ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ทำไม ‘ไอคิว’ และ ‘อีคิว’ เด็กไทยต่ำกว่ามาตรฐาน? พิมพ์ อีเมล
ข่าว - รายงานพิเศษ
วันอังคารที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๐:๒๖ น.
ผลการสำรวจ “ระดับสติปัญญา” ของเด็กไทยปี 2554 โดยกรมสุขภาพจิต ซึ่งตรวจสอบเด็กวัย 6-15 ปี จากโรงเรียนทั่วประเทศพบว่า “ไอคิว” ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อ 10 ปีก่อน

  รายงานนี้บอกว่านักเรียนหลายหมื่นคน “ไอคิว” เฉลี่ยไม่ถึง 100 คะแนน ซึ่งจะส่งผลทำให้การศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาลดน้อยลง และจะส่งผลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ของประเทศให้ต่ำลงตามไปด้วย

  ผลการสำรวจนี้บอกด้วยว่าหากเทียบกับไอคิวของเด็กสิงคโปร์กับมาเลเซีย, คะแนนเฉลี่ยสูงกว่าเด็กไทยมาก

  ไม่เพียงแต่เท่านั้น การวัด “ความฉลาดทางอารมณ์” หรือ (อีคิว) ของเด็กไทยก็มีแนวโน้มต่ำลงเช่นกัน เช่นเรื่องจริยธรรม, การปรับตัว และการเข้าใจคนอื่น เป็นต้น

  เทียบกับเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย ยังไม่พอ ต้องเทียบกับประเทศที่มีฐานะเศรษฐกิจด้อยกว่าไทยมากอย่างภูฏาน ซึ่งผลการสำรวจบอกว่าให้ความสำคัญกับการพัฒนาระดับสติปัญญาของเด็กมาก โดยรัฐบาลมีนโยบายสอนภาษาอังกฤษให้เด็กตั้งแต่ระดับประถมศึกษาตอนต้น อีกทั้งช่องฟรีทีวีทุกรายการจะมีคำแปลภาษาอังกฤษเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษไปพร้อมกัน

  ข้อมูลนี้ได้จากการเสวนาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณหมออนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ ส.ว.สุรินทร์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการสาธารณสุข รายงานว่า ขณะที่เด็กทั่วโลกกำลังมีพัฒนาการที่ดีขึ้น แต่ไอคิวเด็กไทยมีปัญหา ไม่ทันโลก ภาพรวมของเด็กไทยมีผลสำรวจต่ำกว่าค่าเกณฑ์มาตรฐานสากล

  ท่านบอกว่า ผลการเสวนาในหัวข้อ “สุขภาวะของเด็กไทย การพัฒนาทางสติปัญญาเพื่อก้าวไปสู่โลกแห่งการแข่งขัน” จะรายงานให้ที่ประชุมวุฒิสภารับรองเพื่อจะส่งต่อไปยังคณะรัฐมนตรีให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อตระหนักในเรื่องนี้ให้มากขึ้น

  พอผมอ่านข่าวมาถึงวรรคนี้ก็เริ่มเฉลียวใจว่า “ไอคิว” ของเด็กไทยกับ “ไอคิว” ของนักการเมืองระดับนำของไทยนั้นมีความแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน

  เพราะยังไม่มีใครสำรวจว่า “ไอคิว” ของคนที่อาสามารับผิดชอบบ้านเมืองของเรานั้นเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ และมาเลเซีย หรือภูฏาน แล้วจะมีความสามารถในการแข่งขันได้มากน้อยเพียงใด

  หากผลการสำรวจของเด็กไทยเป็นจริงตามนั้น ก็เท่ากับยืนยันว่าทั้ง “สติ” ทั้ง “ปัญญา” ของเยาวชนไทยเราไม่ได้ดีขึ้นเลยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาทั้ง ๆ ที่ทางด้านกายภาพของบ้านเมืองได้ชื่อว่า “ก้าวหน้า” ไปมากโข

  คนดูแลสุขภาพกายสุขภาพจิตของเยาวชนไทยอาจจะโทษมาตรฐานอาหารการกินหรือสิ่งแวดล้อมของความเป็นอยู่ แต่ผมเชื่อว่าเหตุผลหลักคือมาตรฐานการศึกษาของไทยเราที่อ่อนด้อยและแข่งกับใครเขาไม่ได้

  เหมือนที่มีคนเปรียบเทียบว่าเมื่อ 20-30 ปีก่อน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย ล้าหลังกว่าเรา หรือไทยกับญี่ปุ่นเริ่มต้นสร้างระบบรถไฟพร้อม ๆ กัน แต่วันนี้เรามองหน้าแลหลังแล้วก็จะพบว่าหากเป็นเรื่องที่ต้องใช้ “สติ” และ “ปัญญา” แล้วเราสู้ใครเขาลำบากมากขึ้นทุกวัน

  เราอาจจะอ้างว่าเราไม่ได้ถอยหลัง แต่ความจริงก็คือว่าคนอื่นเขาวิ่งไปข้างหน้า และหัวใจของการขยับตัวไปข้างหน้าสำหรับทุกประเทศที่เอ่ยชื่อมานั้นคือการศึกษา

  เพราะการศึกษาทำให้คนฉลาด, กล้าคิดกล้าถาม, มีความมุ่งมั่นที่จะทำความดีและความถูกต้องชอบธรรม, ไม่ยอมให้เรื่องฉ้อฉลโกงกินมีอิทธิพลเหนือความคิดความอ่านของผู้คน...

  ใครที่ย้อนศึกษาเส้นทางสร้างบ้านสร้างเมืองของญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, สิงคโปร์ และมาเลเซีย ที่สามารถนำมาเปรียบกับไทยเราได้ก็จะเห็นว่าปัจจัยตรงกันประการหนึ่งคือการศึกษา

หาก “ไอคิว” ดีแล้ว  “อีคิว” ก็จะดีขึ้นตามเพราะเมื่อ “สมอง” พัฒนาในทางที่ถูกต้อง “อารมณ์และความรู้สึก” ก็จะก้าวไปในทิศทางเดียวกัน

  เมื่อมาตรฐานการศึกษาแย่, ค่านิยมและหลักแห่งชีวิตก็ปรวนแปร... ยักแย่ยักยันอย่างที่เห็นในสังคมไทยวันนี้
 
 
ขอบคุณ http://www.bangkokbiznews.com 

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License