ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
วัดใจสนช.ยื่นศาลตีความก.ม.ลูกป.ป.ช.-โผล่อีกนาฬิกา"บิ๊กป้อม พิมพ์ อีเมล
ข่าว - ข่าวเด่น
เขียนโดย คมชัดลึกออนไลน์   
วันอังคารที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๑ เวลา ๐๙:๑๖ น.
ยังคงเป็นปมที่หาทางออกไม่ได้สำหรับร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) ที่ต่ออายุป.ป.ช.โดยยกเว้นลักษณะต้องห้ามเพื่อให้กรรมการป.ป.ช.ชุดปัจจุบันอยู่ต่อ ซึ่งก่อนหน้านี้แม้จะมีหลายฝ่ายเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ส่งเรื่องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแต่จนถึงขณะนี้เรื่องดังกล่าวยังไม่สามารถหาข้อยุติได้

หนุนสนช.ยื่นศาลรธน.ตีความ

เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่รัฐสภา นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 1 กล่าวถึงที่สนช.จะเข้าชื่อเพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) ที่ต่ออายุป.ป.ช.โดยยกเว้นลักษณะต้องห้ามเพื่อให้กรรมการป.ป.ช.ชุดปัจจุบันอยู่ต่อตามที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) เสนอแนะว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดเป็นเพียงความเห็นของสมาชิกสนช.บางส่วนที่เห็นว่า น่าจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่ จะได้เป็นแนวปฏิบัติให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป เพราะคำวินิจฉัยในกรณีผู้การตรวจแผ่นดินไม่ครอบคลุมไปถึงเรื่องดังกล่าว ซึ่งเห็นว่า หากสังคมสงสัยแล้วสามารถทำให้ข้อสงสัยได้ข้อยุติก็จะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย รวมถึงต่อการทำงานของป.ป.ช.ในอนาคตเพื่อไม่ให้มีข้อครหา และควรจะแก้ไขก่อนที่จะมีการนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อจะได้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าว สมาชิกสนช.คงต้องพูดคุยกันเอง และควรจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญก่อนที่ประธานสนช.จะเสนอร่างกฎหมายต่อนายกฯ โดยสมาชิกจะยื่นผ่านประธานสนช.หรือจะดำเนินการเองก็ได้
  นายสุรชัย กล่าวว่า ร่างพ.ร.ป.ดังกล่าวผ่านกรอบเวลา 15 วันการโต้แย้ง ซึ่งทาง กรธ.และป.ป.ช.ก็ไม่ได้โต้แย้ง อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่า เมื่อผ่าน 15 วันในขั้นตอนการโต้แย้งแล้ว ประธานสนช.จะต้องเสนอร่างกฎหมายต่อให้นายกฯ ภายในกี่วัน ดังนั้น ในระหว่างนี้ถ้าสมาชิกสนช.ยังติดใจก็ถือว่าเป็นสิทธิที่จะเข้าชื่อกันจำนวน 25 คนขึ้นไปเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้

“ศรีสุวรรณ”ชงนายกฯยื่นศาลรธน.

ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ (กพร.) นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ในมาตรา 185 ว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งเห็นว่าพ.ร.ป.ดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ หากนำไปบังคับใช้จะก่อให้เกิดปัญหาในระบบนิติธรรมตามมา เนื่องจากกรณีที่ไม่รีเซตกรรมการป.ป.ช.ทั้งที่กรรมการบางคนมีคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญปี 2560 เช่น พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช. เนื่องจากเคยเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง

นายศรีสุวรรณ กล่าวต่อว่า หากนายกฯ ไม่ดำเนินการตามคำร้องจะถือว่าเพิกเฉยต่อการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 โดยตนจะดำเนินการตามช่องทางต่อไป และสนช.ที่โหวตเห็นชอบร่างพ.ร.ป.ดังกล่าว ถือว่ากระทำการเอื้อประโยชน์ต่อกรรมการป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน ซึ่งอาจจะเข้าข่ายความผิดเหมือนส.ส.ที่โหวตผ่านพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งตนจะยื่นเอาผิดด้วย

