ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
บทความใน นสพ.แนวหน้า เรื่อง "การให้ทานและการก่อหนี้สิน...แก้ความยากจนไม่ได้!" วันที่ 13 ม.ค.61 พิมพ์ อีเมล
บทความ - บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันศุกร์ที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๖๑ เวลา ๑๒:๐๐ น.

     สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรืองไพบูลย์สูงสุดนับแต่สิ้นสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา และเป็นประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก แต่ในปัจจุบันนี้กลายเป็นประเทศที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว และประชาชนก็มีหนี้สินล้นพ้นตัว ถึงขนาดต้องใช้เวลาชำระหนี้ถึง 120 ปี คือถึงชาติหน้าก็ยังใช้ไม่หมด 

     การที่ประเทศมหาอำนาจที่มั่งคั่งร่ำรวยที่สุดของโลกมีชะตากรรมเป็นเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และควรศึกษาหาบทเรียนเพื่อจะได้ไม่ทำความผิดพลาดซ้ำ เนื่องจากประเทศไทยเราเป็นประเทศเล็ก หากทำความผิดซ้ำรอยประเทศมหาอำนาจก็คงต้องประสบหายนะอย่างใหญ่หลวง 

     และวันนี้ก็มีอาการและปรากฏการณ์หลายอย่างว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่หายนะตามอย่างสหรัฐอเมริกา คือระดับประเทศก็มีหนี้สินจำนวนมหาศาล และกำลังก่อหนี้เพิ่มมากขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง แม้กระทั่งภาคประชาชนก็มีหนี้สินล้นพ้นตัวมากขึ้นโดยลำดับ ถึงขั้นที่มีการออกประกาศนียบัตรเป็นคนจนคือออกบัตรคนจนถึงประมาณ 12 ล้านคนจากจำนวนประชากร 70 ล้านคน 

     การจะค้นคว้าว่าผลที่เกิดขึ้นนั้นเป็นมาอย่างไร ก็ต้องค้นคว้าหาสาเหตุที่ทำให้เกิดผลนั้นจึงจะเป็นหนทางแห่งความรู้ที่จะนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหานั้น 

     ทำไมสหรัฐอเมริกาที่เป็นมหาอำนาจและมั่งคั่งจึงกลายเป็นประเทศหนี้สินล้นพ้นตัว? 

     สาเหตุก็เริ่มแต่การนำนโยบายประชานิยมมาใช้ในสมัยอดีตประธานาธิบดีนิกสันที่ต้องการสร้างความนิยมทางการเมืองด้วยการบำรุงบำเรอประชาชนให้ได้รับผลประโยชน์เฉพาะหน้ามากมายหลายสถาน มีการนำเงินงบประมาณแผ่นดินไปบำรุงบำเรอให้กับประชาชนโดยที่ไม่ได้เกิดมรรคผลใด ๆ ในทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องยาวนาน 

     จนประชาชนเสพติดนโยบายประชานิยมชนิดที่เลิกไม่ได้และกำหนดให้พรรคการเมืองอื่น ๆ ก็ต้องใช้นโยบายประชานิยมและดำเนินนโยบายประชานิยมอย่างเดียวกัน และแข่งขันกันบำรุงบำเรอให้ประชาชนจมปลักอยู่กับประชานิยมจนถอนตัวไม่ขึ้น จนกลายเป็นสังคมพิกลพิการ และรอคอยแต่การช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างเดียวเท่านั้น 

     การนำเงินงบประมาณไปปรนเปรอนโยบายประชานิยมมากขึ้นโดยลำดับ ได้ก่อให้เกิดภาระรายจ่ายงบประมาณแผ่นดินเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง จนกระทั่งรายได้ปกติของรัฐบาลไม่สามารถนำมาใช้จ่ายได้เพียงพอ จึงนำไปสู่การกู้ยืมเงินมาชดเชยงบประมาณ และยิ่งกู้มากเท่าใดการติดหลงในประชานิยมก็มากขึ้นเท่านั้น พรรคการเมืองก็แข่งขันกันในการนำเสนอการปรนเปรอให้ประชาชนนิยมเพิ่มมากขึ้นสุดแท้แต่จะเสกสรรคิดอ่านขึ้นมา 

