ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ผมไม่ใช่ศัตรูของใคร 'บิ๊กตู่’แจงเหตุตั้ง6คำถามมท.รีบสนองดีเดย์13พ.ย. พิมพ์ อีเมล
ข่าว - ข่าวเด่น
เขียนโดย ไทยโพสต์ออนไลน์   
วันจันทร์ที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ เวลา ๐๙:๒๘ น.

"ประยุทธ์" แจง 6 คำถามไม่มีเจตนาสร้างความขัดแย้งกับนักการเมือง แต่อยากสร้างหลักคิดให้กับประชาชน ปัดเป็นศัตรู หวังนักการเมืองปฏิรูปตัวเอง มท.เปิดตอบ 6 คำถาม 13 พ.ย.นี้ "ชูชาติ" ชี้นายกฯ ต้องการฟังเสียง ปชช. ไม่ได้ขอให้ทำอะไร ซัดนักการเมืองขี้โกงดิ้นพราดๆ เหมือนไส้เดือนถูกราดด้วยน้ำผสมขี้เถ้า "วิษณุ" เผยเลือกตั้งท้องถิ่นบางระดับก่อนหวั่นปลดล็อกวุ่นวาย กกต.งอแง "วิษณุ" ไม่นัดหารือ ยันมีอำนาจจัดเลือกตั้งท้องถิ่น

 

 เมื่อวันศุกร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ถึงเรื่องคำถามอีก 6 ข้อว่า เป็นคำถามต่อเนื่องของตน เนื่องจาก 4 ข้อเดิมที่ได้สอบถามพี่น้องประชาชนไปแล้ว ก็จะรวมเป็น 10 ข้อ ทุกคนก็สามารถไปให้คำตอบได้ แสดงความคิดเห็นได้ หรืออาจเขียนข้อเสนอแนะเพิ่มเติมความคิดเห็นก็ได้อย่างเป็นอิสระและเปิดกว้าง ตนอยากให้ช่วยกันคิด ช่วยกันแสดงออกมาตามช่องทางนี้ได้

 

"สำหรับผู้ที่เคยตอบ 4 คำถามแรกมาแล้ว ก็สามารถจะตอบใหม่ได้ทั้ง 10 ข้อ เรื่องนี้นั้นนายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ไม่ได้มีเจตนาทางด้านการเมือง หรือจะไปสร้างความขัดแย้งกับบรรดานักการเมือง พรรคการเมืองที่ดีๆ ทำเพื่อชาติบ้านเมืองมีมากมาย เราก็สมควรสนับสนุน ผมเพียงแต่สร้างความเข้าใจ สร้างหลักคิดให้กับพี่น้องประชาชนกับกลุ่มทุกฝ่ายทุกหมู่เหล่า "

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ที่ท่านกล่าวว่าประชาชนย่อมมีสิทธิ์มีเสียงที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบการเมืองไทยนั้นคืออะไร นักการเมือง พรรคการเมืองที่ดี ก็คงต้องเห็นชอบด้วยกันในเรื่องนี้ เพราะทุกคน หลายท่านก็ตั้งใจในการที่จะทำให้บ้านเมืองเราพัฒนาไปข้างหน้า เราทุกคนต้องยอมรับข้อบกพร่อง ปัญหาที่เกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตยของเราในช่วงที่ผ่านมาก็มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เราเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆรุนแรงมากขึ้น ขัดแย้งมากขึ้น วันนี้ต้องกลับมาสู่ปกติให้ได้ ทั้งนี้เราจะต้องทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกับพี่น้องประชาชน ทำผิดก็ทำใหม่ได้ หรือทำไม่ดีก็ทำให้ดีขึ้นได้ในโอกาสหน้า

 

"ทั้งนี้ผมอยากให้ประชาชนทั้งประเทศได้มีความหวัง สมหวัง มองอนาคต แล้วก็เดินหน้าไปสู่อนาคตของเรา คือประเทศชาติและประชาชนอย่างยั่งยืน เราก็คงจะต้องมุ่งเน้นนโยบายที่เป็นยุทธศาสตร์ชาติ และทำงานร่วมกับนโยบายของพรรคการเมือง ถ้าทุกพรรคการเมืองเดินหน้ายุทธศาสตร์ชาติ ร่วมกับนโยบายของพรรค ทำในสิ่งที่มันควรจะเป็น ก็จะเกิดการปฏิรูปประเทศ ตามที่เราทุกคนต้องการในทุกมิติ ขณะนี้เราจะคิดแบบเดิมๆ ไม่ได้อีกต่อไป เพราะว่าไม่เข้มแข็ง เราต้องมีการจัดระเบียบ มีการสร้างระบบ สร้างมาตรฐาน กำหนดเป้าหมาย มีแบบแผน มีแผนแม่บท มีแผนปฏิบัติการ และแผนในการปฏิรูปให้ชัดเจนว่าเราจะทำอะไร"

