ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ประเทศไทยจะไปทางไหนกัน - วิสัยทัศน์ 2560 พิมพ์ อีเมล
บทความ - ประเทศไทยจะไปทางไหนกัน
เขียนโดย ไพศาล พืชมงคล   
วันจันทร์ที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เวลา ๑๔:๑๒ น.
Article Index
ประเทศไทยจะไปทางไหนกัน
บทนำ
วิสัยทัศน์ 2560
WTO สัญญาเบาริ่งแห่งศตวรรษใหม่
ทุกหน้า

            บทความเรื่องนี้เป็นเรื่องสืบเนื่องหรือเกี่ยวเนื่องด้วยบทความเรื่อง วิสัยทัศน์ 500 ซึ่งลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 17 มิถุนายน 2540 ไปแล้ว 

            และยังได้เกี่ยวเนื่องด้วยเรื่อง วิสัยทัศน์ของนักวิชาการฝ่ายทหารที่ได้รับการแต่งตั้งจากกระทรวงกลาโหมแล้วมาประชุมกันกำหนดวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในอีก 30 ปีข้างหน้า คือประมาณว่าเป็นปี 2570 เสร็จแล้วได้จัดพิมพ์เป็นเล่มนำเสนอต่อรัฐบาล วิสัยทัศน์ของนักวิชาการฝ่ายทหารดังกล่าวนี้ โดยรวมก็คือมองว่า ประเทศไทยในอีก 30 ปีข้างหน้านี้จะยังคงเป็นประเทศเกษตรอุตสาหกรรม

            นอกจากนี้ยังคงเกี่ยวด้วยการประชุมสัมมนาของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ศกนี้ ที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางของประเทศไทยในอีก 20 ปีข้างหน้า คือปี 2560 โดยได้ระดมนักคิดทั้งหลายและบรรดาท่านผู้มีชื่อเสียงในสังคมไทยไปประชุมปรึกษาหารือกันแต่ดูเหมือนว่ายังไม่ได้ข้อยุติ

            ที่ขาดเสียมิได้ก็ต้องเกี่ยวด้วยรัฐบาล ซึ่งนักอุตสาหกรรมระดับแกนนำในพรรคชาติพัฒนากำลังผลักดันประเทศไทยให้รุดหน้าไปยังหนทางอุตสาหกรรมอย่างไม่ลืมหูลืมตา

            ประเทศไทยจะไปทางไหนกัน

            คำถามที่ว่า ประเทศไทยจะไปทางไหนกัน นี้กำลังกลายเป็นคำถามที่ท้าท้ายต่อภูมิปัญญาของรัฐบาลและของประชาชาติไทยทั้งมวล

            แต่ดูเหมือนว่าถึงวันนี้รัฐบาลก็ดี หน่วยงานของรัฐบาลก็ดี ยังไม่สามารถหาคำตอบที่ชัดเจนได้ว่า ประเทศไทยจะไปทางไหนกัน 

            ชาวต่างประเทศที่สนใจเศรษฐกิจไทยบางคนเคยกล่าวว่า ผู้นำของรัฐบาลไทยบางสมัยที่เป็นคนตกยุคเพ้อฝันที่จะทำให้สังคมไทยและประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมเหมือนดังที่เคยเป็นมาในประวัติศาสตร์ ในขณะที่ผู้นำของรัฐบาลไทยบางสมัยกลับเป็นคนจำพวกขอทานที่เพ้อฝันอย่างสร้างศูนย์การค้า โดยที่ไม่ได้ดูตัวเองว่ามีหรือไม่มีอะไร

            นี่เป็นเวรกรรมของประเทศไทยและของประชาชนชาวไทยที่นักการเมืองไทย รัฐบาลไทย และหน่วยงานของรัฐบาลไทยไม่ได้ให้ความสำคัญแก่การกำหนดทิศทางของประเทศ และการตรวจสอบถึงมาตรการทั้งหลายที่รองรับกับการกำหนดทิศทางของประเทศให้สอดคล้องสนับสนุนซึ่งกันและกัน

            ยังคงมีการกระทำแบบเถรส่องบาตร คือ ทำตาม ๆ กันไป ตามที่ได้ทำ ๆ กันมา โดยไม่รู้เหตุ ไม่รู้ผล และไม่รู้ถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

            และด้วยเหตุนี้เอง ประเทศไทยอันยิ่งใหญ่ในสุวรรณภูมิแต่อดีต จึงต้องตกเป็นประเทศที่มีหนี้สินรุงรัง และกลับล้าหลังกว่าแทบทุกประเทศในภูมิภาคนี้ไปเสียแล้ว 

            เพื่อตอบคำถามที่ว่า ประเทศไทยจะไปทางไหนกัน และเพื่อเป็นประกายหนึ่งแห่งความคิดอ่านในการกำหนดทิศทางของประเทศไทยในอนาคตของผู้สนใจในอนาคตของประเทศทั้งหลายได้พิจารณากัน จึงขอแสดงความเห็นในเรื่องนี้