     จนในที่สุดงบประมาณแผ่นดินกว่าครึ่งหนึ่งก็ถูกใช้ไปในนโยบายประชานิยมทั้งทางตรงและทางอ้อม เป็นเหตุให้รัฐบาลต้องก่อหนี้สินให้กับประเทศชาติเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งและมีอัตราเพิ่มในลักษณะเกือบทวีคูณอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นเหตุให้กู้เท่าใดก็ไม่พอต่อการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน 

     จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์หน่วยงานของรัฐล้มละลายบ้าง เกิดเหตุการณ์ชัตดาวน์ส่วนราชการบ้าง แม้กระทั่งมีข่าวคราวเสมอมาว่ารัฐต่าง ๆ หลายรัฐกำลังล้มละลาย และระดับประเทศก็กำลังล้มละลายเหมือนกัน 

     และมาถึงวันนี้ก็ไม่มีวี่แววว่าในระดับประเทศจะสามารถชดใช้หนี้สินได้อย่างไร จึงก่อให้เกิดคำนินทาว่านี่แหละเป็นที่มาของนโยบายก่อสงครามเพื่อชำระสะสางหนี้หรือล้างหนี้ดังที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ 

     นั่นเป็นส่วนของภาครัฐบาล ซึ่งบทเรียนอันยาวนานของสหรัฐได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ายิ่งดำเนินนโยบายประชานิยมไปมากเท่าใด ประเทศจะฉิบหายวายวอดจนหมดสิ้น ก็แลขนาดเป็นประเทศมหาอำนาจที่มั่งคั่งยังเป็นไปได้ถึงเพียงนั้น แล้วประเทศไทยที่ระบบเศรษฐกิจอ่อนด้อยกว่ามากมายจะไม่วายวอดดอกหรือ? 

     สำหรับภาคประชาชนซึ่งติดหลงในการปรนเปรอของนโยบายประชานิยมก็เหมือนกับกองไฟที่เพิ่มเติมเชื้อไฟมากเท่าใด ไฟก็ยิ่งลุกโพลงเป็นกองใหญ่มากขึ้นเท่านั้น กองไฟใหญ่ขึ้นเท่าใดก็ต้องการฟืนมากขึ้นเท่านั้น จนกระทั่งไม่มีฟืนจะใส่ ไฟก็จะดับฉันใด ในเวลาไม่นานนักหายนะที่จะนำมาซึ่งความดับสูญซึ่งการดำรงคงอยู่ทางเศรษฐกิจของประเทศชาติและประชาชนก็ฉันนั้น 

     นโยบายประชานิยมได้ทำลายความเป็นคนจนสิ้นสูญ คือผลิตก็ไม่เป็น ต้องพึ่งพาอาศัยการว่าจ้างและเมื่อไม่มีเงินว่าจ้างก็ต้องไปก่อหนี้ยืมสินขึ้น ผลิตแล้วก็เก็บเกี่ยวไม่เป็น บำรุงปุ๋ยและป้องกันอันตรายไม่เป็นก็ต้องไปว่าจ้างเอาทั้งสิ้น ผลิตเสร็จแล้วก็ขายไม่เป็น ต้องรอให้รัฐบาลไปอุ้มชูในราคาที่อาจไม่สอดคล้องกับตลาด จึงพากันขาดทุนทั้งผู้ผลิตและรัฐบาล 

     นานวันเข้าก็ง่อยเปลี้ยเสียขาปัญญาอ่อน ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่นั่งแบมือขอรัฐบาลในทุกเรื่องราว และในภาครัฐก็คุ้นชินกับวิธีการให้ทาน แทนที่จะคิดอ่านสร้างสรรค์พัฒนาชาติบ้านเมืองซึ่งมีศาสตร์พระราชาเป็นหลักบ้านหลักเมืองอยู่แล้วก็ไม่ได้ทำ เอะอะก็จะใช้วิธีการให้ทานเพื่อเอาใจผู้เสพติดประชานิยมที่พิกลพิการทั้งหลาย 

     นี่คือความจริงที่เป็นจริงในบ้านเมืองของเราที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการให้ทานและการก่อหนี้สินให้กับประชาชนนั้นไม่ใช่หนทางในการแก้ไขปัญหาความยากจน แต่กลายเป็นการเดินทางซ้ำรอยหายนะที่ประเทศมหาอำนาจที่มั่งคั่งกำลังประสบอยู่นั่นเอง 

     จึงถึงเวลาที่จะต้องเลิกประพฤติปฏิบัติแบบการให้ทานและประชานิยมและนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการแก้ไขปัญหาความยากจนของประเทศให้สำเร็จลุล่วงไปโดยเร็วที่สุด.

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License