 

หัวหน้า คสช.กล่าวต่อว่า บรรดาพรรคการเมือง นักการเมือง กับรัฐบาลและ คสช.เวลานี้ เราควรจะต้องคำนึงถึงคนไทยทั้งประเทศเกือบ 70 ล้านคน มีทั้งผู้สูงอายุ เด็ก สตรี ผู้หญิง คนชรา มากมาย เราต้องมีมาตรการที่หลากหลาย ที่ต้องตอบโจทย์ที่เฉพาะเจาะจง เฉพาะกลุ่มให้ชัดเจน ไม่ใช่การหว่านลงไปทั้งหมด ก็จะเป็นการบริหารราชการแผ่นดินที่ไม่เป็นธรรมาภิบาล ไม่ทั่วถึง ไม่เท่าเทียม ไม่เป็นธรรม

 

"เพราะฉะนั้นบรรดานักการเมือง พรรคการเมืองทุกท่าน ผมไม่ใช่เป็นศัตรูของใคร ผมต้องการทำให้ทุกอย่างมันเดินไปข้างหน้าได้อย่างมีอนาคต แล้วก็ไม่เกิดความขัดแย้งเกิดขึ้นอีก ก็คาดหวังว่าหลายคนหลายท่านหลายพรรคจะได้มีการเปลี่ยนแปลง มีการปรับตัวของทุกๆท่าน ของทุกๆ พรรค ซึ่งก็มีดีๆ อยู่มาก มีไม่ดีอยู่ไม่มากนักหรอก ก็หวังว่าจะมีการปฏิรูปตัวเอง ผมไม่อาจจะไปทะเลาะกับใครได้ เพราะผมเข้ามา ผมจำเป็นต้องสร้างความปรองดอง ความปรองดองก็คือด้านการเมืองด้วยทุกคนจะต้องมีการปฏิรูปตัวเอง ปฏิรูปพรรค เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนมาก่อนเสมอ ถ้าเราทำดีได้อย่างนี้เราก็จะอยู่ครบวาระ ไม่ต้องไปเตรียมการเพื่อจะเลือกตั้งใหม่ตลอดเวลา ก็จะทำให้เกิดปัญหาอย่างอื่นตามมาอีกด้วย" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

 

เปิดตอบ 6 คำถาม 13 พย.

 

วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์พร้อมคณะออกเดินทางไปยังท่าอากาศยานนานาชาติดานัง นครดานัง สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ครั้งที่ 25 และการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 31 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 10-15 พ.ย.2560

 

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรายชื่อรัฐมนตรีใหม่แล้วหรือไม่ นายกรัฐมนตรีตอบด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มว่า “ยัง ฝากดูแลประเทศด้วย”

 

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนต่อคำถาม 6 ข้อเกี่ยวกับอนาคตการเมืองไทยว่า ทางกระทรวงมหาดไทยจะเปิดให้ประชาชนเดินทางมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำถามของนายกฯ ทั้ง 6 ข้อผ่านทางศูนย์ดำรงธรรมประจำกระทรวง และสำนักงานเขตทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานคร ได้ตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป ในเวลาราชการ โดยประชาชนจะต้องนำบัตรประจำตัวประชาชนมายืนยันตัวบุคคล จากนั้นทางเจ้าหน้าที่จะแจกแบบฟอร์มให้ตอบคำถาม ซึ่งจะมีลักษณะเดียวกันกับแบบฟอร์ม 4 คำถามของนายกฯ ก่อนหน้านี้ ในส่วนภูมิภาค ก็เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านศูนย์ดำรงธรรมประจำอำเภอและจังหวัดทั่วประเทศ

 

นายเจษฎ์ โทณะวณิก ที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ. ) กล่าวถึงนัยทางการเมืองต่อการตั้งคำถาม 6 ข้อว่า เป็นการถามตรงๆ ว่าประชาชนจะเลือกรัฐบาลในแบบ คสช.หรือรัฐบาลแบบนักการเมือง ส่วนเจตนาของการตั้งคำถาม หากประชาชนต้องการรัฐบาลแบบ คสช. จะมีทางเลือกแบบไม่ต้องรัฐประหารและไม่ต้องตั้งพรรคการเมืองใหม่ แต่อาจจะมาในลักษณะแฝง คือได้รับความร่วมมือจากพรรคการเมืองอื่นๆ ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอก หรือร่วมเป็นคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลในอนาคต ทั้งนี้ ตนไม่เห็นด้วยกับคำถามข้อ 2 ที่ระบุว่า หาก คสช.จะสนับสนุนพรรคการเมืองใด เนื่องจากที่ผ่านมา คสช.รับบทบาทในฐานะกรรมการที่ยุติความขัดแย้ง ในการอาสาเข้ามาทำงาน แต่หากจะตัดสินใจเลือกข้าง ในอนาคตใครจะเชื่อมั่นให้เป็นกรรมการ และมั่นใจว่าหาก คสช.จะสนับสนุนพรรค ก็น่าจะเป็นพรรคทหารในอนาคต