            การที่จะมองว่า ประเทศไทยจะไปทางไหนกัน นั้นก็ควรที่จะได้หวนย้อนดูอดีตของประเทศไทยเสียก่อนเพราะอดีตนั้นคือสะพานที่ทอดผ่านมาถึงปัจจุบัน และสะพานจากปัจจุบันนั้นย่อมทอดสู่อนาคต

            ตั้งแต่ยุคสุโขทัยเรื่อยลงมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา เอาตรงจุดรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ ประเทศไทยของเราในยุคนี้เป็นประเทศเกษตรกรรมล้วน ไม่มีภาคอุตสาหกรรม ไม่มีภาคบริการ และไม่มีการนำเข้า-ส่งออก ไม่มีระบบเงินตราที่แน่นอน

            ภาคเกษตรกรรมของยุคนี้เป็นเกษตรกรรมแบบทำมาหากินเท่านั้น คือ ปลูกข้าวกันแต่พอกิน เหลือกินบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็นำไปแลกเปลี่ยนกับพืชผลหรืออาหารอย่างอื่นจากตลาด ซึ่งอยู่ในวงแคบ ๆ ภาษีอากรต่าง ๆ ที่เสียให้แก่รัฐบาลก็ยังไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ที่เก็บกันอยู่บ้างก็เก็บกันเป็นพืชผล

            ยามศึกสงครามก็ใช้ระบบเกณฑ์ คือ เกณฑ์ทั้งคน สัตว์เลี้ยง และเครื่องใช้ไม้สอย ตลอดจนอาหาร เพราะเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ต้องรับใช้ชาติบ้านเมือง ซึ่งต้องอุทิศทุกอย่างทั้งทรัพย์สินและชีวิตของตนเอง

            สังคมไทยในแบบนี้แม้ว่าอัตคัดขาดแคลน แต่ก็เป็นสังคมที่อบอุ่น มีน้ำใจไมตรี เกื้อกูลกัน เป็นสังคมที่คนต่างถิ่นมาแล้วไม่อดข้าว ไม่ไร้ที่ซุกหัวนอน

            ในช่วงรัชสมัยของสมเด็จพระเอกาทศรถเรื่อยมาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์ จับเอาที่รัชสมัยของรัชกาลที่ 3 ประเทศไทยก็ยังคงเป็นประเทศเกษตรกรรมอยู่นั่นเอง

            ในช่วงปลายรัชสมัยสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยนั้น ปรากฏว่ากรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงทำกิจการค้ากับต่างประเทศที่เป็นล่ำเป็นสันขึ้นเป็นครั้งแรก ทรงตั้งกองเรือพาณิชย์ส่วนพระองค์ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยมีพระบรมวงศานุวงศ์ที่สนิทชิดเชื้อบางพระองค์เข้าร่วมหุ้นด้วย

            กองเรือพาณิชย์ดังกล่าวเป็นเรือสำเภา แต่งสำเภาออกไปค้าขายยังประเทศจีนเป็นหลัก ซึ่งค้าง่ายขายคล่อง เพราะจีนในยุคนั้นไว้ใจประเทศไทยยิ่งกว่าไว้ใจฝรั่ง
แต่ไหนแต่ไรมาจีนถือว่าฝรั่งเป็นพวกนอกรีต เป็นพวกต่างศาสนา เป็นพวกต่างสี จีนจึงไม่ไว้วางใจ ดังนั้นฝรั่งชาติใดจะมาทำการค้าขายด้วยก็ต้องกระทำหยาบช้าต่อพระเยซูเจ้า ซึ่งฝรั่งหลายชาติทำไม่ได้ ทำให้การค้าขายของฝรั่งชาติต่าง ๆ กับจีนมีอุปสรรค 

            ผิดกับประเทศไทยซึ่งมีมิตรไมตรีอันดีกับจีนมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย มีการไปมาหาสู่กันเป็นระยะ ๆ เมื่อมีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินกันแต่ละครั้งก็มีการส่งทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้ากรุงจีนเรื่อยมา

            เมื่อทูตไทยไปถึงเมืองจีนและเข้าเฝ้าฮ่องเต้แต่ละครั้งก็ต้องอาศัยล่าม จะเป็นเพราะการแปลภาษาไม่ตรงกับเจตนา หรือเพราะล่ามเอาใจแต่พระเจ้ากรุงจีนก็เป็นได้ จึงทำให้การที่ราชทูตไทยไปเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้ากรุงจีนนั้นกลายเป็นว่าประเทศไทยไปจิ้มก้องยอมเป็นประเทศราชของจีน

            และดูเหมือนว่าพระเจ้ากรุงจีนก็จะพอใจกับสัมพันธไมตรีแบบที่ว่านี้ ดังนั้นเมื่อมีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินจึงมักที่จะพระราชทานตราประจำพระองค์ หรือที่เรียกว่า โลโต แก่พระเจ้าแผ่นดินของไทยและพระราชทานสมัญญานามลงท้าย อ่านเป็นภาษาแต้จิ๋วว่า เสียม ล้อ อ๋อง ทางฝ่ายไทยเองก็ดูเหมือนว่าไม่ติดใจในความเข้าใจผิดที่ว่านี้

