ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ถ้าคะแนนโอบามากับรอมนีย์ เท่ากัน...เรื่องเหลือเชื่อก็จะเกิด พิมพ์ อีเมล
ข่าว - รายงานพิเศษ
วันอังคารที่ ๐๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ เวลา ๐๘:๒๕ น.

       ผู้อ่านถามมาว่าเมื่อโพลล์บอกว่า บารัก โอบามา กับ มิตต์ รอมนีย์ มีความนิยมสูสีคู่คี่กันขนาดนี้โอกาสที่จะได้คะแนนเท่ากันมีหรือไม่ และถ้าคะแนนเท่ากันจริง จะเกิดอะไรขึ้น?

       คะแนนที่ตัดสินว่าใครแพ้ใครชนะไม่ได้อยู่ที่คะแนน “ดิบ” ที่แต่ละผู้สมัครจะได้รับ เขาเรียกว่า popular votes
       หากแต่อยู่ที่คะแนนของ “คณะผู้เลือกตั้ง” จากแต่ละรัฐที่มีจำนวนตามขนาดประชากร เรียกว่า electoral college
       หากใครได้ 270 เสียง จากทั้งหมด 538 ก็ชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดี

       มีประเด็นขึ้นมาว่าหากคนอเมริกันเกิด “รักพี่เสียดายน้อง” จริงๆ และคะแนนออกมา 269 เท่ากัน ทั้งสำหรับโอบามาและรอมนีย์ จะตัดสินกันอย่างไร

       ถามว่าเคยเกิดกรณีเช่นนี้มาก่อนไหมเคยเกิดเมื่อ 212 ปีก่อนมาครั้งหนึ่ง และตั้งแต่นั้นก็ยังไม่เคยเกิดอีก แต่ก็ไม่ได้แปลว่าครั้งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้

       นักวิเคราะห์การเมืองมะกันบางคน บอกว่า ถ้าหากรอมนีย์แห่งพรรครีพับลิกันได้คะแนนเพิ่มขึ้นในรัฐที่ยัง “ลังเล” หรือที่เรียกว่า swing states ต่อเนื่อง “ความน่าจะเป็น” ก็อาจจะทำให้เกิดกรณีเท่ากัน

       ณ วันนี้ รัฐที่อยู่ในฐานะ “แกว่งได้แกว่งดี” ยังมีถึง 11 รัฐ ซึ่งอาจจะชี้ชะตาไปทางไหนก็ได้ ไม่อาจจะคาดคะเนได้แน่นอน

       วันก่อน ผมอ่านเจอเว็บไซต์ 270towin.com ที่วิเคราะห์ว่ามีสูตรถึง 32 สูตร ที่ทำให้เห็นความเป็นไปได้ที่ว่าคะแนน electoral votes ของ รอมนีย์ กับ โอบามา จะออกมาเท่ากันที่ 269

       ถ้าเป็นเช่นนั้นก็สนุกแน่ หรือไม่ก็เป็น “ฝันร้าย” ของกระบวนการรัฐธรรมนูญสหรัฐ ที่ไม่ค่อยจะประสบกับเรื่องอย่างนี้

       หากเป็นเช่นนั้นจริง ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ ผลการเลือกตั้งจะถูกส่งไปให้สภาผู้แทนราษฎร หรือ House of Representatives เป็นผู้ตัดสินเพราะถือว่านั่นเป็นกลไกตัวแทนของเสียงประชาชน

       แต่ก็มีกติกาเฉพาะกิจสำหรับภารกิจนี้ นั่นคือ ผู้แทนแต่ละรัฐในสภาล่างนั้น จะมีรัฐละหนึ่งเสียงเท่านั้น ไม่ว่ารัฐนั้นๆ จะมี ส.ส. กี่คนในสภาก็ตามพอมีเงื่อนไขอย่างนี้ ก็พอจะเห็นภาพที่ยุ่งเหยิงขึ้นมาได้ทันที

       ยกตัวอย่าง เช่น รัฐนิวยอร์ก ซึ่งมีสมาชิกในรัฐสภา 29 คน แต่ในการลงมติกรณีคู่แข่งตำแหน่งประธานาธิบดี มีคะแนน electoral college เท่ากันจะมีสิทธิ์แค่หนึ่งเสียงเท่านั้นแปลว่า รัฐนิวยอร์กที่มี ส.ส. 29 คน จะมีคะแนนเสียงในกรณีนี้เพียง 1 เสียง...เท่ากับรัฐมอนแทนาซึ่งมี ส.ส. แค่ 1 คน!

