ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
การปฏิรูปประเทศไทยในทัศนะทางโหราศาสตร์ ตอนที่ ๒ พิมพ์ อีเมล
พูดจาภาษาโหร
เขียนโดย ดิลก แสงอุทัย   
วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๖ เวลา ๑๑:๓๗ น.

การปฏิรูปประเทศไทยในทัศนะทางโหราศาสตร์ ตอนที่ ๒
 
          การปฏิรูปประเทศไทยโดยใช้ทัศนะทางโหราศาสตร์นั้น อันที่จริงได้เคยกล่าวไว้ตั่งแต่ปี ๒๕๕๓ ในบทความเรื่อง “การปฏิรูปประเทศไทยในทัศนะทางโหราศาสตร์” ที่คอลัมน์พูดจาภาษาโหรแห่งนี้ ซึ่งในขณะนั้นทางรัฐบาลได้จัดตั่งคณะกรรมการขึ่นมาเพื่อปฏิรูปประเทศ และเมื่อมวลมหาประชาชนได้ร่วมและรวมใจกันขึ้นมาเพื่อที่จะปฏิรูปประเทศไทยกันอีกครั้งในปี พ.ศ. ๒๕๕๖ นี้ ดังนั้นเห็นควรว่าจะเขียนบทความขึ้นเป็นตอนที่ ๒ เพื่อที่จะได้อธิบายขยายความในสถานการณ์ปัจจุบัน 

          ผลการทำนายจากบทความตอนแรกที่ได้เขียนไว้ในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ จะถูกต้องเป็นประการใด เราท่านทั้งหลายพึงพินิจพิจารณาทัศนากันดูเถิด 

          http://www.paisalvision.com/content/2008-12-08-03-15-07/5183-2010-08-17-07-59-44.html 

          
การชุมนุมของมวลมหาประชาชนปี ๒๕๕๖ 

          เหตุผลโดยทั่วไปที่มวลมหาประชาชนได้รวมตัวกันขึ้นมาเพื่อที่จะล้มล้างระบอบทักษิณนั้น เราท่านทั้งหลายได้ทราบกันดีอยู่แล้ว ซึ่งเหตุผลหลักๆ ก็คือทุกท่าน “จะไม่ทนและจะไม่ยอมต่อความสารเลว ชั่วช้าสามานย์บัดซบกับพวกนักการเมืองและข้าราชการบางตัวอีกต่อไปแล้ว” โดยเหตุผลทางโหราศาสตร์นั้น อันที่จริงได้เคยกล่าวไว้ในบทความเรื่อง “๒๕๕๖ ดวงเมืองแตก (อีกแล้วหรือ)” ที่เผยแพร่เมื่อต้นปี ๒๕๕๖ ในคอลัมน์พูดจาภาษาโหรแห่งนี้อีกเช่นกัน โดยได้เคยกล่าวไว้ดังนี้ 

          “จากที่เคยได้กล่าวไว้หลายครั้งแล้ว เมื่อพระราหูร่วมกับดาวเสาร์ “ชนชั้นกรรมาชีพ ชนชั้นรากหญ้าที่ไม่ได้กินหญ้าจะมีบทบาทในบ้านเมือง” และท่านทั้งหลายจะได้เห็นสิ่งที่เรียกว่าการปฏิวัติที่แท้จริงของประชาชนในครั้งนี้  

          ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่ใช่เฉพาะที่บ้านเราเท่านั้นที่มีการชุมนุมเรียกร้องของประชาชนต่อผู้บริหารประเทศ แต่ได้เกิดปรากฎการณ์เช่นเดียวกันอยู่มากมายหลายประเทศทั่วโลกในปีนี้ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าวิชาโหราศาสตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่ครูบาอาจารย์ท่านอ.เทพย์ สาริกบุตร ได้สอนสั่งมานั้นเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือและพิสูจน์ได้
 