            ดังนั้นจีนจึงไว้ใจไทย และไทยก็ไดัรับผลประโยชน์กับการค้าขายกับจีนเรื่อยมา เรือสำเภาที่ไทยส่งไปค้าขายจึงได้รับอภิสิทธิ์จากทางการจีนหลายประการ เช่น การเข้าท่า ความสะดวกในการใช้ท่าเรือ ความสะดวกในการเข้าเมือง ความสะดวกในการค้าขาย และการผ่อนปรนในการจัดเก็บภาษี

            กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงเข้าใจถึงความได้เปรียบทางการค้าดังกล่าว และทรงได้ใช้ความได้เปรียบในการค้านี้กับจีนอย่างเต็มที่ 

            ครั้นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงเสวยราชย์เป็นรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ก็มีเสียงครหาว่าทรงทำการค้าเป็นการส่วนพระองค์ ดังนั้นเพื่อมิให้เกิดความครหาจึงมีพระบรมราชโองการให้โอนกิจการค้าต่างประเทศส่วนพระองค์นั้นเป็นของแผ่นดิน ขึ้นต่อสำนักงานพระคลังข้างที่

            การค้าขายต่างประเทศระหว่างรัฐต่อรัฐหรือที่เรียกว่า G to G ในสมัยปัจจุบันจึงเป็นอันได้เริ่มต้นอย่างเป็นล่ำเป็นสันในสมัยรัชกาลที่ 3 นั่นเอง 

            ประเทศไทยได้อาศัยความได้เปรียบและสัมพันธ์อันดีกับจีน ทำการค้ากับจีนอย่างกว้างขวาง ความได้เปรียบและอภิสิทธิ์ดังกล่าวนี้เป็นที่เล่าขานระบือไปยังฝรั่งชาติต่างๆ 

            ดังนั้นบางประเทศที่ต้องการค้าขายกับจีนแต่ไม่ได้รับความสะดวกจึงต้องมาทำการค้าขายผ่านประเทศไทย

            ไทยจึงกลายเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างพวกฝรั่งกับจีนสายหนึ่ง และเป็นศูนย์กลางการค้าแห่งสุวรรณภูมิอีกสายหนึ่ง

            ความเป็นศูนย์กลางทางการค้าของไทยจึงเกิดขึ้นตั้งแต่ในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 และเพราะความเป็นศูนย์กลางการค้านี่เอง วัฒนธรรมทางตะวันตกและตะวันออกจึงหลั่งไหลมาผสมผสานกันในดินแดนสยามประเทศนี้

            ความรุ่งเรืองทางการค้าได้สร้างผลกำไรให้แก่ประเทศไทยอย่างมหาศาล จนกล่าวกันวาประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 3 มั่งคั่งจนเงินล้นพระคลังหลวง

            เมื่อมาถึงตอนนี้จึงพอสรุปได้ว่า ประเทศไทยในรัชกาลที่ 3 นั้น แม้ยังคงเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่ก็ได้ยกฐานะกลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าระหว่างฝรั่งกับจีนสายหนึ่ง และระหว่างประเทศในสุวรรณภูมิอีกสายหนึ่ง เป็นแต่ว่าช่วงนี้ยังไม่มีภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการอย่างอื่นเท่านั้น

            ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ประเทศไทยก็ได้เผชิญกับยุคแห่งการล่าอาณานิคมของตะวันตก จึงทำให้การค้าชะงักไป ปัญหาใหญ่ที่ประเทศต้องเผชิญก็คือการเอาตัวรอดจากการล่าอาณานิคมของตะวันตก 

            เหตุการณ์สำคัญในรัชกาลนี้ที่เป็นผลให้มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในรัชกาลต่อมาก็คือ การที่ไทยได้เข้าทำสัญญาเบาริ่งกับอังกฤษ
สัญญาเบาริ่งนี้มีเนื้อหาสำคัญ 3 ประการคือ

            ประการแรก ประเทศไทยต้องยกเลิกการผูกขาดทางการค้า ที่สำคัญก็คือ การผูกขาดการค้าข้าว เพราะก่อนหน้านี้ต่างชาติไม่สามารถซื้อข้าวได้โดยตรงจากประชาชน เนื่องจากมีกฎหมายให้ราษฎรไทยต้องขายข้าวให้แก่สำนักงานพระคลังข้างที่เท่านั้น และราคาที่ขายก็ต้องเป็นไปตามที่พระคลังข้างที่กำหนด

            ประการที่สอง ประเทศไทยจะกีดกันทางการค้าอย่างอื่นไม่ได้ การส่งสินค้าเข้า-ออก จะต้องคิดอัตราภาษีในอัตราที่แน่นอน 

            ประการที่สาม ถ้ามีปัญหาพิพาทระหว่างคนไทยกับคนในบังคับของอังกฤษ ก็จะต้องขึ้นศาลพิเศษที่มีลูกขุนและตุลาการเป็นคนในบังคับอังกฤษ