“อ๋อย”ชี้คสช.พังแน่ถ้าให้อยู่ต่อ

ขณะที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ถ้าป.ป.ช.ชุดนี้อยู่ได้ คสช.ก็พังแน่ ทั้งคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการป.ป.ช.ถูกกำหนดอยู่ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด พ.ร.ป.จะหักล้างหรือขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้ คุณสมบัติของกรรมการป.ป.ช.อยู่ในรัฐธรรมนูญในมาตรา 232 ส่วนลักษณะต้องห้ามของผู้ที่เป็นกรรมการป.ป.ช.อยู่ในรัฐธรรมนูญมาตรา 216 ถ้าเป็นข้าราชการประจำจะต้องเคยเป็นอธิบดีหรือเทียบเท่ามาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และถ้าเคยเป็นข้าราชการการเมืองต้องพ้นจากตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปีกรรมการบางคนขาดคุณสมบัติ บางคนเข้าลักษณะต้องห้าม โดยเฉพาะประธานป.ป.ช.ขาดทั้งคุณสมบัติและเข้าลักษณะต้องห้ามด้วย จึงไม่สามารถเป็นกรรมการป.ป.ช.ตามรัฐธรรมนูญนี้ได้

นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า สนช.จะทำได้อย่างมากก็คือกำหนดใน พ.ร.ป.ให้กรรมการป.ป.ช. ชุดนี้พ้นไปทันทีที่พ.ร.ป.ใช้บังคับ แต่ให้รักษาการต่อไปจนกว่าจะมีกรรมการป.ป.ช.ชุดใหม่ หรือ มากกว่านั้นก็คือให้กรรมการป.ป.ช.ชุดนี้ยังอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะมีกรรมการป.ป.ช.ชุดใหม่ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ไม่ใช่ให้ชุดนี้เป็นไปจนครบวาระ ทั้งที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามอย่างที่เป็นอยู่ การต่ออายุจึงขัดรัฐธรรมนูญแน่นอน หากป.ป.ช.ชุดนี้ยังทำหน้าที่ต่อไปก็เท่ากับเรากำลังมีป.ป.ช.ที่ตั้งโดยการแทรกแซงของคสช. จนได้คนของคสช.มาคุมป.ป.ช. ปัญหาก็คือถ้าคสช.ทำสำเร็จ ตั้งรัฐบาลนายกฯ คนนอกได้ ใครจะตรวจสอบรัฐบาล จะไม่เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นกันใหญ่หรือ นี่หรือคือรัฐธรรมนูญปราบโกง นี่หรือคือที่คสช.บอกว่าเข้ามาเพื่อปราบคอร์รัปชั่น หากปล่อยให้ป.ป.ช.ชุดนี้ทำหน้าที่ต่อไป ไม่แก้พ.ร.ป. ป.ป.ช. ให้ถูกต้อง คสช.เตรียมพังทั้งระบบได้เลย
“วัชรพล”ไม่หวั่น“สนช.”ยื่นศาลรธน.

เวลา 10.00 น. ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอลเวนชั่น หลักสี่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีสมาชิกสนช.บางส่วนเตรียมยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ในประเด็นการต่ออายุกรรมการป.ป.ช. ว่า ไม่กังวล แต่ดีใจ และตัวคณะกรรมการป.ป.ช. คงน่าจะดีใจ เพราะถ้ามันยังคลุมเครือ ไม่อยากให้การทำงานในอนาคตมีปัญหา ผู้ที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ หรือนายกฯ ถ้าจะมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตนก็ดีใจ เพื่อจะได้ชัดเจน และในความจริงแล้วกรรมการป.ป.ช.ที่จะได้รับผลกระทบมีแค่ 2 คนคือ ตน และนายวิทยา อาคมพิทักษ์ กรรมการป.ป.ช. เท่านั้น ในเรื่องลักษณะต้องห้าม ยังเหลือกรรมการป.ป.ช. อีก 7 คนที่ยังสามารถทำงานได้อยู่แล้ว หากตนต้องพ้น เขาสามารถสรรหาใหม่ได้ ไม่มีอะไรต้องกังวลเลย