ปรากฎการณ์ทางดวงดาวกับการชุ่มนุมของมวลมหาประชาชน
 
          ในการพิจารณาดวงเมืองนั้น สมมุติฐานของโหรหรือนักพยากรณ์แต่ละท่านอาจจะไม่เหมือนกัน กล่าวคือดวงเมืองของบ้านเราได้ถูกวางขึ้นมาตั่งแต่สมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ ๑ ซึ่งขณะนั้นเป็นการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนการปกครองในปี ๒๔๗๕ จุดพิจารณาของแต่ละท่านอาจจะไม่เหมือนกัน โดยทัศนะทางโหรของผู้เขียนในการพิจารณาดวงเมืองนั้น ถ้ามีความผิดพลาดหรือไม่ถูกต้องอย่างไร ผู้เขียนขอน้อมรับผิดแต่เพียงผู้เดียว โดยครูบาอาจารย์ของผู้เขียนไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยแต่ประการใด ซึ่งผู้เขียนตั่งสมมุติฐานไว้ดังต่อไปนี้ 

          ตำแหน่งลัคนาของดวงเมืองนั้นจะใช้พิจารณาเหตุการณ์ความเป็นมาเป็นไปของบ้านเมือง เหตุกาณ์ต่างๆโดยรวมของบ้านเมือง รวมไปถึง “สถาบันพระมหากษัตริย์” โดยมีหลักคิดว่าผู้ที่ตั่งดวงเมืองก็คือพระมหากษัตริย์ และบ้านเมืองในขณะนี้ก็ยังถือว่าพระมหากษัตริย์ยังทรงพระราชอำนาจในด้านต่างๆอยู่ โดยจะทรงใช้พระราชอำนาจผ่านกลไกต่างๆ โดยในข้อนี้ โหรและนักพยากรณ์หลายๆท่านใช้ลัคนาแทนรัฐบาล 

          เจ้าเรือนปัตนิ ซึ่งแทนได้กับ “ศัตรูเปิดเผยของบ้านเมือง” หรือก็คือ “ดาวศุกร์” โดยพวกนักการเมืองและข้าราชการสารเลวหลายคนในขณะนี้ได้เปิดหน้าชก กล้าท้าทายอำนาจศาล ไม่เคารพและไม่ยอมรับอำนาจศาล ตั่งหน้าตั่งตาโกงกินกันอย่างเปิดเผย มีรัฐมนตรีหลายคนได้อยู่ร่วมเวทีที่มีไอ้สารเลวมันบังอาจจาบจ้วงให้ร้ายสถาบันเมื่อปลายเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา ฯลฯ ซึ่งพวกมันก็คือศัตรูที่เปิดเผยของบ้านเมืองและอริราชศัตรูอย่างแท้จริง 

          
เจ้าเรือนกัมมะซึ่งแทนได้กับ “การบริหารราชการงานเมือง” หรือก็คือ “ดาวเสาร์” จะใช้แทนรัฐบาล 

          เจ้าเรือนพันธุหรือก็คือศัตรูเปิดของเรือนกัมมะ (รัฐบาล) จะใช้แทนกลุ่มมวลมหาประชาชนที่มาขับไล่รัฐบาลในขณะนี้ 

          อย่างไรก็ตามความหมายโดยทั่วไปของแต่ละดาวก็จะต้องนำมาพิจารณาควบคู่กันไปด้วยเสมอ เช่น ดาวอาทิตย์เป็นดาวประธานในระบบสุริยะจักรวาล ดังนั้นความหมายอีกนัยยะหนึ่งของดาวอาทิตย์ก็คือผู้นำประเทศเป็นต้น 

