ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
การทำสมาธิ ต้องทำอย่างไรจึงจะเป็นสมาธิ พิมพ์ อีเมล
Q&A - ไขข้อสนใจจากไพศาล
วันจันทร์ที่ ๐๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ เวลา ๑๓:๕๗ น.

     ถาม : ขณะนี้มีการสอนทำสมาธิกันอย่างมากมาย ทั้งในวัด ในสำนักสงฆ์ ในสถานที่ต่าง ๆ แม้กระทั่งทางโทรทัศน์ แต่วิธีการไม่ค่อยเหมือนกัน ทำให้เกิดความสับสน จึงขอทราบว่าการทำสมาธิให้ได้ผลนั้น ทำอย่างไรจึงจะเป็นสมาธิ? 

     ตอบ :  มีความสับสนกันมาก โดยเฉพาะในเรื่องถ้อยคำและในเรื่องวิธีการ ในเรื่องถ้อยคำอย่าไปสนใจมาก ไม่ต้องสนใจว่าอย่างไหนเป็นสมถะ อย่างไหนเป็นวิปัสสนา หรืออย่างไหนเป็นสมาธิ ส่วนวิธีการก็เหมือนกัน พระพุทธองค์ทรงบัญญัติแม่แบบไว้ถึง 36 แบบวิธี และยังมีการนำมาปรับปรุงตามความถนัดของแต่ละสำนัก จนสับสนไปหมด 

     ถ้าสนใจเรื่องนี้ ก็พึงทำความเข้าใจว่าสิ่งที่เรียกว่าการทำสมาธินั้นก็คือการฝึกฝนอบรมจิต เพื่อให้ถึงซึ่งความว่าง ความเบา ความไม่ยึดมั่นถือมั่น และเป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะการศึกษาอบรมและการปฏิบัติในพุทธศาสนาทั้งหมดนั้น คือการศึกษาปฏิบัติที่จิตทั้งสิ้น จิตเป็นต้นเหตุ เป็นผู้รับผลทั้งสิ้น ความทุกข์ ความสุข นรก สวรรค์ หรือนิพพาน ก็อยู่ที่จิตทั้งสิ้น ดังนั้นจึงเพ่งเอาที่การฝึกฝนอบรมจิต จะเรียกว่าอะไรก็สุดแท้แต่จะเรียกกัน แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักจิต จึงไม่รู้ว่าจะอบรมกันอย่างไรและสับสนกันได้ง่าย 

     ก็ขอแนะนำให้รู้จักจิตเสียก่อน ด้วยวิธีการง่าย ๆ นั่งหายใจเข้า หายใจออกธรรมดา ๆ นี่แหละ แล้วสังเกตดูให้ดีก็จะพบเองว่าในขณะที่หายใจเข้า-ออกอยู่นั้น มันมีสิ่ง 3 สิ่งเกี่ยวข้องกันอยู่ คือร่างกายของเรานี้สิ่งหนึ่ง ลมหายใจที่หายใจเข้า-ออกอยู่สิ่งหนึ่ง และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากก็คือสิ่งที่มันทำหน้าที่รู้สึกว่ามีลมหายใจเข้า-ออกอยู่ ตัวที่ทำหน้าที่รู้สึกนี่แหละเชื่อมโยงอยู่กับจิต แต่ในขั้นต้นอย่าไปสนใจว่าจิตอยู่ตรงไหน รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร สนใจแค่ความรู้สึกก็พอ ค่อย ๆ ทำความรู้จักกันไป เมื่อคุ้นเคยกันดีแล้วก็จะรู้เองนั่นแหละว่าจิตเป็นอย่างไร อยู่ที่ไหน หน้าตาเป็นอย่างไร และมันทำงานอย่างไร รวมความก็คือในขั้นต้นให้สนใจอยู่แค่ตัวความรู้สึก 

     การให้ความสนใจกับตัวความรู้สึกนั้น ต้องให้มันเสถียร คือรู้ว่ารู้สึกอยู่ตลอดเวลา อย่าให้ขาดห้วง รู้สึกบ้าง ไม่รู้สึกบ้าง เพราะมันมีธรรมชาติอยู่ว่าตัวที่รู้สึกนี้แหละมันเผลอบ่อย ๆ และมันรวดเร็วมาก แป๊บเดียวมันก็ไปรู้สึกถึงเรื่องอื่นจนแทบไม่รู้สึกตัว ดังนั้นจึงต้องรู้ถึงความรู้สึกนั้นไว้อย่าให้มันขาดหาย ยิ่งสามารถรู้สึกได้ตลอดเวลาหรือนานเท่าใดได้ก็จะยิ่งดี แค่ได้รู้ว่ามีความรู้สึกว่ามีลมหายใจเข้า-ออกอยู่ก็ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการฝึกสมาธิแล้ว และเมื่อสามารถรู้สึกได้อย่างต่อเนื่องนานมากเท่าใดก็หมายความว่ามีความเป็นสมาธิมากขึ้นเท่านั้น และในขณะที่มีความเป็นสมาธิมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะรู้สึกหรือพบได้ด้วยตัวเองว่าลมหายใจจะแผ่วลง มีความละเอียดประณีตมากขึ้น ความรู้สึกที่รู้สึกอยู่ก็จะแผ่วเบา ละเอียด และแนบเนียนมากขึ้น จะมีความนิ่งสงบมากขึ้น มีความเบาสบายมากขึ้น นั่นเป็นพัฒนาการของการฝึกสมาธิ เพียงแค่ขั้นนี้ก็นับว่ามีความก้าวหน้ามากแล้ว พยายามทำบ่อย ๆ ทำให้มากขึ้น ๆ ทำให้ความรู้สึกที่ว่ามีลมหายใจเข้า-ออก ต่อเนื่องยาวนานไม่วอกแวกไปไหน จนใจสงบเย็นมากขึ้น แล้วค่อยมาพูดจากันใหม่ว่าจะไปขั้นไหนต่อไป หรือถ้าทำไปเรื่อย ๆ ก็จะสัมผัสได้ด้วยตนเองว่ามันมีความฉ่ำเย็นมากขึ้น สบายมากขึ้น ไม่รู้จักเหน็ด ไม่รู้จักเหนื่อย เอาแค่นี้ก็นับว่าดีมากแล้ว.




 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License