“ยืนยันว่า ผมอยากให้ไปศาลรัฐธรรมนูญ เพราะวันนี้มีกรรมการป.ป.ช. 2 คนที่เป็นประเด็นคือ ผมกับนายวิทยา ซึ่งแล้วแต่นักกฎหมายบางคนจะตีความ แต่วันนี้สนช.ตีความไปแล้ว โหวตไปแล้ว ถ้าใครคิดว่าไม่ถูกต้อง เพื่อความสบายใจ โดยส่วนตัวอยากให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ 100 เปอร์เซ็นต์ หากว่าไปแล้วมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ผมพร้อมที่จะพ้นจากหน้าที่ ดีกว่าที่จะทำหน้าที่แล้วทุกคนบอกว่าผมมีสภาพร้ายแรง ทำให้มติเสียไป กลายเป็นว่าผมกับนายวิทยาทำให้มติของคณะกรรมการป.ป.ช. ที่ถูกต้องเสียไป ดังนั้น ทำให้ชัดเจนไปเลย แล้วถ้าวันหนึ่งผมพ้นจากตำแหน่ง จะขอบคุณเลย มาเซย์กู๊ดบาย แต่ถ้าไม่พ้น จะต้องทำงานหนักกว่าเดิม ทำอย่างไรให้ชัดเจนและโปร่งใส” พล.ต.อ.วัชรพล กล่าว

ลั่นหากขัด “รธน.” พร้อมไขก๊อก

ผู้สื่อข่าวถามว่า ดูเหมือนการยื่นตีความในครั้งนี้ จะพุ่งเป้ามาที่ตัวประธานป.ป.ช. เป็นหลัก พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ยิ่งดีเลย ไม่เคยหวั่นไหว ชอบมากด้วย พูดเสมอ และไม่เคยเดินหนีปัญหา ขอให้ว่ากันไปตามข้อกฎหมายอย่างแท้จริง เป็นคนตรงไปตรงมา ไม่มีปิดบัง พูดตรงๆ พ้นก็พ้น ไม่พ้นก็ต้องทำ และต้องทำให้ดีกว่าเดิมด้วย

 
เมื่อถามว่า นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เตรียมจะยื่นให้ป.ป.ช. ตรวจสอบสนช. ที่ให้ความเห็นชอบเรื่องการต่ออายุกรรมการป.ป.ช. เช่นกัน ตรงนี้ยิ่งทำให้เรื่องซับซ้อนมากขึ้นหรือไม่ พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ถ้ามีการยื่นเรื่องมาคงต้องมาพิจารณาว่าเข้าข่ายเรื่องที่จะรับไว้หรือไม่ ไม่ใช่ใครมาร้องเราต้องรับหมด มันมีกระบวนการ ขั้นตอน และรายละเอียดที่ต้องพิจารณาอีกที อย่างไรก็ตาม ตนเป็นหนึ่งในกรรมาธิการพิจารณากฎหมายดังกล่าว แต่ไม่ได้เข้าพิจารณาในมาตราเกี่ยวกับวาระของกรรมการป.ป.ช. และคิดว่า เรื่องนี้เป็นดุลพินิจของ สนช.ที่ได้มีมติเห็นชอบไปแล้ว แต่ถ้าจะมีการตีความกฎหมายต่างกัน ไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น

ประธานป.ป.ช. กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้วคณะกรรมการป.ป.ช. ได้มีมติว่า ไม่มีข้อความใดในร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ จึงได้ส่งร่างกลับไปให้ สนช.แล้ว ส่วนจะมีการตั้งคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่ายหรือไม่ อยู่ที่หน่วยงานอื่นจะมีความเห็นแย้งหรือไม่ แต่ ป.ป.ช.ไม่มี
ปัดฟันอดีต “40 ส.ส.เพื่อไทย”

 นอกจากนี้ พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวถึงกรณีนายวรชัย เหมะ อดีตส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ระบุอนุกรรมการไต่สวนอดีต 40 ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่เข้าชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมโดยมิชอบ เตรียมสรุปสำนวนส่งให้ที่ประชุมป.ป.ช.ลงมติชี้มูลความผิด ว่า เรื่องดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนที่มี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการป.ป.ช. เป็นประธานคณะอนุกรรมการไตส่วน อยู่ระหว่างการดำเนินการของอนุกรรมการไต่สวน ยังไม่ได้นำเสนอเรื่องเพื่อให้นำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช. แต่อย่างใด และไม่คิดว่าจะรวดเร็วจากที่เป็นข่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าเรื่องดังกล่าวถูกตั้งข้อสังเกตว่า ป.ป.ช.จะใช้คดีนี้ในการล้างบาง ส.ส.พรรคเพื่อไทย พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ยืนยันว่า ได้กำชับเจ้าหน้าที่ของป.ป.ช.ว่า สิ่งที่ทำให้ป.ป.ช.เป็นที่เชื่อถือของคนในสังคมได้ ทุกอย่างต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นธรรม เป็นไปตามพยานหลักฐาน นอกจากนั้นตามกฎหมายใหม่ สามารถตรวจสอบมติการไต่สวนของป.ป.ช.ได้ ฉะนั้นไม่มีใครกล้า



