมของภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเท่ากับเป็นการเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นประมาณ 45% ของอัตราที่เรียกเก็บอยู่แต่เดิม เพราะเวลาได้ผ่านไปเนิ่นนานแล้ว สมควรจัดเก็บในอัตราตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งจะทำให้รายได้แผนดินเพิ่มขึ้นอีกประมาณหนึ่งเท่าตัว

     ประการที่สองเมื่อเพิ่มอัตราภาษีจากรายจ่าย ก็ต้องลดอัตราภาษีจากรายได้ลงให้สอดคล้องกัน โดยควรทำเป็นสองขั้นตอน ขั้นแรกลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จัดเก็บสูงสุดไม่เกิน 12%  และลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจัดเก็บสูงสุดไม่เกิน 10% เมื่อผลการจัดเก็บมีความชัดเจนเพียงพอต่อรายจ่ายแผ่นดินแล้ว จึงค่อยลดอัตราภาษีเพิ่มอีกเป็นขั้นตอน

     ประการที่สาม ปรับวิธีการจัดเก็บภาษีเงินได้ ให้ชำระผ่านระบบอินเทอร์เน็ตโดยปรับปรุงแบบให้แสดงรายการเสียภาษีภายในหน้ากระดาษ A4 

     ควรรำลึกว่าปรัชญาแห่งภาษีอากรนั้นคือจัดเก็บมากจะได้น้อย จัดเก็บน้อยจะได้มาก แล้วที่ต้องมุ่งเน้นให้มากคือการขยายฐานภาษี.

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License