 

“ถามง่ายๆ กรรมการตัดสินฟุตบอล ผมเชียร์ทีมนี้ได้ไหม ผมไม่ได้เป็นคนเล่น แล้วถ้ากรรมการออกมาแบบแสดงจุดยืนนี้ ใครจะเชื่อมั่นให้เป็นกรรมการต่อไป ตลอดเวลาที่ผ่านมาบอกเป็นกรรมการ ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง เป็นกลาง ต้องการแยกคนเหล่านี้ แต่กลับมาถามว่าจะเชียร์พรรคไหน” นายเจษฎ์กล่าว

 

นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความคิดเห็นกรณี 6 คำถามของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่า สำหรับประชาชนทั่วๆ ไป ยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ทั้งในทางบวกหรือทางลบ คงมีเพียงผู้ที่เรียกตัวเองว่านักการเมืองกับสื่อมวลชนบางคน ที่ออกมาดิ้นพราดๆ เหมือนไส้เดือนถูกราดด้วยน้ำผสมขี้เถ้า รวมทั้งด่า พล.อ.ประยุทธ์อย่างสาดเสียเทเสีย อดสงสัยไม่ได้ว่าคำถามดังกล่าว มันเลวร้าย เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติ สังคมไทย หรือประชาชนคนไทยอย่างไรบ้าง เพียงใด

 

"เพราะเป็นเพียงคำถามเพื่ออยากรู้ว่าประชาชนคิดเห็นอย่างไรเท่านั้น ไม่ได้ขอให้ประชาชนกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดในทางที่ไม่ถูกไม่ควรเลย ในขณะนักการเมืองหลายคนเข้าเล่นการเมืองเพื่อทุจริตคอร์รัปชัน โกงบ้านกินเมืองอย่างหน้าด้านๆ ทำความเสียหายให้แก่ประเทศชาติหลายแสนล้านบาท แต่กลับยังมีคนยกย่องชื่นชม และนักการเมืองพวกนี้ รวมทั้งขี้ข้าทั้งหลาย คือพวกที่ออกมาด่า พล.อ.ประยุทธ์มากที่สุด โดยเฉพาะคำพูดที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยสังกัดพรรคเมือง จึงไม่รู้ว่าพรรคการเมืองตั้งขึ้นมาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน เป็นการพูดอย่างไม่กระดากปากตัวเอง และฟังแล้วสะอิดสะเอียนเกินที่จะบรรยายออกมาเป็นภาษาพูดได้"

 

นายชูชาติระบุต่อว่า ใครจะชอบหรือไม่ชอบ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นสิทธิของแต่ละคน แต่ ณ เวลานี้ ยังไม่มีข่าวหรือข้อมูลใดๆ ว่า พล.อ.ประยุทธ์มีการทุจริตคอร์รัปชันหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเองหรือพวกพ้อง เหมือนบรรดานักการเมืองขี้โกงหรือขี้ข้าของนักการเมืองขี้โกงทั้งหลายที่ด่า พล.อ.ประยุทธ์

 

ปลดล็อกบางระดับ

 

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก กรณี พล.อ.ประยุทธ์ เรียกร้องว่าเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และพรรคการเมืองใหม่บ้างว่า "ผมก็งงเหมือนกันว่า เขาแยกคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่าด้วยอะไร หากแยกด้วยอายุอย่างเดียว ก็คงต้องยอมรับว่าผมอาจเป็นคนรุ่นเก่า แต่หากแยกกันด้วยความรู้และประสบการณ์ ผมก็ไม่ยอมคนรุ่นใหม่เหมือนกัน เพราะผมก็เป็นมนุษย์ที่ศึกษาและอ่านมากไม่แพ้ใครเหมือนกัน วันนี้เห็นมีพรรคการเมืองใหม่ๆ ออกหาเสียงกันบ้างแล้ว ผมก็พยายามสอดส่ายสายตาดูว่าใครบ้างที่จะลงสมัคร ก็เห็นคนที่อ้างว่าเป็นคนรุ่นใหม่ของพรรคการเมืองใหม่บางพรรค ก็เป็นคนที่เพิ่งเกษียณอายุเลย 60 กันแล้วทั้งนั้น ผมว่าคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นคนรุ่นใหม่เหล่านี้แก่กว่าผมทั้งนั้นแหละ แม้กระทั่งพลเอกประยุทธ์ ที่พยายามเรียกร้องให้เลือกคนรุ่นใหม่ก็ ‘แก่’ กว่าผมตั้งหลายปีนะ"