“มาร์ค” อัด สนช.ไม่มีมาตรฐาน

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในรายการต้องถาม ถึงกรณีกระแสข่าวสมาชิก สนช.อาจจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความคุณสมบัติของคณะกรรมการป.ป.ช.ว่า ในวันนี้แทบไม่อยากแสดงความคิดเห็นอะไร เพราะการให้ดำรงตำแหน่งอยู่ต่อหรือไม่ของคณะกรรมการองค์กรอิสระต่างๆ ไม่มีมาตรฐาน และทุกอย่างกลายเป็นดุลพินิจของ สนช.ว่าจะทำอย่างไร แต่เมื่อมีคนติดใจและหากยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ก็คงจะสร้างความลำบากใจ กระอักกระอ่วนพอควร ซึ่งศาลคงต้องคิดให้ได้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร เพราะมีคนในองค์กรมีส่วนได้ส่วนเสียพัวพันไปด้วย
“เรื่องการให้อยู่ต่อหรือไม่อยู่ต่อ ถ้ายึดหลักการมากกว่าตัวบุคคลก็จะพิจารณาได้ง่าย คนที่เขียนบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญควรตัดสินใจว่าเมื่อกำหนดมาตรฐานใหม่แล้วให้ใช้ทันทีไหม เทียบกับคนมีประสบการณ์จะให้ทำงานต่อไหม ซึ่งน่าจะกำหนดหลักให้ชัดตั้งแต่เขียนบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

จี้“บิ๊กป้อม”แจงนาฬิกาหรู20เรือน

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อถึงกรณีนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่ปัจจุบันปรากฏให้เห็นถึง 20 เรือน ว่า ไม่มีอะไรซับซ้อน ก่อนอื่นต้องพิสูจน์ว่านาฬิกามีอยู่จริงหรือไม่ ถ้าจริงต้องอธิบายว่าเป็นของใคร และถ้ามั่นใจในคำชี้แจงก็ไม่มีอะไรเสียหายที่จะบอกต่อสาธารณชน แต่ที่น่าเป็นห่วงคือขณะนี้ประชาชนเริ่มไม่พอใจกับเรื่องที่ยืดเยื้อ จะส่งผลต่อนายกรัฐมนตรีด้วย เพราะเป็นเรื่องกระทบต่อภาพลักษณ์ ถ้ายังจำกันได้ในสมัยที่เป็นรัฐบาล เพียงแค่เกิดเรื่องราวขึ้นยังไม่ได้พิสูจน์ว่าจริงหรือไม่ นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข หรือกรณีนายวิฑูรย์ นามบุตร อดีต รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยังขอลาออก เพื่อตัดไฟแต่ต้นลมไม่อยากให้เกิดปัญหา โดยจำคำพูดของนายวิทยาได้ว่า “ไม่อยากเป็นภาระของรัฐบาล”
ดักคอ“บิ๊กตู่”อย่าอ้างปชต.แบบไทย

ส่วนกรณี พล.อ.ประยุทธ์ระบุต้องมีประชาธิปไตยแบบไทยนิยม ว่าไม่ทราบว่าประชาธิปไตยไทยนิยมเป็นอย่างไร แต่ต้องระมัดระวัง เพราะคำดังกล่าวมีความหมายค่อนข้างชัด ความเป็นไทยในประชาธิปไตยแบบไทยๆ อยู่ที่ไหน และมีเรื่องอะไรที่เป็นแบบไทยๆ บ้าง ตอนนี้คงบอกได้แบบเดียวว่าไม่เป็นสากลก็เลยเป็นไทย ซึ่งไม่เคยปฏิเสธว่าการปรับให้เข้าสังคมวัฒนธรรมนั้นมีความจำเป็น แต่คงไม่ใช่นำเรื่องนี้เป็นข้ออ้างเพื่อยกเว้นไม่ปฏิบัติตามหลักพื้นฐาน แต่ยังอยากที่จะใช้คำที่ดูเป็นเรื่องดี เป็นสากล

