ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
แรงบันดาลใจอันงดงามจากคุณทนง โคตรชมภู พิมพ์ อีเมล
บทความ - เก็บตกจาก Fw:Mail
วันพุธที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ เวลา ๐๙:๓๓ น.
       วันนี้ผมได้มีโอกาสดูมิวสิควิดีโอตัวหนึ่ง ถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กหนุ่มที่เกิดปัญหากับชีวิต เค้าท้อแท้และหมดหวังกับสิ่งที่ตัวเองทำ เค้าค้นหาแรงบันดาลใจผ่านอินเทอร์เนต จนพบกับเรื่องราวของคุณทนง โคตรชมภู ขอบคุณคุณ barcelouis สำหรับ mv ดี ๆ แบบนี้
       หลังจากนั้น ผมจึงลองค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ คุณทนง โคตรชมภู ก็เลยได้พบกับเรื่องราวของเค้าผ่านทาง blog ของคุณสายลมที่ผ่านมา อ่านแล้วรู้สึกประทับใจและอยากส่งต่อเรื่องราวดี ๆ เหล่านี้ ลองอ่านกันดูนะครับ
      
       หลาย ๆ คนเคยพูดว่า การที่คุณได้เกิดมามีอวัยวะครบ 32 ประการถือว่าเป็นเรืองโชคดีแล้ว แต่จะโชคดีกว่านั้นหากคุณสามารถรักษามันไว้ได้ตราบจนมันหมดหน้าที่ของมันไป พร้อมกับลมหายใจของคุณและหากคุณไม่สามารถรักษามันไว้ได้หละ มันก็ไม่ใช่อุปสรรค์ที่จะทำให้คุณมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ไม่ได้ จริงอยู่มันอาจจะยากกว่าเก่าสักหน่อย แต่มันก็ไม่อยากเกินไปสำหรับความตั้งใจความพยายามที่จะใช้ชีวิตให้ได้เหมือนคนปกติเช่นชีวิตอของชายผู้นี้ “ทนง โคตรชมภู” ที่ธรรมชาติให้อวัยวะมาครบ 32 แต่กลับเอาคืนไปเร็วกว่าคนอื่น อายุ 12 ปี เริ่มมีอาการ อายุ 18 ปี ขาทั้งสองข้างหยุดทำงาน อายุ 25 ปี แขนทั้งสองข้างจากไปอย่างถาวร ปัจจุบันร่างกายใช้งานได้เพียง 10 เปอร์เซ็นต์
ในวัยเด็ก ‘ทนง’ มีชีวิตที่สวยงามร่างกายที่ครบสามสิบสอง เป็นนักเรียนกีฬาดีเด่นที่หมอดูเคยบอกว่า เขาจะเป็นคนที่ครอบครัวได้พึ่งพา โดยเฉพาะแม่ที่เขาจะดูแลไม่ให้ต้องลำบากหากแต่ความจริงไม่ได้ง่ายดายและสวยงามดังคำทำนายในวันที่ธรรมชาติเอาคืนหากหัวใจของทนงไม่เข้มแข็งพอวันนี้คนไทยทั้งประเทศอาจไม่ได้รู้จัก “ทนง โคตรชมภู”
เชื่อว่า เรื่องราวของเขาจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับการต่อสู้ของทุกชีวิตบนโลกนี้ ให้ได้ตระหนักในศักดิ์ศรีและศักยภาพของความเป็นคน
       ชายหนุ่ม มาพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่น พยักหน้าน้อย ๆ ต้อนรับผู้ไปเยือน เขาไม่ได้ยะโสหรือถือตัวเกินกว่าที่จะยกมือขึ้นมารับไหว้ เพียงแต่ว่า 2 มือคู่นั้นปราศจากเรี่ยวแรงเกินกว่าที่จะยกขึ้นมาทำอะไรได้ไม่ต่างกับเท้าเล็กลีบทั้ง 2 ข้าง ที่ไม่ถูกใช้งานมานานเกือบ 30 ปี แล้วเช่นกันน่าแปลกใจว่า ดวงตาของเขายังเปล่งประกายไม่มีวีแววถดถอย หรือท้อแท้ใดๆ ปรากฏออกมาให้เห็นเลย "ขอโทษที่มาช้า" เขาบอกเสียงแผ่วเบา "ไม่ค่อยชินกับอากาศในกรุงเทพฯ เป็นหวัดนิดหน่อย คนบ้านนอกก็ยังงี้แหละ" พูดจบก็หัวเราะ คนฟังหัวเราะตาม