       หากเกิดเหตุการณ์อันไม่คาดฝันเช่นนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือว่าเมื่อสมาชิกรัฐสภาชุดใหม่ (เลือกตั้งวันเดียวกับตำแหน่งประธานาธิบดี) สาบานตนเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม ส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้งทั้งหมดของแต่ละรัฐ ก็จะต้องมาลงมติกันเองว่าจะให้ 1 คะแนนนั้น ไปให้ใครที่จะมาเป็นประธานาธิบดี

       ที่ยุ่งยากวุ่นวายก็เพราะว่า ส.ส. แต่ละรัฐไม่ได้มาจากพรรคเดียวกัน บางรัฐมี ส.ส. จากทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน

      ก็ต้องสู้กันในแต่ละรัฐ ว่า 1 คะแนนนั้น จะให้ โอบามา หรือ รอมนีย์...เท่ากับเป็นศึกสงครามในสภาล่างอย่างขึงขังคึกคัก

       ประเมินอย่างนี้แล้ว โอบามาเสียเปรียบ เพราะรัฐเล็กๆ ที่เป็นสีแดง (รีพับลิกัน) มีจำนวนมากกว่ารัฐสีฟ้า (เดโมแครต)
เมื่อออกมาเป็นหนึ่งรัฐหนึ่งคะแนน รอมนีย์ก็อยู่ในฐานะได้เปรียบทันที

       คาดการณ์กันตอนนี้ ในการเลือกตั้งวันที่ 6 พฤศจิกายน นี้ พรรคเดโมแครตของโอบามา อาจจะได้ที่นั่งในสภาล่างใหม่ 10 ที่ แต่ โอบามา ก็แพ้อยู่ดีเพราะ ณ วันนี้ ประเมินกันว่า รอมนีย์ สามารถคาดหวังที่จะมี ส.ส. พรรครีพับลิกันในสภาใหม่ 26 รัฐ ขณะที่โอบามาอย่างเก่งก็จะได้คะแนนจาก ส.ส. ใน 13 รัฐเท่านั้น

       ก็ด้วยเหตุนี้แหละที่จะมองข้ามความสำคัญของการเลือกตั้ง ส.ส. ในวันเดียวกับที่เลือกตั้งประธานาธิบดีไม่ได้เพราะว่า ส.ส. เป็นฐานการเมืองสำคัญยิ่งสำหรับระบบสหรัฐ ที่ถือว่าเรื่องสำคัญๆ คอขาดบาดตายต้องไปตัดสินกันที่สภาที่วุ่นวายไปกว่านั้น ก็คือ กติกาอีกข้อหนึ่งในรัฐธรรมนูญมะกัน ที่เขียนไว้ว่าสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้เลือกรองประธานาธิบดีในกรณีที่คะแนนออกมาเท่ากัน

       กลไกที่จะเลือกรองประธานาธิบดีในกรณีนี้ คือ วุฒิสภา


       วุฒิสภา ตัดสินด้วยคะแนนเสียงส่วนมากธรรมดาและ ณ วันนี้เสียงส่วนใหญ่ในวุฒิสภาเป็นเดโมแครต และคาดกันว่าหลังเลือกตั้งก็จะยังคงเป็นเช่นนั้น
ดังนั้น หากเกิดกรณี “ความน่าจะเป็น” ที่จะเกิดคะแนนเสียงโอบามากับรอมนีย์เท่ากัน และเรื่องถูกส่งไปตัดสินที่รัฐสภา ผลก็อาจจะออกมาว่า

       ประธานาธิบดี คือ มิตต์ รอมนีย์และรองประธานาธิบดี ชื่อ โจ ไบเดน บ้ากันไปใหญ่! แต่อย่านึกว่าเป็นไปไม่ได้...เพราะว่ากรณีคนหนึ่งชนะคะแนน popular votes แต่แพ้ electoral college และได้เป็นประธานาธิบดีมาแล้วเมื่อแปดปีก่อน...ที่ จอร์จ ดับบลิว บุช ชนะ อัล กอร์ทั้งๆ ที่ถ้านับคะแนนของคนอเมริกันที่ไปหย่อนบัตรทั้งหมดแล้ว อัล กอร์ ควรจะได้เข้าไปนั่งที่ทำเนียบขาว

       จึงต้องลุ้นกันอย่างระทึกใจในวันพรุ่งนี้

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License