“หลังการเลือกตั้งครั้งหน้า ถ้า ส.ส.เกินกึ่งหนึ่งที่มาจากการเลือกตั้งจะจัดตั้งรัฐบาล ไม่ควรจะมีการใช้อำนาจวุฒิสภาฝืนเจตนา เพราะไม่ใช่ประชาธิปไตย หรืออย่าไปใช้คำว่าประชาธิปไตยแบบไทยนิยม ผมต้องถามกลับว่าความเป็นไทยของวุฒิสภามีมากกว่าความเป็นไทยของการเลือกตั้งโดยคนไทยมากน้อยเพียงใด หากอ้างว่าทำตามรัฐธรรมนูญ ก็ขอชี้แจงว่ารัฐธรรมนูญนิยมกับประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เพราะในประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยก็มีรัฐธรรมนูญเช่นกัน หากยังจำกันได้ในสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีคำว่าประชาธิปไตยครึ่งใบ ซึ่งผมคิดว่าอย่างน้อยยังมีความตรงไปตรงมา ยอมรับเป็นประชาธิปไตยครึ่งหนึ่ง แต่อีกครึ่งไม่เป็น แต่ไม่ใช่บอกว่าเป็นประชาธิปไตยเต็มที่เพราะมันไม่ได้เป็น” นายอภิสิทธิ์กล่าว

ร้องสอบ“บิ๊กตู่”ปล่อยรมต.ถือหุ้น

ที่สำนักงานป.ป.ช. นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. โดยนายวัชระกล่าวว่า ขอให้ป.ป.ช. ตรวจสอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ที่ละเว้นไม่ดำเนินการกับรัฐมนตรีที่ถือหุ้นในบริษัทเอกชน โดยเฉพาะนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ที่ยังไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ กับหุ้นที่ตัวเองมีส่วนรับผิดชอบ โดยเรื่องนี้ถือเป็นอำนาจของ ป.ป.ช.ที่จะสามารถดำเนินการได้ ส่วนอีกเรื่องคือ ขอให้ ป.ป.ช.ได้พิจารณาพฤติกรรมของสมาชิก สนช. ที่ผ่านร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. .... โดยเฉพาะการต่ออายุให้แก่กรรมการ ป.ป.ช. ว่าเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ส่วนตัวมองว่าถ้าพรรคเพื่อไทยมีความผิดในกรณีเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม สนช.จะมีความผิดแบบเดียวกันหรือไม่ เพราะเป็นการอนุมัติในลักษณะเดียวกัน

ค้านผู้สมัคร ส.ส.จัดมหรสพหาเสียง

วันเดียวกัน นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) กล่าวถึงกรณีร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ สนช.อาจจะมีการบัญญัติให้ในระหว่างการเลือกตั้งอนุญาตให้ผู้สมัคร ส.ส.จัดเวทีหาเสียง มีการแสดงมหรสพรื่นเริง เพื่อจูงใจให้ประชาชนมาฟังการหาเสียง โดยให้เป็นค่าใช้จ่ายของผู้สมัคร ในวงเงิน 1.5 ล้านบาทต่อคนว่า เรื่องนี้ขอคัดค้านอย่างเต็มที่ หากเป็นเช่นนี้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครทั่วประเทศ ทั้ง 350 เขต ก็จะต้องหาเงินจากนายทุนพรรคมาดำเนินการลงทุนพรรคละไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท พรรคการเมืองจะกลับกลายเป็นบริษัทลงทุนทางการเมือง แล้วเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ ทุจริตจากรัฐ ถอนทุนคืนพร้อมแสวงหากำไรด้วย จะเป็นการทำลายการปฏิรูปการเมือง