       เราเริ่มหัวข้อสนทนากับ ทนง โคตรชมภู ศิลปินผู้พิการทั้งมือและเท้า ซึ่งต้องนั่งอยู่บนรถเข็นตลอดเวลา ว่าด้วยเรื่องของดินฟ้าอากาศ
และตามมาด้วยเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย

       น่าแปลกใจว่าน้ำเสียงเขาแจ่มใส และคุยสนุก ชายผู้นี้ยังเป็นเจ้าของผลงานทางศิลปะที่ทรงคุณค่า เป็นที่ยอมรับของทุกผู้คนที่พบเห็น ยิ่งผู้คนเหล่านั้นได้รู้ถึงที่มาที่ไปว่า
ภาพทุกภาพบนผืนผ้าใบของเขาเป็นการวาดโดยใช้ปากคาบดินสอและพู่กัน แทนการใช้มือแบบคนปกติทั่วไป ยิ่งเพิ่มความประทับใจในรูปภาพนั้นมากยิ่งขึ้น "อาจารย์ใช้ชีวิตให้เป็นปกติและมีความสุขได้ยังไงเนี่ย" เธอถามแบบทึ่งๆ
       เขายิ้มกลับมาเป็นปฐมคำตอบ ก่อนจะบอกว่า หลายๆ คนคิดว่า เขาเอาศิลปะมาย้อมใจเพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ภายใต้ร่างกายอันพิการนี้แต่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย
"ผมชอบและผูกพันกับศิลปะมา ตั้งแต่ร่างกายแขนขายังเป็นปกติตั้งแต่เรียน ป.๑ ครั้งที่เริ่มเรียนวิชาวาดรูป ได้รับคำชมจากครูว่าวาดรูปดีแม้เป็นเพียงคำชมเล็กๆ แต่คำคำนั้นมันยิ่งใหญ่สำหรับเด็กบ้านนอกอย่างผมมาก" จากคำชมของครูที่เหมือนน้ำทิพย์กระตุ้นความกระตือรือร้นให้ไฝ่รู้เรื่องศิลปะมากขึ้น เป็นเหตุให้เด็กชายทนงในขณะนั้นมีฝีมือการวาดรูปก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและครูก็จะคอยส่งเสริมโดยให้เขาเป็นลูกมือในการทำสื่อการสอนที่ต้องใช้รูปภาพเป็นส่วนประกอบเสมอ
       วิบากกรรมวาระแรกเกิดขึ้นกับเขาตอนอายุ 12 ขวบ กำลังจะเรียนจบชั้น ป.6 เขาเล่าว่า ตอนนั้นรู้สึกขาไม่มีแรงเอาเสียเลย จะก้าวไปไหนแต่ละย่างรู้สึกทรมานมาก ไปหาหมอ หมอบอกว่าขาดสารอาหาร และแนะนำว่าต้องออกกำลังกายมากๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรงแต่ตอนหลังเพิ่งจะรู้ว่าคนป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อสลายตัวแบบเขาต้องพักผ่อนเยอะๆ และห้ามออกแรงอาจารย์ทนง บอกว่า ครั้งหนึ่งไม่มีใครอยู่บ้าน เขาพยายามเดินเพื่อจะออกกำลังตามที่หมอแนะนำแต่ก็ไม่ได้ผลเดินแล้วล้ม เดินแล้วก็ล้ม "รู้เลยว่าก้าวย่างที่หลังบ้านในตอนนั้นเป็นการก้าวย่างสุดท้ายของผมเอง" เขาบอกเสียงแผ่วเบาลงเมื่อเดินไม่ได้ เด็กชายทนงก็ไม่สามารถไปโรงเรียนได้เหมือนเด็กทั่วไปแต่แม้จะหยุดอยู่บ้านเขาก็ไม่เคยละเลยที่จะฝึกฝนเรื่องการวาดภาพและเรียนหนังสือด้วยตัวเองที่บ้านซึ่งถือเป็นโชคดีของเขาเป็นที่สุดที่ทั้งพ่อแม่ น้องชายและน้องสาวของเขา ตลอดจนครูศิลปะที่โรงเรียนชุมชนบ้านถ่อน ช่วยเป็นกำลังใจ และสนับสนุนให้การเรียนรู้ และเรื่องการวาดรูปอย่างเต็มที่