            ขอตั้งข้อสังเกตไว้ตรงนี้ก่อนว่า หลักการสำคัญ 3 ประการดังกล่าวนี้ในสัญญาเบาริ่งก็คือหลักการใหญ่ 3 ประการของ WTO ในปัจจุบันนั่นเอง

            ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สัญญาเบาริ่งก็ได้แสดงฤทธิ์เดชและอานุภาพอย่างเต็มที่ ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาล้วนแต่ประณามสัญญาเบาริ่งว่าเป็นสัญญาทาสที่บีบบังคับประเทศไทย แต่ในวันนี้จะขอเสนอให้มองสัญญาเบาริ่งในอีกแง่มุมหนึ่งคือในแง่มุมของการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปสู่ทิศทางใหม่ และเป็นทิศทางของการวางรากฐานให้แก่การพัฒนาภาคต่าง ๆ อย่างสมดุลในภายหลัง

            ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมีดังต่อไปนี้

            ประการแรก เพราะเหตุที่ประเทศไทยต้องยกเลิกการผูกขาดค้าข้าว จึงทำให้พวกฝรั่งสามารถซื้อข้าวได้จากราษฎรโดยตรง ดังนั้นจึงเกิดธุรกิจการค้าข้าวขึ้นเป็นครั้งแรก พูดง่ายๆ ก็คือมีพ่อค้าข้าวเกิดขึ้น และเพราะเหตุที่ยกเลิกการผูกขาดข้าวนี้เอง จึงทำให้ข้าวมีราคาสูงขึ้น และเมื่อข้าวมีราคาสูงขึ้น จึงทำให้ราษฎรไทยหันมาปลูกข้าวกันอย่างขนานใหญ่ เรียกว่าแย่งกันปลูกข้าวจนพื้นที่เพาะปลูกไม่เพียงพอ มีการขยายพื้นที่ปลูกข้าวไปยังทุกภาคของประเทศ และเพราะเหตุที่มีการบุกเบิกพื้นที่ปลูกข้าวนี่เอง แรงงานจึงขาดแคลน นำไปสู่การเลิกทาสอันเป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ทางสังคมไทย

            แรงงานทาสได้เคลื่อนย้ายสู่ภาคเกษตรทั่วทั้งประเทศ มีการระดมขุดคลองและขยายพื้นที่ปลูกข้าวอย่างกว้างขวาง จนแรงงานทาสที่เคลื่อนย้ายสู่ภาคเกษตรใหม่ก็ไม่เพียงพอ นำไปสู่การยกเลิกไพร่ ด้านหนึ่งเพื่อนำเอาแรงงานไพร่ไปสู่ภาคการผลิต แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้นได้กลายเป็นรากฐานให้แก่การปฏิรูปการปกครอง เพราะการเลิกไพร่ก็คือการลดขุมกำลังของพวกขุนศึกทั้งหลายนั่นเอง

            รวมความก็คือว่าประเทศไทยได้ผลักดันประชากรในภาคผู้บริโภคไปสู่การผลิตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ มีผลทำให้รายได้ประชาชาติและรายได้ของประชาชนมีขึ้นเป็นครั้งแรก และเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ 

            ประการที่สอง เมื่อปลูกข้าวมากเข้าก็ย่อมมีผู้มีปัญญามองเห็นว่าแทนที่จะส่งออกข้าวเปลือกก็ควรส่งออกเป็นข้าวสาร ซึ่งจะมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นอุตสาหกรรมการเกษตรจึงได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ด้วยการนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศ มาตั้งเป็นโรงสีแปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร ซึ่งทำให้ข้าวได้ราคามากขึ้น ทำรายได้ให้แก่ประเทศเพิ่มมากขึ้นอีก

            นอกจากนั้นเมื่อบุกเบิกพื้นที่ทำนามากขึ้น ก็จำต้องตัดไม้ซึ่งยังคงเป็นป่าดงดิบโดยทั่วไป การตัดไม้ด้วยแรงคนเป็นไปด้วยความยากลำบากและล่าช้า ประกอบกับบริษัทของอังกฤษซึ่งมีความถนัดในการซื้อทรัพยากรจากป่าไม้ในประเทศต่าง ๆ อยู่แล้ว มีความต้องการไม้สักจำนวนมาก ประโยชน์ทั้งสองจึงสมกัน ดังนั้นจึงเกิดอุตสาหกรรมโรงเลื่อยขึ้นอย่างกว้างขวางในทุกภาคของประเทศ ด้านหนึ่งเป็นการบุกเบิกพื้นที่ในการปลูกข้าว ด้านหนึ่งเป็นการบุกเบิกกิจการค้าไม้ และนำไปสู่การให้สัมปทานเหมืองแร่ติดตามมา

