ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
บทความใน นสพ.แนวหน้า เรื่อง "สรุปผลการประชุมเรื่องลุ่มน้ำโขง" วันที่ 14 ม.ค.61 พิมพ์ อีเมล
บทความ - บทความพิเศษ
เขียนโดย ิิสิริอัญญา   
วันศุกร์ที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๖๑ เวลา ๑๒:๑๑ น.

     การประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งกัมพูชาเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 10-11 มกราคม 2561 เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยประเทศสมาชิกทั้งหมดได้มีมติขับเคลื่อนการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างเต็มที่ เดินหน้าเต็มอัตรา 

     ส่วนประเทศไทยก็ต้องนั่งดูลมชมวิวกินแห้วต่อไป เพราะในขณะที่ภาคีสมาชิกทั้งหลายเขาตกลงเดินหน้าปฏิบัติตามปฏิญญาซันย่ากันอย่างพร้อมเพรียงนั้น ประเทศไทยของเรายังต้องขอเวลาศึกษาผลกระทบทางสภาพแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นจากการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอีกสักระยะหนึ่ง 

     แต่ประเทศสมาชิกทั้งหลายนั้นเขารอไม่ได้เพราะวันเวลาในการพัฒนาประเทศชาติและเพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนของประเทศภาคีสมาชิกนั้น ประเทศที่เป็นภาคีสมาชิกทั้งหมดเขาถือเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจรอคอยใครได้ เขาจึงลงมติเดินหน้าเต็มอัตราศึก 

     ส่วนประเทศไทยจะใช้เวลาศึกษาอีกนานเท่าไหร่ และจะเอาอย่างไรก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของประเทศไทย และเมื่อผลการศึกษาชัดเจนแล้วหากจะเข้าร่วมดำเนินการก็ต้องดูกันว่าในระยะเวลานั้นจะสามารถดำเนินการต่อเนื่องได้หรือไม่ หรือว่าจะทำต่อไปไม่ได้เลย ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่าประเทศไทยจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังนิรันดร 

     การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมสุดยอด ดังนั้นผู้นำประเทศของภาคีสมาชิกจึงมาเข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียงกัน ในการประชุมจะแบ่งออกเป็นสองขั้น คือขั้นแรกเป็นขั้นตอนพิธีการเปิดการประชุม เรียกว่าเป็นขั้นตอนจับมือถ่ายรูปโชว์ก็ว่าได้ เพราะหาเนื้อหาสาระแก่นสารอันใดมิได้ 

     ก่อนหรือช่วงหลังพิธีดังกล่าวก็อาจมีการประชุมทวิภาคี คือประชุมระหว่างประเทศสองประเทศกันบ้างก็ได้ แต่ไม่อาจถือเป็นการประชุมภาคีสมาชิกกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง 

     ขั้นตอนที่สองซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญและเป็นเนื้อหาสาระของการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงในครั้งนี้เป็นการประชุมเพื่อพิจารณาอนุมัติแผนการปฏิบัติของประเทศภาคีสมาชิกเพื่อให้บรรลุมรรคผลตามข้อตกลงในการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขง ตามที่ทำความตกลงกันไว้ตามปฏิญญาซันย่า ซึ่งเป็นมติของที่ประชุมสุดยอดที่เมืองซันย่า มณฑลไหหลำ ประเทศจีน 

     สรุปก็คือประเทศไทยได้ตกลงกับภาคีสมาชิกทั้งหมดที่จะร่วมกันพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงให้เป็นแม่น้ำแห่งการเดินเรือท่องเที่ยวระดับโลกที่หลากหลายวัฒนธรรมที่สวยงามที่สุดและยาวที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รวมทั้งการพัฒนาแม่น้ำโขงให้เป็นแม่น้ำแห่งการเดินเรือขนส่งสินค้า ซึ่งจะสามารถเดินเรือได้ตลอดทั้งปี 

     เมื่อไปทำข้อตกลงกันไว้แล้ว โดยเกียรติยศและศักดิ์ศรีระหว่างประเทศก็ต้องมีการปฏิบัติตามข้อตกลงนั้นให้เป็นผลสำเร็จ และเพื่อการปฏิบัติดังกล่าวจึงมีการจัดทำแผนการปฏิบัติโดยเฉพาะคือแผนพัฒนาประเทศกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขงเพื่อให้รองรับกับการพัฒนาแม่น้ำโขงด้วย 

     อันการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงนั้นแบ่งออกได้เป็นสองส่วน คือ 

