ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
คำอธิบายรัฐธรรมนูญ 2557 ฉบับประชาชน พิมพ์ อีเมล
Q&A - ไขข้อสนใจจากไพศาล
วันพุธที่ ๒๓ กรกฏาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๕:๔๒ น.
โดย นายไพศาล พืชมงคล

1. เหตุผลในการยึดอำนาจ 

      รัฐธรรมนูญนี้ได้ระบุเหตุผลในการยึดอำนาจว่าเกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง ในระดับที่รุนแรง ถึงขั้นใช้อาวุธประหัตประหารกัน แต่ไม่ได้ระบุถึงเหตุของความขัดแย้งดังกล่าวว่าเกิดจากการทุจริตคิดยึดครองประเทศไทย คิดล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้นการยึดอำนาจจึงเป็นไปเพื่อระงับยับยั้งเหตุร้ายดังกล่าว และมุ่งหวังจะสร้างความปรองดองขึ้นภายในชาติ 


      น่าเสียดายนักว่าขาดสาระสำคัญอันเป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง คือการทุจริตคอร์รัปชั่น การขายชาติ และการมุ่งยึดครองแผ่นดินเป็นสมบัติส่วนตน ดังนั้นหลังการยึดอำนาจจึงเป็นเรื่องของการสร้างความปรองดองเป็นหลัก และทำให้ต้นเหตุของปัญหาความขัดแย้งยังไม่ถูกจัดการแก้ไขใด ๆ เลย เมื่อเหตุแห่งปัญหายังไม่ระงับรื้อถอน ผลของเหตุดังกล่าวจึงมีธรรมดาที่จะต้องเกิดขึ้นอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนจะต้องเตรียมตัวเผชิญหน้าหรือหาทางป้องกันแก้ไขเสียให้ทันท่วงที 

2. เรื่องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน 

      รัฐธรรมนูญนี้บัญญัติเกี่ยวกับราชอาณาจักรไทยเป็นราชอาณาจักรเดียวกัน แบ่งแยกไม่ได้ มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทรงเป็นพุทธมามกะ (ตามรัฐธรรมนูญ 2550) 

      รัฐธรรมนูญนี้รับรองว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยนั้นทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และศาลตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ และภายใต้รัฐธรรมนูญนี้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และได้รับความคุ้มครอง 

      ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้ ให้กระทำการหรือวินิจฉัยกรณีนั้นตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นในวงงานของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติวินิจฉัยชี้ขาด ถ้าเกิดขึ้นนอกวงงานนี้ให้เป็นอำนาจของ คสช. คณะรัฐมนตรี ศาลฎีกา หรือศาลปกครองสูงสุด ที่จะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด แต่สำหรับศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดนั้นจำกัดอยู่เฉพาะที่เกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดี และจะต้องเป็นมติของที่ประชุมใหญ่ของศาลนั้น ๆ 

3. เรื่องสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 

      รัฐธรรมนูญนี้บัญญัติให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา มีสมาชิกจำนวนไม่เกิน 220 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามที่ คสช. ถวายคำแนะนำ 

      สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด และอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี ต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถที่จะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสภานิติบัญญัติ มีคุณสมบัติคล้าย ๆ กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญเก่า แต่ต้องไม่ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองภายในระยะเวลา 3 ปีก่อนที่จะได้รับแต่งตั้งเป็น สนช. จะต้องไม่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นอกนั้นก็เหมือนกับคุณสมบัติเดิมของ ส.ส. 

      การห้ามผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ป้องกันไม่ให้คนไม่ดีมีอำนาจในบ้านเมือง โดยเฉพาะผู้ที่โกงเลือกตั้ง หรือผู้ที่ทุจริตที่มีความผิดตามกฎหมาย 

      สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ 2557 เว้นแต่รัฐธรรมนูญฉบับถาวรจะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น นั่นคือจะสิ้นสุดลงเมื่อมีสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งทั่วไปแล้ว 

      สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีประธาน 1 คน และรองประธาน 2 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และในการแต่งตั้งดังกล่าว หัวหน้า คสช. จะเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ 

      สนช. เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย มีหน้าที่ต้องอุทิศตนให้แก่การปฏิบัติหน้าที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ด้วยความซื่อสัตย์ ด้วยความสุจริต เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย 