 

ที่ศาลรัฐธรรมนูญ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ยื่นคำร้องใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการที่หัวหน้า คสช. ไม่ยกเลิกประกาศ คสช.ที่ 57/2557 และคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 เข้าข่ายเป็นการกระทำขัดขวางไม่ให้พรรคการเมืองและนักการเมืองดำเนินการกิจกรรมทางการเมือง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ถือเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคล ตามมาตรา 45 และเป็นการกระทำต้องตามมาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่

 

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการปลดล็อกให้มีการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นว่า ในสัปดาห์หน้าตนได้นัดทางกระทรวงมหาดไทย กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาประชุมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการจะเปิดให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น เนื่องจากคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะลงรับสมัครเลือกตั้งท้องถิ่นจะไม่เหมือนเดิม จึงต้องมีการแก้ไขกฎหมาย ก่อนจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ คสช.จะพิจารณาว่าจะปลดล็อกให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นในระดับใดก่อน และระดับใดควรเลือกทีหลัง ทั้งอบต. เทศบาล อบจ. กทม. และเมืองพัทยา โดยมีทั้งการเลือกสภาท้องถิ่นและสมาชิก ซึ่งคิดว่าไม่ปลดล็อกพร้อมกันทั้งหมด เพราะเกรงว่าจะเกิดความโกลาหลวุ่นวาย

 

“การเลือกตั้งท้องถิ่นในบางระดับอาจจะจำเป็นต้องเลือกตั้งภายหลังที่มีการจัดการเลือกตั้งระดับชาติไปแล้ว โดยเรื่องดังกล่าวจะต้องอาศัยกระทรวงมหาดไทยในการพิจารณาความจำเป็นเหมาะสม เพราะวันนี้ อปท.ทุกระดับทำงานครบวาระทุกตำแหน่งแล้ว ขณะนี้จึงมีเพียงข้าราชการที่ทำหน้าที่รักษาการอยู่ แม้ทุกอย่างจะเดินหน้าไปอย่างไม่ติดขัด แต่เพื่อให้ก้าวไปสู่ระบบประชาธิปไตย จึงต้องมีการปล่อยในส่วนเหล่านี้ เมื่อวันนี้ติดคำสั่ง คสช. 2 ฉบับ จึงต้องมีการผ่อนคลายว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นควรจะเป็นอย่างไร การเลือกตั้งระดับชาติควรจะเป็นอย่างไร ทั้งหมดต้องรอให้กระทรวงมหาดไทยแก้กฎหมายเสียก่อน” นายวิษณุกล่าว

 

ขณะที่ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงข่าวที่ระบุว่าในสัปดาห์หน้านายวิษณุจะเชิญกระทรวงมหาดไทยและ กรธ.มาปรึกษาเกี่ยวกับการเตรียมการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น โดยไม่กล่าวถึง กกต.ว่า เป็นการออกข่าวที่แปลกยิ่ง เพราะมาตรา 224 (1) ของรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนว่า กกต.มีหน้าที่และอำนาจในการจัดหรือดำเนินการให้มีการจัดการเลือกตั้ง 5 ประเภท คือ ส.ส. ส.ว. สภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น และการออกเสียงประชามติ นอกจากนี้ ในมาตรา 27 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ก็เขียนไว้ชัดเจนว่า ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ให้ กกต.มีอำนาจในการดำเนินการ ดังนั้นหากจะมีการปรึกษาหารือ ควรให้ความสำคัญแก่ กกต.เป็นอันดับแรก เพราะ กกต.ต้องมีหน้าที่ในการควบคุมดูแลให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม

 

นายประมวล เอมเปีย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่นายวิษณุระบุว่าจะปลดล็อกในส่วนท้องถิ่นบางระดับก่อนนั้น หมายความว่าจะให้มีการเลือกตั้งเฉพาะเขตปกครองพิเศษ เช่น กรุงเทพมหานคร(กทม.) และเมืองพัทยา หรือเฉพาะ อบจ.ก่อนใช่หรือไม่ เหตุใดจึงไม่ปลดล็อกส่วนท้องถิ่นให้มีการเลือกตั้งพร้อมกันในคราวเดียว จะเลือกปฏิบัติทำไม เพราะแต่ละ อปท.ก็มีวาระของการบริหารงานต่างกัน ในเมื่อจะปฏิรูปแล้ว ก็ควรทำให้เป็นระบบไปในคราวเดียวกัน อย่าให้สังคมเข้าใจว่าจะเป็นการเลือกปฏิบัติ หยั่งฐานเสียงในส่วนท้องถิ่นก่อน เพื่อเช็กฐานเสียงของพรรคการเมืองในแต่ละภูมิภาคใช้รองรับการเลือกตั้ง ส.ส.

 

ที่มา ไทยโพสต์ออนไลน์ 

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License