            ความรุ่งเรืองทางการค้าดังกล่าวจึงทำให้ไทยได้เปรียบดุลการค้าจำนวนมหาศาล เพราะมีสินค้าส่งออกจำนวนมาก แต่สินค้านำเข้าก็มีเพียงแพรพรรณ เครื่องจักรและเครื่องก่อสร้าง ซึ่งยังไม่มากเท่าใดนัก เพราะเหตุที่ได้เปรียบทางการค้ามากเท่านี้เอง เงินบาทของไทยจึงมีความเข้มแข็ง และดูเหมือนว่าจะแข็งที่สุดในประวัติศาสตร์เสียด้วย คือเงิน 1 บาท มีค่าเท่ากับเงิน 2 ปอนด์

            ประการที่สาม เกิดการพัฒนาประเทศครั้งใหญ่ที่สุด โดยเฉพาะในด้านคมนาคมและการขนส่ง ถนน ทางรถไฟ และการขนส่งทางน้ำ ได้รับการสร้างสรรค์อย่างขนานใหญ่ที่สุด อันเป็นการวางรากฐานให้แก่ภาคบริการในอนาคต กิจการโรงแรมแห่งแรกได้ก่อตั้งขึ้นในรัชกาลนี้ แม้กิจการธนาคารแห่งแรกก็ได้รับการจัดตั้งขึ้น

            ประการที่สี่ เกิดการปรับปรุงการบริหารและบทกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดเพื่อให้เป็นแบบสมัยใหม่ เพราะพระบรมวงศานุวงศ์จำนวนมากได้ถูกส่งไปรับการศึกษาเล่าเรียนในแทบทุกแขนง โดยเฉพาะด้านกฎหมายและการปกครองสำหรับทางการเงินของประเทศได้กำหนดให้หอรัษฎากรพิพัฒน์ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการจัดเก็บภาษี ในการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน และธนบัตร รวมถึงการรักษาการเงินของแผ่นดิน

            จึงอาจสรุปได้ว่า ในยุคของรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยมีความรุ่งเรืองทางภาคเกษตรอย่างสูงสุด และเป็นการเริ่มมีภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และการบริหารการเงินการคลังแบบสมัยใหม่

            ครั้นสิ้นแผ่นดินของรัชกาลที่ 5 มาจนถึงต้นรัชกาลที่ 9 ประเทศไทยก็ก้าวเข้าสู่ยุคที่ต้องเผชิญกับวิกฤต ภายในประเทศมีความขัดแย้งทางความคิดและการปกครอง มีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ภายนอกประเทศมีสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 และยังมีสงครามในภูมิภาคอีกหลายสงคราม จึงทำให้ประเทศไทยต้องตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจขาลงเป็นระยะเวลาค่อนข้างยาวนาน

            หลังจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจการปกครองแล้วได้จัดตั้งสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติขึ้นเพื่อทำหน้าที่ในการกำหนดทิศทางและแผนในการพัฒนาประเทศ นับเป็นการเริ่มต้นใหม่ของการกำหนดทิศทางของประเทศใหม่

            นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 เป็นต้นมา ประเทศไทยก็ได้มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อันเป็นการกำหนดทิศทางของประเทศใหม่จากที่เป็นมาแต่เดิม

            ชั่วระยะเวลา 35 ปีตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 ถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 7 ซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อปี 2539 ประเทศไยได้ถูกกำหนดทิศทางใหม่ให้เป็นประเทศอุตสาหกรรม

            เนื้อหาสาระสำคัญของแผนพัฒนาฯ ทั้ง 7 ฉบับดังกล่าว เมื่อได้กำหนดทิศทางให้ประเทศไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมแล้ว ก็ได้กำหนดแผนย่อยและมาตรการต่าง ๆ เพื่อรองรับต่อการเป็นประเทศอุตสาหกรรมอย่างทั่วด้าน ที่สำคัญมีดังต่อไปนี้

            ประการแรก ได้มีการจัดตั้งองค์กรของรัฐหลายรูปแบบ หลายหน่วยงาน เพื่อสนับสนุนจุนเจือเกื้อกูลต่อภาคอุตสาหกรรม ทำให้ประเทศไทยมีหน่วยงานและข้าราชการจำนวนมากที่สนับสนุนและรองรับภาคอุตสาหกรรม จนอาจกล่าวได้ว่ากลไกรัฐทั้งปวงได้ถูกจัดวางขึ้นเพื่อสนับสนุนความเป็นประเทศอุตสาหกรรม

            ประการที่สอง ระบบกฎหมายและสิทธิพิเศษต่าง ๆ ได้ถูกกำหนดให้เกื้อกูลสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมอย่างเต็มที่ และเพื่อให้กิจการอุตสาหกรรมขยายตัวไปสามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ จึงมีการให้สิทธิพิเศษทางภาษีอากรแก่ภาคอุตสาหกรรมอย่างมากมาย ตั้งแต่ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ และภาษีพิเศษต่าง ๆ ไปจนถึงการตั้งกำแพงภาษีกีดกันคู่แข่งจากต่างชาติ รวมทั้งการจัดตั้งกองทุนขึ้นจุนเจือภาคอุตสาหกรรมหลายกองทุน