4. เรื่องคณะรัฐมนตรี

      พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี 1 คน ตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และทรงแต่งตั้งรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 35 คน ตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำ ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี 

      พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติถวายคำแนะนำ ตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และมตินั้นต้องเสนอโดย คสช. และทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำ 

      ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และในการให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง 

      นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองภายใน 3 ปี ก่อนวันที่ได้รับแต่งตั้ง และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 ด้วย ซึ่งรวมทั้งต้องไม่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือเคยดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองภายในระยะเวลา 3 ปีก่อนวันได้รับแต่งตั้งด้วย 

5. เรื่องสภาปฏิรูปแห่งชาติ 

      รัฐธรรมนูญนี้บัญญัติให้มีสภาปฏิรูปแห่งชาติ มีหน้าที่ศึกษาและเสนอแนะเพื่อให้เกิดการปฏิรูปด้านต่างๆ 11 ด้าน ตามที่บัญญัติในมาตรา 27 และมีสมาชิกไม่เกิน 250 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามที่ คสช. ถวายคำแนะนำ 

      สมาชิกสภาปฏิรูปมีคุณสมบัติอย่างเดียวกันกับ สนช. แต่ไม่ต้องห้ามการเคยดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง มีที่มาจากการสรรหาสองแบบคือ 

      (1) การสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา 11 คณะ จากบุคคลที่มีความรู้ความสามารถด้านต่างๆ 11 ด้าน ตามมาตรา 27 จำนวน 173 คน โดย คสช. เป็นผู้คัดเลือก 

      (2) การสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหาจากจังหวัดต่าง ๆ 77 จังหวัด รวม 77 คน โดย คสช. เป็นผู้คัดเลือก 

      สภาปฏิรูปมีหน้าที่ศึกษาวิเคราะห์และเสนอแนวทางปฏิรูปด้านต่างๆ 11 ด้าน และเสนอความเห็นต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทำขึ้น รวมทั้งเสนอร่างพระราชบัญญัติหรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ยกเว้นเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน หรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญให้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไป 

      สภาปฏิรูปจะสิ้นสุดลงพร้อมกับรัฐธรรมนูญนี้ เว้นแต่รัฐธรรมนูญฉบับถาวรจะบัญญัติเป็นอย่างอื่น

6. เรื่องคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 

      รัฐธรรมนูญนี้บัญญัติให้มีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นผู้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ได้รับความเห็นหรือข้อเสนอแนะจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ และเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป 

      ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจากประธานกรรมาธิการตามที่ คสช. เสนอ และแต่งตั้งสมาชิกจำนวน 20 คน ตามมติสภาปฏิรูปแห่งชาติเสนอ แต่งตั้งตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และ คสช. ฝ่ายละ 5 คน รวมจำนวน 15 คน รวมทั้งสิ้นเป็น 36 คน ซึ่งต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่มีการเรียกประชุมสภาปฏิรูปครั้งแรก 

      สมาชิกสภาปฏิรูปมีคุณสมบัติคล้ายกับคุณสมบัติของ สนช. แต่น่าสังเกตว่าไม่ห้ามผู้ที่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง แต่มีข้อบังคับห้ามกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญดำรงตำแหน่งทางการเมืองภายใน 2 ปี นับแต่วันพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งข้อห้ามนี้อาจไม่มีความหมาย เว้นแต่รัฐธรรมนูญฉบับถาวรจะบัญญัติรองรับให้มีผลต่อไป 

      ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับถาวรนั้น จะต้องครอบคลุมเรื่องต่าง ๆ รวม 10 ประการ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 35 

      เมื่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทำเสร็จแล้ว ให้เสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติภายใน 10 วัน และสมาชิกสภาปฏิรูปอาจเพิ่มเติมแก้ไขได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่สภาปฏิรูปเสร็จการพิจารณาให้ความเห็นรัฐธรรมนูญแล้ว จากนั้นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะพิจารณาความเห็นและคำขอแก้ไขเพิ่มเติมทั้งหมดภายใน 60 วัน โดยอาจแก้ไขเพิ่มเติมได้เองอีกด้วย แล้วให้เสนอต่อสภาปฏิรูปอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ และสภาปฏิรูปต้องมีมติภายใน 15 วัน โดยจะแก้ไขใด ๆ ไม่ได้ เมื่อสภาปฏิรูปเห็นชอบแล้วให้ประธานสภาปฏิรูปนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญต่อไป 

      เมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว สภาปฏิรูปและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดให้มีร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นที่จำเป็นอีกด้วย 

      และเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่แล้ว สภาปฏิรูปและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะดำรงอยู่ต่อไปหรือไม่ และมีอำนาจหน้าที่อย่างไร ให้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญถาวรบัญญัติ 

7. เรื่องการตรากฎหมาย 

      สภานิติบัญญัติมีอำนาจหน้าที่ในการตรากฎหมาย ยกเว้นกรณีที่เป็นอำนาจหน้าที่ของสภาปฏิรูป 

      ครม. และ สนช. 25 คน มีอำนาจเสนอร่างพระราชบัญญัติต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ยกเว้นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือสภาปฏิรูปในกรณีที่เป็นร่างพระราชบัญญัติที่จำเป็นในการทำหน้าที่ของสภาปฏิรูป 

      พระราชบัญญัติใดเกี่ยวด้วยการเงิน ครม. เท่านั้นที่จะเสนอได้ 

      การเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนอกจากสภาปฏิรูปจะเสนอแล้ว ครม. หรือผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น (น่าจะเป็นกรณีแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเดิม) จะเป็นผู้เสนอ

8. เรื่องศาล 

      ศาลทั้งหลายยังคงมีอำนาจหน้าที่ต่อไป ยกเว้นศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตามมาตรา 45 

9.    เรื่องอำนาจของ คสช. 

      รัฐธรรมนูญนี้บัญญัติเกี่ยวกับอำนาจของ คสช. ไว้ ที่สำคัญคือ คสช. จะยังคงดำรงอยู่ต่อไป และมีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ และอาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมผู้ดำรงตำแหน่งใน คสช. ได้ แต่ในกรณีเพิ่มจำนวนต้องไม่เกิน 15 คน 

      คสช. มีอำนาจแจ้งให้ ครม. ดำเนินการตามที่เห็นว่ามีอำนาจหน้าที่ได้ และอาจให้มีการประชุมร่วมกับ ครม. เพื่อแก้ไขปัญหาใด ๆ เกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติหรือเรื่องใด ๆ ก็ได้ 

      ในระหว่างที่ยังไม่มี สนช. ให้ คสช. ปฏิบัติหน้าที่แทน และเป็นผู้ใช้อำนาจนายกรัฐมนตรี หรือ ครม. ในระหว่างที่ยังไม่มีนายกรัฐมนตรีหรือ ครม. ได้ด้วย 

      คสช. มีอำนาจสั่งการ ระงับ ยับยั้ง หรือทำการใด ๆ ให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ บริหาร หรือตุลาการ ในกรณีที่เห็นว่าจำเป็น เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ในการส่งเสริมความสามัคคีปรองดองหรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจ หรือราชการแผ่นดิน ไม่ว่าเกิดในหรือนอกราชอาณาจักร ซึ่งเป็นอำนาจปกติของคณะผู้ยึดอำนาจในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อที่ได้ปฏิบัติตลอดมา แต่แทบไม่มีการใช้อำนาจในทางรุนแรงเลย 

      คสช. และ ครม. อาจมีมติร่วมกันให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ โดยทำร่างรัฐธรรมนูญเสนอต่อ สนช. 

      ประกาศและคำสั่ง สนช. ยังมีผลใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะเปลี่ยนแปลง และหลังจากมีรัฐธรรมนูญแล้ว ก็มีอำนาจมีประกาศหรือคำสั่งได้ด้วย 

      รัฐธรรมนูญนี้ได้นิรโทษกรรมบรรดาการกระทำของ คสช. และผู้เกี่ยวข้องในกรณีที่ถ้าหากเป็นความผิด ทำให้ความผิดนั้นสิ้นสุดยุติลงอย่างสิ้นเชิง 

      คสช. จะสิ้นสุดลงเมื่อใด มิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ จึงขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญฉบับถาวรจะมีบทบัญญัติในเรื่องนี้อย่างไร.




แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ ๒๓ กรกฏาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๘:๒๐ น.
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License