ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
บทความใน นสพ.แนวหน้า เรื่อง "ใครวางยาซื้อไฟฟ้าเขมร?" วันที่ 17 ก.ย.60 พิมพ์ อีเมล
บทความ - บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันศุกร์ที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๖๐ เวลา ๐๙:๕๔ น.

     เรื่องของ EEC ที่โหมประโคมข่าวจัดอีเว้นท์กันไม่หยุดเพื่อเชิญชวนให้เข้าใจว่าเป็นโครงการสำคัญที่อำนวยประโยชน์ยิ่งใหญ่แก่ประเทศชาติ จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าของโลก เป็นศูนย์กลางการคมนาคมของโลก และจะทำให้ประเทศไทยรุ่งเรืองยิ่งใหญ่กว่าใครในโลกนี้ อาจทำให้หลายคนเคลิบเคลิ้มและฝันหาว่าจะเป็นความจริงเมื่อใด 

     ล่าสุดนักธุรกิจญี่ปุ่น 600 คน ซึ่งจะเป็นนักธุรกิจจากกี่บริษัทและบริษัทใดบ้างก็ไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ที่แน่ชัดก็คือทั้งหมดนั้นยังไม่มีใครตกลงใจลงทุน เพราะสื่อทุกสำนักรายงานข่าวตรงกันว่าเป็นขั้นตอนที่ระบุว่า “สนใจ” และ “เตรียมการ” เพื่อพิจารณา ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะออกหัวก้อยประการใด 

     แต่ที่แน่ชัดแล้วก็คือ มีเรื่องคาวฉาวโฉ่เกิดขึ้นอย่างไม่ขาดสายและเป็นเรื่องราวใหญ่ ๆ ทั้งนั้น แต่ละเรื่องมีขนาดของวงเงินใกล้เคียงกับโครงการรับจำนำข้าว และถ้ารวมทุกเรื่องเข้าด้วยกันก็จะเป็นวงเงินมากกว่าและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์แห่งชาติมากกว่าโครงการรับจำนำข้าวหลายเท่านัก 

     สื่อมวลชนได้นำเสนอเรื่องราวเหล่านี้กันเป็นระยะ ๆ แต่ที่คึกคักครึกโครมก็คือการแจ้งข่าวคราวกันในไลน์กลุ่มและโซเชี่ยลมีเดีย โดยเฉพาะไลน์กลุ่มและโซเชี่ยลมีเดียของกลุ่มคนที่นิยมในระบอบทักษิณ ซึ่งอย่าได้คิดว่าเป็นความเกลียดชังและไร้ข้อเท็จจริงเสมอไป หากเป็นเรื่องที่ต้องเงี่ยหูฟังเช่นเดียวกัน เพราะนั่นก็คืออาการจ้องเอาคืน ในทำนอง "ดาบนั้นคืนสนอง" ในสักวันหนึ่ง  

     แต่ก็ดูเหมือนว่า คสช. โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีได้พยายามติดตามและตรวจสอบแต่ละเรื่องแต่ละราวอย่างน่าสนใจ และถ้าเรื่องใดพบความพิรุธหรือเห็นว่าอาจเกิดความเสียหายขึ้นก็จะมีคำสั่งให้ทบทวนหรือระงับยับยั้ง ดังนั้นจึงยังไม่ควรที่จะตัดสินชี้ขาดไปเสียทีเดียวว่ารัฐบาลนี้ก็โกงไม่ต่างกับรัฐบาลนักการเมือง ดังที่โหมกันอยู่ในขณะนี้ 

     เรื่องราวที่เกิดขึ้นในโครงการ EEC ที่ดังสนั่นลั่นเมืองอยู่ในขณะนี้ก็คือการอนุมัติให้จัดซื้อกระแสไฟฟ้าจากสามโรงงานในเขมรในราคาสูงลิ่ว คือยูนิตละ 10.75 บาท และยังต้องเดินสายส่งเข้าไปยังโรงงาน ซึ่งต้องใช้เงินอีก 100,000 ล้านบาท และจะต้องมีการซื้อน้ำจากเขมรอีกปีละ 300 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อใช้ในโครงการ EEC คือในพื้นที่จังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทราด้วย 

     ข่าวระบุอีกว่า โรงงานไฟฟ้าดังกล่าวเป็นโรงงานไฟฟ้าขนาดเล็ก ขนาด 24 เมกกะวัตต์ จึงมีแนวโน้มว่าจะไม่พอใช้ ดังนั้นจึงมีแผนที่จะซื้อจากอีกสองโรงไฟฟ้าแถบสีหนุวิลล์ ตอนใต้สุดของเขมร และจะต้องเดินสายส่งอีกต่างหากมูลค่าราว ๆ 100,000 ล้านบาทด้วย 

     ทว่าบ้านเมืองนี้ศักดิ์สิทธิ์ พระสยามเทวาธิราชมีจริง บรรดาผู้คนในกิจการไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ของประเทศซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจและมีบทบาทสำคัญยิ่งในเรื่องไฟฟ้า เมื่อทราบเรื่องแล้วก็ไม่อาจทนเห็นการกระทำเช่นนี้ได้ 