            ประการที่สาม ได้มีการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมอย่างขนานใหญ่ ทั้งด้านที่ดิน เงินทุน เทคโนโลยี และกำลังคน จนแทบจะกล่าวได้ว่าทรัพยากรทั้งหลายทั้งปวงได้ถูกทุ่มเทให้แก่กิจการภาคอุตสาหกรรม ทรัพยากรธรรมชาติทั้งภาคพื้นดิน ทะเล และอากาศได้ถูกใช้ไปเพื่อการอุตสาหกรรม โดยมิได้คำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

            35 ปี แห่งการเดินหนทางที่ประเทศไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมเป็นระยะเวลาอันยาวนาน และมีข้อมูลอันอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งมีข้อเท็จจริงอันประจักษ์ชัดที่จะแสดงได้แล้วว่า ผลของการเดินหนทาอุตสาหกรรมนั้นเป็นประการใด

            ผลพวงของการเดินหนทางอุตสาหกรรมของประเทศที่สำคัญมีดังต่อไปนี้

            ประการแรก ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศได้ถูกคุกคามจากอุตสาหกรรมอย่างทั่วด้าน ผืนดิน ทะเล และแผ่นฟ้าถูกทำลายอย่างย่อยยับ ก่อให้เกิดมลภาวะที่เป็นพิษโดยทั่วไป ส่งผลให้ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกิดความวิปริตแปรปรวนแห่งดินฟ้าอากาศและภัยธรรมชาติจนราวกับว่าประเทศไทยตกอยู่ในอาเพศที่จะเกิดวิบัติในบ้านเมืองฉะนั้น 

            ประการที่สอง ประชากรในภาคเกษตรถูกทอดทิ้งอยู่ข้างหลังและล้มละลายอย่างระเนระนาด เกษตรกรซื้อของทุกอย่างโดยผู้ขายเป็นผู้กำหนดราคา แต่ต้องขายผลิตผลของตนทั้งหมดให้แก่ผู้ซื้อ โดยฝ่ายผู้ซื้อเป็นผู้กำหนดราคา ความขาดทุนจากกลไกการผลิตและความวิบัติแห่งธรรมชาติ ได้ทำให้เกษตรกรต้องขายที่ขายทางสายหนึ่งออกไปขายแรงงานในเมืองหลวงและเมืองใหญ่ สายหนึ่งเดินหน้าบุกป่าจับจองบุกเบิกที่ดินใหม่ กลายเป็นปัญหาพิพาทระหว่างรัฐกับราษฎรในทุกวันนี้ ส่วนสายที่สามคือคนแก่กับเด็กที่ไม่มีทางไปไหน ต้องจับเจ่าอยู่กับถิ่นเดิมซึ่งแร้นแค้น ขณะนี้ประชากร 30 ล้านคนในภาคเกษตรล้วนล้มละลายโดยถ้วนหน้ากัน

            ประการที่สาม เพื่อทำให้ต้นทุนในการผลิตต่ำลง นอกจากยกเว้นภาษีและให้อภิสิทธิ์มากหลาย ก็ต้องทำให้ค่าแรงต่ำด้วย เป็นผลให้แรงงานกว่า 10 ล้านคนที่เคลื่อนย้ายมาจากภาคเกษตรสู่ภาคอุตสาหกรรมมีรายได้ต่ำอย่างยิ่ง เพียงพอกินไปวันหนึ่ง ๆ เท่านั้น คุณภาพชีวิตในการทำงานล้วนต่ำกว่ามาตรฐานและกลายเป็นคนไร้ค่า หนักเข้าแรงงานจำนวนมากได้ติดยาเสพติด และก่อเกิดปัญหาสังคมลุกลามไปทั่ว เพียงเพื่อที่จะกำหนดค่าแรงให้ต่ำลง สวัสดิการและการพัฒนาแรงงานจึงถูกละเลย 35 ปีผ่านไปแรงงานไทยยังคงเป็นแรงงานไร้ฝีมือ ไร้เทคโนโลยีอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นเพียงทาสติดโรงงานที่เป็นภาระแก่สังคมในวันหนึ่งข้างหน้า 

            ประการที่สี่ เพราะเหตุที่ประเทศไทยนั้นหาได้มีรากฐานอุตสาหกรรมแต่อย่างใด ดังนั้นวัตถุดิบเกือบทั้งหมดจึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เครื่องจักรทั้งหมดจะต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เทคโนโลยีและการบริหารทั้งหมดจะต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้นรายได้จากการส่งออกภาคอุตสาหกรรมเติบโตขึ้นเพียงใด ก็มีรายจ่ายจากการนำเข้าวัตถุดิบ เครื่องจักร เทคโนโลยี และทุนจากต่างประเทศมากขึ้นเพียงนั้น 35 ปีที่ผ่านมาจึงทำให้ประเทศไทยมีหนี้สินต่างประเทศถึงประมาณ 6 ล้านล้านบาท ประเทศขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นทุกปี ถ้าพูดแบบชาวบ้านก็คือค้าขายขาดทุนนั่นเอง การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดก็เพิ่มขึ้น และผลที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็คือประเทศกำลังจะล้มละลาย ความได้เปรียบด้านแรงงานของประเทศไทยได้หมดไปแล้ว ในปัจจัยการผลิตที่สำคัญ 10 ประการนั้น ประเทศไทยได้เปรียบประเทศอื่นเพียง 3 ประการเท่านั้น นอกนั้นไม่สามารถสู้ชาติอื่นได้เลย ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าหนทางอุตสาหกรรมได้มาถึงทางตันแล้ว 