          ตัวอย่างจากปรากฎการณ์ทางดวงดาวตั่งแต่เดือน พ.ย. ที่ผ่านมาจนถึงปลายเดือน ธ.ค. ๒๕๕๖ จะเห็นว่ามีความสอดคล้องต้องกันกับสมมุติฐานข้างต้น ซึ่งผู้เขียนได้อธิบายขยายความไว้ในเฟสบุคส่วนตัวในช่วงระยะเวลาดังกล่าวไปแล้ว อย่างไรก็ตามจะขอสรุปไว้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการพิจารณา ซึ่งอาจจะยังประโยชน์ให้กับผู้ที่ศึกษาโหราศาสตร์บางพอควร ดังต่อไปนี้ 

                    ๑.
 ดาวเสาร์จรมากุมกับดาวอาทิตย์ เกิด “ดาวเสาร์ดับ” ในวันที่ ๖ พ.ย. ๒๕๕๖ และดาวเสาร์ได้โคจรเข้าเกาะนวางค์อังคาร-เมษ ตั่งแต่วันที่ ๕ พ.ย. ๒๕๕๖ – ๓ ธ.ค. ๒๕๕๖ ทำให้มีสภาพกลายเป็น “นิจน์” ในดวงนวางค์ โดยไปเข้าใกล้จุดศูนย์กลางเรือนที่ ๗ (แทนศัตรูเปิดเผยของบ้านเมือง) ดังนั้นความเสียหายจึงเกิดกับพวกทรราชย์ขายชาติเหล่านั้น จะเห็นได้ว่า “รัฐบาลอ่อนกำลังและตกต่ำมากที่สุด” ในตลอดช่วงระยะเวลานั้น 

                    ๒.  ดาวเสาร์ได้เข้ากุมกับดาวจันทร์โดยมีกรันติ (Declination) เท่ากันพอดี และเกิดปรากฎการ์ “ดาวเสาร์เข้าวงพระจันทร์” หรือดาวเสาร์จะถูกดวงจันทร์บดบังและมีผลเสมือนดาวเสาร์ดับไปชั่วขณะหนึ่งในวันที่ ๑ ธ.ค. ๒๕๕๖ โดยจุดที่เข้าวงพระจันทร์นี้ไปอยู่ที่ใกล้จุดศูนย์กลางเรือนที่ ๗ (แทนศัตรูเปิดเผยของบ้านเมือง) อีกเช่นกัน 

                    ๓.  ดาวเสาร์แทนรัฐบาล จะโคจรมากุมกับดาวจันทร์ เกิดปรากฎการณ์ "ดาวเสาร์เข้าวงพระจันทร์" หรือดาวเสาร์ดับหรือ "รัฐบาลจะดับ" ไปชั่วขณะหนึ่ง ในวันที่ ๒๙ ธค. ๒๕๕๖ ดังนั้นท่านผู้มีสติปัญญาทั้งหลายพึงคิดอ่านประการกลใดๆ กับไอ้พวกสารเลวเหล่านั้น ก็ให้เร่งกระทำกันด้วยเถิด 

                    ๔.  ดาวอังคารได้จรเข้ามาที่ราศีกันย์ตั่งแต่วันที่ ๒๖ พ.ย. ๒๕๕๖ โดยดาวอังคารมีเกณฑ์พิเศษในการส่งแสงไปที่ราศีที่ ๔ ที่ ๗ และราศีที่ ๘ จากราศีที่ตนสถิตย์อยู่ โดยดาวอังคารจะส่งแสงไปที่ราศีธนู ทำให้ดาวเสาร์เดิม (แทนรัฐบาล) มีสภาพกลายเป็น ”นิจน์” จากกฎการส่งแสงของดาว และดาวอังคารยังทำมุมโยคร้าย ๑๘๐ องศาไปที่ดาวศุกร์ (แทนศัตรูเปิดเผยของบ้านเมือง) ที่สถิตย์อยู่ที่ราศีมิน แต่ในขณะเดียวกันที่ดาวอังคารได้ส่งแสงไปที่ราศีเมษจะทำให้ลัคนาดวงเมืองมีความเข้มแข็งขึ้น แต่จุดนี้จะมีความเสียหายในกรณีที่องศาตรงกันกับตำแหน่งลัคนาพอดีเพราะถือว่าเป็นโยคร้าย แต่อย่างไรนั้นเมื่อดาวอังคาร ซึ่งเป็นดาวประจำตัวหรือตนุลัคน์ของดวงเมืองโคจรเข้าไปสู่ทุสถานภพ (ภพอริ) แล้ว ซึ่งภพนี้แทนได้กับอุปสรรค หนีสิน โรคภัยต่างๆ อุปสรรค ฯลฯ ซึ่งบ้านเมืองจะมีปัญหาในเรื่องดังกล่าวนี้ได้ 