     เป็นเหตุให้ข้อมูลมากหลายในเรื่องนี้แพร่ออกสู่โซเชี่ยลมีเดีย ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง และผู้คนในวงการต่าง ๆ จึงเป็นเหตุให้ปรากฏเรื่องขึ้นให้คนทั้งหลายได้รู้กัน และได้ยินไปถึงรัฐบาล และในที่สุดพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ได้มอบหมายให้ทีมงานตรวจสอบเรื่องนี้ 

     และแล้วนายกรัฐมนตรีก็มีคำสั่งให้ระงับเรื่องและให้ทบทวนโครงการนี้ 

     จึงมีความเป็นไปได้ว่าบรรดาข้อมูลข่าวสารจากพนักงานรัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ของชาติที่รักชาติและชิงชังการโกงชาติได้ส่งไปถึงมือของผู้เกี่ยวข้องของรัฐบาลด้วย 

     ปรากฏจากรายงานข่าวทั้งสื่อมวลชนและโซเชี่ยลมีเดียตรงกันว่า 

     ประการแรก ประเทศไทยซื้อไฟฟ้าจากหลายแหล่ง โดยเฉพาะจากประเทศลาว และราคาซื้อก็จะอยู่ที่ประมาณยูนิตละ 1.75-3 บาทเท่านั้น โดยราคาเฉลี่ยจะตกประมาณ 2 บาท ดังนั้นการที่จะไปซื้อไฟฟ้าเขมรถึงยูนิตละ 10.75 บาท จึงไม่มีเหตุผลอย่างอื่นนอกจากการโกงชาติที่น่าอเนจอนาถที่สุด 

     ดังนั้นในไลน์กลุ่มบางพวกจึงเหยียดหยามว่า นี่คือการโกงที่โง่ที่สุด 

     ประการที่สอง จะซื้อไฟฟ้าทั้งทีทำไมไม่ให้ผู้ขายเดินสายส่งมาที่ชายแดนประเทศไทย? และถ้าหากจะซื้อกันจริงก็ควรจะเดินสายส่งจากประเทศไทยไปเชื่อมต่อที่ชายแดนเท่านั้น ก็จะลงทุนค่าสายส่งไม่มากนัก ไฉนเล่าจะต้องไปตกลงเดินสายส่งลึกเข้าไปในประเทศเขมร ซึ่งจะต้องลงทุนถึง 100,000 ล้านบาท ดังนั้นที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าไซฟ่อนเงินของรัฐวิสาหกิจยักษ์จึงไม่ผิดความจริงเท่าใดนัก 

     ประการที่สาม การซื้อไฟฟ้าจากโรงงานขนาดเล็กขนาด 24 เมกกะวัตต์ เพียงพอหรือไม่เพียงพอต่อการใช้ก็ไม่รู้ แต่เมื่อประกอบกับการตั้งท่าว่าจะต้องซื้อจากแหล่งผลิตที่สีหนุวิลล์อีกสองโรง และต้องเดินสายส่งให้อีก 100,000 ล้านบาท ก็ย่อมเข้าใจได้ว่าไม่พอใช้ จึงกลายเป็นว่าต้องเสียค่าเดินสายส่งไปยังสองแหล่งโดยไม่ใช่หน้าที่ด้วยวงเงินสูงถึง 200,000 ล้านบาท และไม่รู้ว่าจะใช้ได้ถาวรมีเสถียรภาพแค่ไหน 

     ประการที่สี่ ถ้าไม่มีแหล่งกระแสไฟฟ้าจากที่อื่นก็อาจจะพอมีเหตุผลที่ต้องพิจารณาต่อรองให้ดี แต่ปรากฏว่าขณะนี้ประเทศลาวผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากล้นเกิน และผู้นำประเทศลาวก็ได้ร้องขอให้ประเทศไทยช่วยซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติมชนิดไม่จำกัดจำนวน โดยลาวมีไฟฟ้าที่จะขายได้มากกว่าโรงไฟฟ้าที่จะซื้อจากเขมรหลายสิบเท่า ในราคายูนิตละประมาณ 2.50 บาท และโดยไม่ต้องเดินสายส่งให้เสียเงินถึง 200,000 ล้านบาทอีกด้วย 

     เมื่อนายกรัฐมนตรีสั่งทบทวนเรื่องนี้ ก็ยังต้องคอยติดตามดูว่าทบทวนแล้วยังคงยืนยันการซื้อหรือว่ายกเลิก? แต่ประชาชนอาจจะใจชื้นตรงที่มีกระแสข่าวว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศยืนยันว่าประเทศไทยมีกระแสไฟฟ้าพอใช้สำหรับ EEC และยังสามารถจัดหาจากแหล่งผลิตเดิมได้ไม่ขัดสน 

     ก็ยังต้องติดตามดูกันต่อไป เพราะตราบใดที่ขบวนการชงเรื่องยังผงาดอยู่ในอำนาจ ประเทศไทยก็มีความเสี่ยงภัยอยู่ตราบนั้น!


แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๐ เวลา ๑๕:๔๐ น.
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License