“ดังนั้น จึงเสนอว่าควรให้ผู้สมัคร และพรรคการเมือง เสียแต่เงินค่าสมัคร 1 หมื่นบาท แต่ไม่ต้องเสียเงินค่าประชาสัมพันธ์หาเสียง เพราะรัฐโดย กกต. ต้องเป็นผู้ดำเนินการประชาสัมพันธ์หาเสียงให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคการเมือง ให้ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทุกคนได้รับข้อมูลผู้สมัครและพรรคครบถ้วน อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เพื่อประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงจะได้ใช้ดุลพินิจตัดสินคัดสรรเลือกผู้สมัคร ส.ส. ด้วยข้อมูลที่เปิดเผยและเท่าเทียมกัน ปราศจากการให้อามิสสินจ้างใด ดังนั้นจึงเห็นว่าหาก สนช.เปิดช่องอนุญาตให้ผู้สมัคร ส.ส.ลงทุนจัดมหรสพหาเสียงได้ในวงเงิน 1.5 ล้านบาทต่อราย เท่ากับทำลายหลักการปฏิรูปการเมืองที่สำคัญที่สุด ทั้งที่การจัดมหรสพให้ฟรี เพื่อหาเสียงเป็นการให้อามิสสินจ้างซื้อเสียงอีกรูปแบบหนึ่ง ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตไม่เที่ยงธรรม เกิดความเหลื่อมลํ้า มือใครยาวสาวได้สาวเอา สนับสนุนพรรคนายทุนการเมืองเอาเปรียบพรรคของประชาชน และมีผลให้คำสั่ง คสช.ฉบับที่ 53/2560 ที่ต้องการปฏิรูปพรรคการเมืองให้เกิดความเที่ยงธรรมและลดความเหลื่อมลํ้าระหว่างพรรคการเมืองต้องสูญเปล่าและเสียหลักการไปด้วย” นายไพบูลย์ กล่าว

"บิ๊กฉัตร” ไม่รู้เล่นแชร์แลกนาฬิกาหรู

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปฏิเสธถึงกรณีกระแสข่าวว่าในวงการทหารและนักธุรกิจระดับสูงมีการเล่นแชร์นาฬิกาสลับกันใส่ ถึงทำให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม มีนาฬิกาใส่หลายเรือนว่า "ไม่ทราบจริงๆ เพราะไม่ได้ไปเล่นแชร์ด้วย”

นาฬิการบิ๊กป้อมโผล่เรือนที่23

วันเดียวกัน เพจเฟซบุ๊ก CSI LA แฉไม่หยุดนาฬิกาหรูเรือนที่ 23 ของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นภาพถ่ายในงานเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน2557 เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกระทรวงกลาโหม ประจำปี 2557ณ วัดอนงคารามวรวิหาร แขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร

โดยนาฬิกาที่สวมใส่เรือนนี้เป็น Patek Philippe รุ่น Complications รหัส 5396/1G-001 ทำจากทองคำ 18K ราคาตลาดอยู่ที่ 2.3 ล้านบาท
“สมชัย”ค้านหนุนทำดีเบต“ผู้นำ”ดีกว่า

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กล่าวถึงกรณีแนวคิดในการร่างกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ให้มีการแสดงมหรสพในการหาเสียงได้ โดยให้ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการหาเสียงและมีการกำหนดเพดานค่าใช้จ่ายอยู่แล้วนั้น ว่า วิธีการคิดดังกล่าวเป็นการคิดตื้นๆ แบบชั้นเดียว เนื่องจากแม้ค่าใช้จ่ายในการหาเสียงของ ส.ส.แต่ละคนจะเท่ากัน แต่พรรคที่ส่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อมากกว่า เช่น ส่งเต็มจำนวน 150 คน จะมีตัวคูณในการคำนวณค่าใช้จ่ายของพรรคมากกว่าพรรคที่ส่งน้อยกว่า ดังนั้นการมีเงินจ้างวงที่มีชื่อเสียง พรรคใหญ่จะมีศักยภาพทำได้มากกว่าพรรคเล็ก นอกจากนี้ต้องยอมรับว่า ค่าจ้างศิลปิน หรือการแสดงเป็นเรื่องที่ไม่มีอัตราแน่นอนขึ้นอยู่กับความพอใจระหว่างผู้จ้างและผู้รับจ้าง การเชิญดาราดังระดับประเทศมาปรากฏตัวครึ่งชั่วโมง อาจเป็นหลักแสน หรือไม่คิดเงินก็ยังเป็นไปได้หากรู้จักสนิทชิดเชื้อกัน ดังนั้นการควบคุมค่าใช้จ่ายจึงเป็นเรื่องที่ยาก ทั้งนี้ หากจะแสดงมหรสพควรเป็นเวทีกลางและเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนของ กกต.หรือทางราชการเพื่อชวนเชิญคนมาฟังการหาเสียง และต้องทำอย่างเท่าเทียม ไม่ควรให้เป็นเรื่องของแต่ละพรรค

“อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นสาระกลับไม่ทำคือการดีเบตระหว่างหัวหน้าพรรคที่หวังจะตั้งรัฐบาล ผมเคยเสนอในกฎหมายไปว่า ให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครเกินกว่าครึ่งของจำนวนเขตเลือกตั้งทั้งหมด หรือส่งผู้สมัครเขต 175 คนขึ้นไป ต้องถูกบังคับเข้าสู่การดีเบตที่จัดโดย กกต. เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสฟังวิสัยทัศน์หรือแนวคิดในการบริหารบ้านเมืองตลอดจนไหวพริบปฏิภาณ บุคลิกภาพความเป็นผู้นำของคนเหล่านี้ ผู้ร่างกฎหมายกลับตัดออก บอกว่าให้เป็นเรื่องของความสมัครใจ สิ่งที่เป็นสาระกลับไม่คิด คิดแต่เรื่องไม่เป็นสาระ” นายสมชัย กล่าว

คสช.สั่งทุกส่วนแจงเหตุใช้ม.44

ที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. กล่าวภายหลังการประชุมสำนักงานเลขาธิการคสช. ที่มี พล.อ.สสิน ทองภักดี รองผู้บัญชาการทหารบก (รองผบ.ทบ.) ในฐานะรองเลขาธิการคสช. เป็นประธานการประชุมว่า ที่ประชุมให้ความสำคัญกับการทำงานของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ในระดับพื้นที่ เพื่อคลี่คลายปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร ซึ่งจำเป็นที่จะต้องได้รับการดูแลและสร้างความเข้าใจในทุกความเดือดร้อน เป็นไปตามกลไกและมาตรการที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ทั้งนี้ในช่วงเวลาที่ผ่านมามีบางประเด็นที่อาจถูกนำไปสร้างให้เกิดความเข้าใจผิดและสร้างความสับสน ซึ่งกกล.รส.และส่วนราชการที่รับผิดชอบจะต้องเร่งเข้าชี้แจงให้เกิดความเข้าใจในข้อมูลที่ถูกต้อง รวมถึงสร้างการรับรู้ให้ประชาชนเข้าถึงกิจกรรมหรือโครงการของภาครัฐที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรง

ชี้เฉพาะปมเร่งด่วนของประเทศเท่านั้น

พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามีการเสนอใช้มาตรา 44 ในการดำเนินงานหรือแก้ไขปัญหา ทั้งในส่วนของภาครัฐและภาพรวมของประเทศนั้น ขอย้ำในเจตนาของคสช. ในเรื่องนี้ว่ามีการใช้เท่าที่จำเป็น เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ การบริหารราชการแผ่นดินใช้เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และใช้เพื่อการปฏิรูป บริหารทรัพยากรธรรมชาติเพื่อส่วนรวม ยกระดับคุณภาพชีวิต ส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เป็นต้น จึงขอให้ทุกส่วนงานได้ชี้แจงทำความเข้าใจในเจตนารมณ์ดังกล่าวให้สังคมได้รับทราบอย่างต่อเนื่องด้วย

“บิ๊กป้อม”เร่งยุทธศาสตร์ความมั่นคง

 
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานประชุมคณะกรรมการนโยบายและอำนวยการพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงแห่งชาติ(นพช.) โดยภายหลังประชุม พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขาธิการสมช. แถลงว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบเรื่องพิจารณาสองเรื่องคือ 1.การแต่งตั้งอนุกรรมการเฉพาะกิจทบทวนและปรับปรุงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงของชาติ พ.ศ.2558 เพื่อรองรับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ 2.พิจารณาร่างยุทธศษสตร์การพัฒนาพื้นที่เพื่อเสริมความมั่นคงของชาติ พ.ศ.2561-2564 ทั้งนี้ ในที่ประชุม พล.อ.ประวิตร เร่งรัดการจัดทำยุทธศาตร์การพัฒนาเพื่อความมั่นคงเฉพาะพื้นที่ ที่มีสมช.เป็นหน่วยงานรับผิดชอบระดับนโยบายในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ เพื่อบูรณาการความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ป้องกัน แก้ไข และลดเงื่อนไข ปัญหาที่กระทบต่อความมั่นคง โดยมุ่งเน้นพัฒนาคน และชุมชนในพื้นที่เป้าหมายที่มีความเสี่ยงทางความมั่นคง
“จอน อึ๊งภากรณ์”ล่าชื่อเลิกคำสั่งคสช.