                    ๕.  ดาวจันทร์เดิมที่แทนได้กับประชาชน ศัตรูเปิดเผยของรัฐบาล หรือก็คือกลุ่มมวลมหาประชาชนหรือคณะ กปปส. ในขณะนี้ ซึ่งตลอดเวลาเกือบ ๒ ปีที่ผ่านมา ดาวจันทร์เดิมได้ถูกดาวเสาร์จร (แทนรัฐบาล) ส่งแสงมาถึง ซึ่งจะเห็นได้ว่าประชาชนถูกรัฐบาลทำร้ายทำลายมาตลอด แต่อย่างไรก็ตามในขณะที่ดาวศุกร์ได้จรอยู่ที่ราศีมังกรและส่งแสงมาที่ดาวจันทร์เดิม (๕ ธ.ค. ๒๕๕๖ – ๖ ม.ค. ๒๕๕๗)  "ดาวจันทร์จะมีสภาพกลายเป็นอุจน์” ทำให้ประชาชนจะมีกำลังมากขึ้น โดยดาวศุกร์จะพักร (ถอยหลัง) มาที่ราศีธนูและจะโคจรกลับไปที่ราศีมังกรอีกครั้งในวันที่ ๒๗ ก.พ.๒๕๕๗ 

                    ๖. ดาวพุธจรอยู่ที่ราศีธนู (๒๐ ธ.ค.๒๕๕๖ – ๘ ม.ค. ๒๕๕๗) ได้รับกระแสจากดาวพฤหัสบดีเดิมของดวงเมืองที่สถิตย์อยู่ ดังนั้นดาวพุธจึงมีสภาพเป็น "นิจน์" เสื่อมกำลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งดาวพุธเดิมได้ถูกดาวมฤตยูวิกลคติ (หยุดนิ่ง) ทับแบบสนิทองศา และดาวอังคารก็จรมาทำมุมโยคร้าย ๑๘๐ องศาด้วยซึ่งจะเห็นได้ว่า "ดาวพุธทั้งดวงเดิมและดาวจรอ่อนกำลังอย่างที่สุด"  ดาวพุธแทนได้กับ ประเทศเพื่อนบ้าน การสื่อสารมวลชน การขนส่ง การจราจร และบางตำราก็แทนกลุ่มมวลชน แต่เห็นว่ามวลชนที่แทนได้กับดาวพุธคือ "กลุ่มมวลชนที่เกี่ยวกับสื่อสารประสานงานมากกว่ากลุ่มมวลชนที่มาชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาล" โดยบ้านเมืองจะเกิดปัญหาในเรื่องดังกล่าว และเกิดความเสียหายจากการสื่อสารที่ผิดพลาดแต่ปัญหาเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านคงจะมีบ้างเล็กน้อย 