            สถานการณ์ที่เป็นจริงของการเดินหนทางอุตสาหกรรมของประเทศไทยได้เปิดเผยเค้าลางให้เห็นมาเป็นลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ผลที่ทำให้ประเทศชาติกำลังไปสู่หนทางล้มละลาย ประชาชนยากไร้ ยากจน ทรัพยากรถูกทำลายสูญสิ้น มลภาวะเป็นพิษ และปัญหาสังคมที่หนักหน่วง

            ความเป็นจริงดังกล่าวนี้ได้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากหลาย ดังนั้นในปลายแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 7 ซึ่งเป็นช่วงของการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 จึงมีการระดมความคิดเห็นครั้งใหญ่ของบรรดานักคิดและผู้นำทางความคิดในสังคมไทย ซึ่งมีข้อสรุปเกือบชัดเจน 2 ประการ คือ

            ประการแรก เห็นว่าการเดินหนทางอุตสาหกรรมนั้นได้ก่อให้เกิดปัญหากับประเทศและประชาชนไทยสุดคณานับ ทั้งนี้อาจจะเนื่องด้วยความเกรงใจภาคอุตสาหกรรมก็เป็นได้ จึงไม่กล้ายืนยันว่าการเดินหนทางอุตสาหกรรมผิดพลาดและถึงทางตันแล้ว

            ประการที่สอง เห็นว่าการพัฒนาทั้งปวงจะต้องเป็นไปเพื่อคน และต้องถือเอาคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา

            ด้วยข้อสรุปที่ว่านี้ จึงทำให้การพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 ได้ปรับทิศทางของประเทศเสียใหม่ จากการเดินหนทางอุตสาหกรรมมาเป็นยืนอยู่กับที่ โดยถือเอาคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาทั้งปวง นี่คือปรัชญาของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8

            เมื่อมาถึงวันนี้ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 ได้ถูกท้าทายอย่างรวดเร็วกว่า เมื่อถือเอาคนเป็นศูนย์กลางแล้ว ประเทศไทยจะไปทางไหนกัน เพราะการหยุดอยู่กับที่โดยไม่กล้าประณามว่าการเดินหนทางอุตสาหกรรมผิดพลาดนั้น ยังทำให้แรงเหวี่ยงของการเดินหนทางอุตสาหกรรมที่เดินมา 35 ปีแล้ว ผลักดันประเทศไทยไปยังทิศทางอุตสาหกรรมต่อไปอีก

            การแสดงท่าทีหลายครั้งของนายกร ทัพพะรังสี แห่งพรรคชาติพัฒนา ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ายังคงทุ่มพลังและผลักดันอย่างเต็มที่ในการผลักให้ประเทศไทยเดินไปตามหนทางอุตสาหกรรมดังที่เป็นมาแต่อดีต 

            ประวัติศาสตร์ของประเทศไทยและผลพวงที่ชัดเจนของการเดินหนทางอุตสาหกรรม 35 ปี ได้ให้บทเรียนและข้อสรุปแก่เรา ดังนี้ 

            ประการแรก ประเทศไทยยังคงมีประชากรในภาคเกษตรอีก 30 ล้านคน ซึ่งยังคงลำบาก ยากจนและล้าหลัง

            ประการที่สอง การเดินหนทางอุตสาหกรรมของประเทศไทยมีอนาคตที่ประเทศไทยจะต้องล้มละลายและประชาชนชาวไทยจะต้องตกเป็นทาสทางเศรษฐกิจของต่างชาติ

            โดยสรุปก็คือ ประเทศไทยไม่สามารถอยู่ในภาคเกษตรได้อีกต่อไป และในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถเดินหนทางอุตสาหกรรมได้อีกต่อไป

            นี่คือความเข้าใจพื้นฐานที่สุดที่ประชาชาติไทยทั้งมวลควรต้องรีบทำความเข้าใจ เราเรียกร้องให้พรรคการเมือง นักธุรกิจ ข้าราชการ และผู้สนใจในประเทศชาติทั้งปวงให้หันมาพินิจพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง

            ก็เมื่อเราอยู่ในภาคเกษตรไม่ได้ และขณะเดียวกันก็จะเดินหนทางอุตสาหกรรมไม่ได้เช่นนี้แล้ว ทางออกของเราอยู่ตรงไหนกันเล่า