       "ตอนนั้นครูที่โรงเรียนก็ยังมาขอให้ช่วยวาดรูปเพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอนให้เด็กรุ่นน้องมีค่าตอบแทนให้ด้วย เป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่สำหรับผม
รายได้จากตรงนี้สามารถช่วยจุนเจือครอบครัวยากจนของเราด้วย"
เขามองออกไปนอกอาคาร แล้วบอกว่าเหนือกำลังใจอื่นใดที่มีกับชีวิตเล็กๆในช่วงเวลานั้น ไม่อาจเทียบเท่าสิ่งที่ผู้เป็นแม่ของเขามีให้ได้เพราะแม่เป็นผู้หญิงคนเดียวที่สนับสนุนเขาไม่เคยขาดในเรื่องการเรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะ
       "ครอบครัวเรายากจนก็จริง แต่เรื่องกำลังใจเราไม่เคยขาดแคลนที่จะมีให้กันและกันวันหนึ่งแม่ผมออกไปหาเห็ดในป่าเขาเห็นเห็ดดอกหนึ่งขึ้นบนโคนไม้
แทนที่จะเก็บมาเฉพาะเห็ด กลับแบกไม้นั้นมาทั้งท่อนซึ่งหนักมากกลับมาถึงบ้านเอามาให้ผมแล้วบอกว่ามันสวยอยากให้ผมวาดรูปดอกเห็ดที่ขึ้นบนโคนไม้โคนนี้
ผมฟังแล้วอึ้งมาก ตั้งใจวาดภาพนั้นมากที่สุดในชีวิตขณะที่วาดคิดอยู่เสมอว่ามีสายตาของแม่มองอยู่ด้วยความชื่นชมและให้กำลังใจ"
เขาบอกน้ำรื้นดวงตาเหมือนเคราะห์ซ้ำ เพราะอีกไม่นานหลังจากนั้น แขนที่เคยมีแรงวาดรูปเริ่มมีอาการเดียวกับขา คือไม่มีเรี่ยวแรง จะหยิบจะจับอะไรแต่ละครั้งต้องใช้กำลังมหาศาล และเหนื่อยแทบขาดใจ
ไปหาหมอ หมอบอกว่าเป็นโรคเดิมนั่นหมายความว่าเขาจะกลายเป็นคนพิการเต็มรูปแบบทั้งแขนและขาใช้การไม่ได้ช่วยเหลืออะไรตัวเองไม่ได้เลย
       แล้วรู้สึกว่าต้องสู้อีกครั้งได้ยังไงตอนนั้น คู่สนทนา กลั้นใจถามเบาๆ "ผมก็ซึมอยู่หลายวัน รู้สึกว่าประตูชีวิตถูกปิดตาย ทั้งๆ ที่ผมยังมีชีวิตอยู่" เขาสารภาพ         "แต่เหมือนชะตาลิขิต เพราะค่ำวันหนึ่งผมเผอิญนึกได้ว่าเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมเอาความมหัศจรรย์ของโลกเอาไว้มีเรื่องสั้นๆ เกี่ยวกับผู้ชายคนหนึ่งที่พิการเหมือนผม แต่เขาพยายามวาดรูปโดยใช้ปาก"
       เขาบอกว่า วินาทีนั้นเขาลองก้มลงคาบพู่กันแล้วพยายามขีดเส้นไปมาดูแต่รู้สึกว่าต้องเกร็งและใช้พลังที่กล้ามเนื้อปากอย่างมหาศาลคิดว่ายังไงก็ไม่มีทางทำได้เหมือนผู้ชายที่อยู่ในหนังสือเล่มนั้นแน่นอน "รู้สึกท้ออย่างมาก แต่ก็นึกถึงแววตาของแม่แล้วทำให้ผมมีแรงอึดขึ้นมาทุกครั้งคืนนั้นทั้งคืนพยายามหาวิธีอยู่ว่าทำอย่างไรให้เอาปากคาบพู่กันวาดรูปให้ได้กระทั่งลองเอาลิ้นดุนด้ามพู่กันให้ไปอยู่ในตำแหน่งตรงกับฟันกรามแล้วลองพยักหน้าขึ้นลงเพื่อลากเส้น ปรากฏว่าใช้แรงน้อยลงมาก ไม่ต้องเกร็งปากและขากรรไกรมากด้วย ลองฝึกไปฝึกมาแล้วก็ดีใจว่า ถึงแขนและขาจะไม่มีแรง แต่ยังไงก็วาดรูปได้แน่นอน"