     ส่วนที่หนึ่ง คือการขุดลอกเกาะแก่งในแม่น้ำโขงเพื่อให้สามารถรองรับการเดินเรือได้ตลอดทั้งปี ซึ่งจะมีการเดินเรือท่องเที่ยวขนาดยักษ์ที่ประการท่องเที่ยวนานาชาติ โดยอาจจะมีนักท่องเที่ยวใช้เส้นทางนี้ปีละกว่าสิบล้านคน และยังประกอบด้วยข้อตกลงในการปล่อยน้ำให้สามารถเดินเรือได้ตลอดทั้งปี ซึ่งจีน พม่า และลาว จะร่วมกันปล่อยน้ำให้เพียงพอตลอดทั้งปี 

     ในส่วนนี้จีนรับผิดชอบในการขุดลอกเกาะแก่งในแม่น้ำโขงทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เกาะแก่งนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของพม่าและลาว ยกเว้นเฉพาะแม่น้ำโขงที่เป็นเส้นแบ่งไทย-ลาว ที่เกาะแก่งทั้งหมดเป็นของลาวตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ยกเว้นแปดแก่งเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้ฝั่งไทยเท่านั้น 

     ขณะนี้การดำเนินการขุดลอกแม่น้ำโขงใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว คือการขุดลอดช่วงจีนมายังแม่น้ำโขงตอนกั้นระหว่างพม่ากับลาวเสร็จแล้ว แต่ไม่สามารถขุดลอกลงมายังแม่น้ำโขงส่วนที่กั้นระหว่างไทยกับลาวได้ เพราะมีกลุ่มมวลชนเล็ก ๆ คัดค้านแล้วมีคนหยิบฉวยเอาเป็นประเด็นใหญ่เพื่อจะล้มโครงการนี้ ดังนั้นภาคีสมาชิกทั้งหมดจึงตกลงกันให้ตัดเส้นทางที่บริเวณปลายสุดของชายแดนพม่าเข้าไปยังประเทศลาวไปออกที่หลวงพระบาง จากนั้นก็เชื่อมต่อไปยังแม่น้ำโขงของประเทศเวียดนามและกัมพูชา 

     รวมความก็คือประเทศไทยผิดข้อตกลงตามปฏิญญาซันย่า และทำให้ประเทศไทยไม่สามารถเชื่อมต่อการใช้ลุ่มแม่น้ำโขง ไม่ว่าในการท่องเที่ยวหรือการขนส่งสินค้าได้เหมือนกับประเทศเพื่อนบ้าน ยังคงต้องใช้เรือหางยาวข้ามฟาก และต้องขนสินค้าไปขายผ่านประเทศลาวหรือเวียดนามต่อไป กลายเป็นว่าประเทศไทยต้องกินน้ำใต้ศอกชาติอื่นแทนที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากภูมิยุทธศาสตร์อันยอดเยี่ยมของประเทศไทย 

     ส่วนที่สอง คือการพัฒนาประเทศภาคีสมาชิกให้รองรับกับการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งมีการจัดทำแผนการพัฒนา แต่ประเทศไทยยังไม่พร้อม ดังนั้นในการประชุมครั้งนี้จึงมีแต่การพัฒนาแผนพัฒนาประเทศลาว เวียดนาม และกัมพูชาเพื่อให้รองรับกับการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะการกำหนดอัตราเพิ่มของปริมาณการค้าระหว่างกัน ซึ่งตัวเลขนั้นคงไม่เกี่ยวกับประเทศไทย 

     รวมความว่าในการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงครั้งนี้ ประเทศไทยไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ ในการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขง และยังไม่สามารถเชื่อมต่อใด ๆ เพื่อการเดินเรือท่องเที่ยวหรือเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ในแม่น้ำโขง ในขณะที่ประเทศสมาชิกอื่นเขาดำเนินการกันอย่างคึกคัก 

     ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมผลการประชุมครั้งนี้จึงไม่มีการพูดถึงการดำเนินการใด ๆ ของประเทศไทย และทำให้ประเทศไทยกลายเป็นผู้เข้าประชุมเหมือนกับเป็นผู้สังเกตการณ์เท่านั้น 

     ต้องติดตามดูกันต่อไปว่าการสกัดเส้นทางสายไหมที่ทั่วโลกเขาทำกันอย่างคึกคักนั้น จะประสบผลสำเร็จหรือไม่? และใครจะได้รับผลดี ผลร้ายต่อไปในอนาคต? 

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๑ เวลา ๑๓:๓๗ น.
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License