ที่ลานปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลุ่มเครือข่ายภาคประชาชน 24 เครือข่าย แถลงข่าวเปิดตัวโครงการเสนอกฎหมายประชาชนเพื่อยกเลิกประกาศและคำสั่ง คสช. 35 ฉบับ ในหัวข้อ “ปลดอาวุธ คสช. ทวงคืนสถานการณ์ปกติ” จากนั้นนายจอน อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน(ไอลอว์) ได้กล่าวแถลงการณ์ตอนหนึ่ง ระบุว่า ตลอดระยะเวลาที่คสช.เข้ามาเป็นระยะเวลา 3 ปี 8 เดือน โดยควบคุมอำนาจโดยอ้างความชอบธรรมจากสถานการณ์ไม่ปกติทางการเมืองใช้อำนาจพิเศษออกประกาศคำสั่งคสช.รวม 533 ฉบับ โดยที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 รับรองให้ประกาศและคำสั่งทั้งหมด มีสถานะเป็นกฎหมาย และมีผลบังคับใช้เรื่อยไป จนกว่าจะมีการออกพระราชบัญญัติมายกเลิก ซึ่งจำนวน 533 ฉบับมีอย่างน้อย 35 ฉบับ ที่อาจมีเนื้อหาในทางละเมิดสิทธิเสรีภาพสิทธิทางการเมือง สิทธิในกระบวนการยุติธรรม และสิทธิชุมชนของประชาชน รวมถึงจำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชน อาทิ คำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 ที่ให้อำนาจทหารเรียกตัวประชาชนมารายงานตัว และควบคุมตัวในสถานที่ปิดลับ โดยไม่ตั้งข้อกล่าวหาเป็นเวลา 7 วัน รวมทั้งห้ามประชาชนชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ประกาศคสช.ฉบับที่ 37/2557 กำหนดให้คดีบางประเภทของพลเรือนต้องขึ้นศาลทหาร ฉบับที่ 97/2557 และฉบับที่ 103/2557 ที่จำกัดแนวทางการนำเสนอเนื้อหาของสื่อมวลชน เป็นต้น ทั้งที่รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2560 ได้รับรองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน ดั้งนั้น ประกาศและคำสั่งของคสช.เหล่านี้ จึงอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่เจ้าหน้าที่รัฐกลับยังอ้างอิง และนำประกาศเหล่านี้มาบังคับใช้โดยตลอด อย่างไรก็ตามในปีนี้เป็นช่วงเวลาที่ต้องเดินหน้าตามโรดแม็พไปสู่การเลือกตั้งและพาประเทศกลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหากประกาศและคำสั่งของคสช. ยังมีผลบังคับใช้อยู่ จะส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรม รวมทั้งไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการพาประเทศกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เบื้องต้นเครือข่ายภาคประชาชนจึงเห็นควรเสนอให้ยกเลิกประกาศและคำสั่งคสช.ในเบื้องตันจำนวน 35 ฉบับ โดยจะรวบรวมรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 1 หมื่นรายชื่อ เพื่อเตรียมเสนอร่างพระราชบัญญัติยกเลิกประกาศ คำสั่งคสช.และคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย พ.ศ....(ฉบับประชาชน) เพื่อปลดอาวุธคสช. ทวงคืนสถานการณ์ปกติ

นายจอน กล่าวต่อว่า หลังจากรวบรวมรายชื่อได้ครบแล้วทางเครือข่ายตกลงว่าจะไม่เสนอร่างกฎหมายต่อสนช. แต่จะเสนอสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง โดยจะเป็นการรวบรวมรายชื่อไว้ก่อน และหวังว่าประชาชนจะมาร่วมลงชื่อเพื่อเป็นแรงกดดันให้มีการยกเลิกคำสั่งคสช.โดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวล่ารายชื่อนั้น ทางกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนเชื่อว่ามีหลายรูปแบบ อาทิ การลงรายชื่อผ่านเว็บไซต์ https://www.ilaw.or.th เป็นต้น โดยที่ทางกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนจะพยายามไม่ให้กระทบหรือขัดต่อกฎหมาย
 
ที่มา : คมชัดลึกออนไลน์
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License