       อาจารย์ทนงยิ้มอีกครั้ง ก่อนจะเล่าถึงวินาทีชีวิตที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคครั้งหนักหนาที่สุดในชีวิตให้ได้ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่ารุ่งขึ้นจากวันนั้นได้บอกกับทุกคนในบ้านว่า ถึงแม้แขนขาจะใช้การไม่ได้อีกต่อไปแต่จะใช้ปากวาดรูปให้ได้ ตอนแรกทุกคนคิดว่าเขาผิดหวังท้อแท้กับชีวิตมากจนสติแตกไปแล้วแต่เมื่อเขาพยายามคาบดินสอมาลากเส้นไปมาพอเป็นรูปเป็นร่างให้ดูก็อึ้งไปตามๆ กัน "แม่ร้องไห้ เพราะดีใจที่ผมตัดสินใจที่จะสู้ หลังจากนั้นเขาหายไปพักหนึ่งแล้วกลับมาพร้อมกับไม้ไผ่เหลามาเกลี้ยงเกลาแล้วเอาพู่กันผูก เป็นไม้ด้ามยาวๆ ให้ผมคาบ เพื่อให้วาดรูปได้สะดวกขึ้น ผมลองเอาพู่กันที่แม่ประดิษฐ์ให้มาคาบไว้ในปากแล้ววาด วาด วาด รสหวานจากไม้ไผ่สดๆ กำซาบสู่สิ้น เหมือนรสความเป็นห่วงความรักที่แม่มีต่อผมวินาทีนั้นผมคิดว่า ต่อให้อุปสรรคมากแค่ไหน เพื่อแม่ผมจะผ่านมันไปให้ได้" แล้วทุกอย่างก็เป็นไปอย่างที่เขาตั้งใจ เพราะนับจากวันนั้นเด็กชายทนงผู้ง่อยเปลี้ยเสียมือและขากลายเป็นจิตกรที่ใช้ปากวาดรูปที่ได้รับการยอมรับเพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทย แต่นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่ากับการอุทิศตัวเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกผู้คน โดยเฉพาะคนพิการ
       "ชีวิตตอนนี้ของผม มีแม่ มีน้องและหลานๆ คอยดูแลพวกเราพยายามทำอะไรให้เป็นเวลา ทำพร้อมกัน เช่น กินข้าวถ้าวันนี้ไปไหนกับหลาน หลานกินคำ ผมกินคำ สลับกัน พวกเราปรับตัวร่วมกันมานานพอสมควรแต่อะไรที่ทำได้ หรือพอจะอดทนได้ไม่รบกวนกันมากเกินไปผมก็พยายามที่จะทนและทำเอง" ชายหนุ่ม บอกว่า คนพิการหลายคนที่เขาไปพบ ช่วยเหลือตัวเองได้มากกว่าเขามากแต่คนเหล่านั้นขาดแรงใจการพูดคุยของเขากับคนเหล่านั้นอาจจะช่วยได้ในระดับหนึ่งแต่เรื่องการดูแลกันเองของคนในครอบครัวสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
 
       เขาเจอประสบการณ์นี้มากับตัวเองเข้าใจมันดีก้าวสุดท้ายที่ขาย่างลงไปบนพื้นไม่ใช่จุดสิ้นสุดแห่งความก้าวหน้าของชีวิตเสมอไป มันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความก้าวหน้าในอนาคตก็ได้
       หากท่านสนใจเรื่องราวในชีวิตจริงของ "ทนง โครตชมพภู" จากชายผู้มานะพลิกวิกฤตในชีวิตของตนเองจนเป็นโอกาสอย่างละเอียดท่านสามารถหาอ่านได้จากหนังสือชีวประวัติของเขา "ชีวิตทนง “อหังการ์ของหัวใจ ที่ร่างกายไม่อาจกักขัง”   ได้ตามร้านหนังสือทั่วไปหวังว่าท่านจะมีสุขใจและภาคภูมิที่ได้เกิดมาครบ 32 ประการและยังคงรักษามันไว้ได้

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License