                    ๗.  ดาวพฤหัสบดีโคจรพักรถอยหลังและจะเปลี่ยนนวางค์จากนวางค์ศุกร์ มาที่นวางค์อังคาร ซึ่งเป็น "นวางค์คู่มิตร" ตามหลักมูลตรีโกณไม่ใช่หลักมหาทักษาที่หลายๆคนใช้ผิดๆ กัน ตั่งแต่วันที่ ๒๒ ธ.ค. ๒๕๕๖ โดยดาวพฤหัสบดีจะมีกำลังมากที่สุดในวันที่ ๖ มค. ๒๕๕๗ โดยจะเกิด "ดาวพฤหัสบดีเพ็ญ" ในราศีเมถุน และจะส่งแสงไปใกล้เคียงกับจุดศูนย์กลางภพที่ ๙ หรือภพศุภะ และความหมายของดาวพฤหัสบดีก็คือ การศาสนา รัฐสภา กระบวนการยุติธรรม ฯลฯ ดังนั้นบ้านเมืองจะค่อยๆ คลีคลายไปในทางที่ดีมากขึ้นตามความหมายของดาวพฤหัสบดี 

                    ๘.  ดาวศุกร์แทนได้กับศัตรูเปิดเผยของบ้านเมือง ซึ่งก็คือ "พวกนักการเมืองและข้าราชการสารเลวทั้งหลาย" ในขณะนี้ โดยดาวศุกร์จะโคจรวิกลคติเพื่อที่จะพักร (ถอยหลัง) ในวันที่ ๒๒ ธค. ๒๕๕๖ เมื่อดาวโคจรพักรองศาก็จะหมายความว่า ดาวจะมีกำลังมากขึ้นเพราะว่าอยู่ใกล้กับโลกมากกว่าปกติ ซึ่งดาวศุกร์ยังโคจรอยู่ในเรือนศุภะ  (ตามดวงแบบภวจักร) แทนกระบวนการยุติธรรม กฎหมาย ฯลฯ ดังนั้นไอ้พวกศัตรูที่เปิดเผยของบ้านเมืองหรือก็คือพวกนักการเมืองและข้าราชการสารเลวมันจะ "กระทำการในสิ่งที่ไม่เป็นปกติวิสัย" ตามวิถีโคจรวิกลคติแห่งดาว และดาวศุกร์จะพักรองศามากุมกับดาวอาทิตย์ในวันที่ ๑๑ มค. ๒๕๕๗ เกิดปรากฎการณ์ "ดาวศุกร์ดับ" ไปชั่วขณะหนึ่งซึ่งไอ้พวกสารเลวทั้งหลายก็จะหมดกำลังหรือล่วงลับดับสูญไปได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามดาวศุกร์ดับในกรณีนี้เป็นการดับแบบพักรองศา ดังนั้นจึงถือว่าเป็น “โชคดีของไอ้พวกสารเลวแต่เป็นโชคร้ายของบ้านเมือง” เพราะถ้าดาวศุกร์มาดับในวิถีจักรปกติในสถานการณ์ในปัจจุบันแล้ว ไอ้พวกสารเลวทั้งหลายคงจะได้จองศาลา จองสุสานกันได้เลย 

                    ๙. ราหูสารัมภ์ยังคงจรเล็งดาวอาทิตย์ ๑๘๐ องศาอยู่ตลอด ซึ่งผู้นำก็จะมีความคิดอ่านในทางลุ่มหลง มัวเมา ตัดสินหรือแก้ไขปัญหาด้วยความผิดพลาดอยู่ตลอดในช่วงเวลานี้ 

          ขณะนี้กำลังกำลังพิจารณาปรากฎการณ์ทางดวงดาวในปี พ.ศ. ๒๕๕๗ อยู่ โดยจะสรุปให้เราท่านทั้งหลายได้ทัศนากันในบทความตอนต่อไป ส่วนการปฏิรูปประเทศไทยจะทำได้หรือไม่อย่างไรนั้น ขณะนี้ยังเร็วที่จะพูดไป แต่อย่างไรก็ตาม “พื้นดวงเดิมของบ้านเมือง” เป็นสิ่งที่จะต้องพิจารณาอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น ถ้าโครงสร้างของบ้านไม่แข็งแรง การที่เราจะต่อเติมอะไรลงไปนั้น ในขั้นแรกก็อาจจะคงตัวอยู่ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน สิ่งที่ต่อเติมนั้นก็มีอันต้องพังทลายลงมา ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น ถ้าพื้นดวงเดิมมีปัญหาแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่สามารถที่จะดำรงสถาพรไปได้ 

          เราท่านเคยลองสังเกตุเหตุการณ์ต่างๆในบ้านเมืองกันหรือไม่ว่าทำไมบ้านเมืองของเราจึงไม่เจริญทั้งในด้านวัตถุและจิตในกันเสียที ทั้งๆที่บ้านเมืองเรามีความพร้อมมากมายในเกือบทุก ๆ ด้าน 

          อย่างไรก็ตามพื้นดวงเดิมของบ้านเมืองนั้นแก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะว่าเกินสติปัญญาและความสามารถของเราท่านผู้เป็นคนธรรมดาสามัญชนทั้งหลาย เพราะขนาดล้นเกล้ารัชกาลที่ ๔ ทรงแก้ดวงเมืองด้วยการตั่งเสาหลักเมืองขึ้นมาใหม่ แต่ผลที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองก็ยังเป็นไปตามดวงพระฤกษ์ที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๑ ทรงทำไว้ ดวงดาวที่โคจรเคลื่อนคล้อยลอยอยู่บนฝากฟ้านภากาศนั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่กรรมของเรานั้นอาจจะพอกระทำให้ดีขึ้นได้ ขอยกตัวอย่างคำสอนของเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชมาให้เราท่านทั้งหลายได้มีกำลังใจต่อสู้กับสิ่งไม่ดีของบ้านเมืองกันต่อไป ดังนี้ 

          “พื้นแผ่นดิน แม่น้ำ ภูเขา ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ คนเรามีปัญญาถมทำให้เป็นถนน ขุดให้เป็นแม่น้ำลำคลอง ทำสะพานข้ามแม่น้ำใหญ่ สร้างทำนบกั้นแม่น้ำ ขุดอุโมงค์ทะเลภูเขา เรียกว่าใช้กรรมปัจจุบันปรับปรุงธรรมชาติฉันท์ใดความขรุขระของชีวิตเพราะกรรมเก่าก็ฉันท์...นั้น เหมือนความขรุขระของแผ่นดินตามธรรมชาติ คนเราสามารถประกอบกรรมปัจจุบัน ปรับปรุงสกัดกั้นกรรมเก่า เหมือนอย่างสร้างทำนบกั้นน้ำ เป็นต้น เพราะคนเรามีปัญญา” 

          ในโอกาสขึ้นปีพุทธศักราชใหม่ ๒๕๕๗ ขออำนวยอวยพรเป็นกลอนกล่าวให้กับเราท่านทั้งหลายที่ได้ติดตามอ่านบทความในคอลัมน์พูดจาภาษาโหรมาตลอดระยะเวลากว่า ๔ ปีมาแล้ว ดังต่อไปนี้ 

          ศุภมัสดุระบุกาลงานปีใหม่                           ขอคุณพระรัตนตรัย ให้พรท่าน 

          ขออัญเชิญเทพทั่วฟ้ามาร่วมกัน                   อีกครูบาอาจารย์ด้วยอำนวยพร 

          ขอสัจจะบารมีที่ทำไว้                                  ให้ผองไทยเกษมสุขสโมสร 

          สติมาปัญญาเกิดสถาพร                             ไหว้วิงวอนเป็นกลอนกล่าวเพื่อชาวไทย 

          มวลมหาประชาชนคนทั่วหล้า                      ให้ท่านรวมร่วมกันพาสู่สิ่งหมาย 

          สุขสงบและร่มเย็นคืนถิ่นไทย                       อริราชย์ศัตรูพ่าย...ไทยเจริญฯ
 
 
อ้างอิง 

     ๑.  
ปฏิทินโหราศาสตร์ประจำปี ๒๕๕๖ แบบไดอารี่ ตามแนวทางท่าน อ.เทพย์ สาริกบุตร



 
 
 

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License