            ขอเชิญดูความเป็นจริงของครอบครัวหนึ่ง ซึ่งเป็นครอบครัวยากจนในชนบทไทย เป็นครอบครัวที่มีบุตร 3 คน ความจริงของครอบครัวนี้อาจจะให้แง่คิดบางประการแก่เรา

            บุตรคนแรก จบการศึกษา ป.4 พ่อแม่ให้ทำนาอยู่กับบ้าน ในพื้นที่นา 22 ไร่ ปีหนึ่งสิ้นไปแล้ว มีข้าวเหลืออยู่เพียงไม่กี่ถัง ซึ่งหมายความว่าผลการทำงานของบุตรคนนี้เพียงพอมีพอกินเท่านั้น 

            บุตรคนที่สอง จบการศึกษา ม.2 ทนสภาพแร้นแค้นในชนบทไม่ได้ ต้องไปทำงานในกรุงเทพฯ อยู่ในโรงงานทอผ้า ได้ค่าแรงวันละ 150 บาท แต่ละเดือนสามารถส่งเงินช่วยเหลือพ่อแม่ได้เดือนละ 300 บาท ปีหนึ่งสิ้นไปแล้ว บุตรคนนี้ก็ไม่มีอะไรเหลือ

            บุตรคนที่สาม จบการศึกษา ป.3 ทนสภาพแร้นแค้นในชนบทไม่ได้ ต้องไปเป็นบริกรประจำโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ได้ค่าแรงเพียงวันละ 80 บาทเทานั้น แต่มีรายได้จากทิปของแขก ปรากฏว่าทุกเดือนบุตรคนนี้สามารถส่งเงินให้แก่พ่อแม่ได้เดือนละ 2,000 บาท และยังมีเงินเหลืออีก 60,000 บาท

            ความจริงของครอบครัวนี้ได้บอกว่าบุตรที่อยู่ในภาคบริการ สามารถทำรายได้มากที่สุด

            ความจริงอีกจำนวนมากที่เรายังไขว้เขวหรือมองข้ามไป เช่น 
            (1)   กิจการโรงแรมของไทย เป็นกิจการโรงแรมที่เลิศที่สุดในโลกมาเป็นเวลาช้านานแล้ว 
            (2)  ความมีอัธยาศัยและน้ำใจไมตรีของคนไทยขึ้นชื่อลือชาที่สุดในโลก จนขณะนี้ปรากฏว่าในพระราชวังของพระราชาธิบดีหลายประเทศใช้บริกรที่เป็นคนไทย และโรงแรมอันเลิศหรูหลายแห่งในโลกใช้บริกรไทย แม่บ้านไทยเดินทางไปทำงานในหลายประเทศทั่วโลก
            (3) ประเทศไทยเป็นแห่งอารยธรรม วัฒนธรรม และศิลปะที่ขึ้นชื่อลือชามากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สถานที่ต่าง ๆ ของประเทศไทยล้วนน่ารื่นรมย์ไม่แพ้ชาติใดในภูมิภาคนี้หรือในโลก
            (4) คนไทยมีความสามารถพิเศษหลายอย่าง อันเป็นที่ต้องการของชาวโลก เช่น แพทย์ พยาบาล การนวดแผนโบราณ การประดิษฐ์อัญมณี ช่างฝีมือ สถาปนิก วิศวกร และงานภาคบริการนานาชนิด
            (5) ประเทศไทยมีแหล่งบันเทิงเริงรมย์และอำนวยความสุข จนได้ชื่อว่าเป็นมหาอำนาจทางบันเทิงเริงรมย์ของโลก

            แต่ทว่าเราไม่เคยให้ความเอาใจใส่ดูแลสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมบริการของเราเลย มิหนำซ้ำอุตสาหกรรมบริการของไทยยังถูกเหยียบย่ำซ้ำเติมอย่างหนักหน่วง

            ในขณะที่เราให้สิทธิภาษีอากรแก่ภาคอุตสาหกรรมจำนวนมาก แต่ภาคอุตสาหกรรมบริการกลับเสียภาษีในอัตราสูงสุดและอย่างเต็มที่

            ในขณะที่เรายกฐานะภาคอุตสาหกรรมเป็นภาคอภิสิทธิ์ แต่อุตสาหกรรมภาคบริการกลับถูกรีดนาทาเร้นทุกหนทุกแห่ง ทุกกิจการ 

            ในขณะที่เราส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจในภาคอุตสาหกรรม แต่เราเหยียบย่ำทำลายภูมิปัญญาในภาคบริการทั่วประเทศ 

            ในขณะที่เรามีองค์กรของรัฐจำนวนมากเพื่อเกื้อหนุนอุตสาหกรรม แต่องค์กรของรัฐอีกหลายแห่งก็บังคับควบคุมและขจัดภาคบริการของประเทศ

            แม้กระทำกันถึงเพียงนี้แล้ว ยังปรากฏว่ารายได้ในภาคบริการของประเทศไทยที่ยอมรับกันในระบบมีจำนวนถึง 2 แสนล้านบาทต่อปี ในขณะที่ว่ากันว่ารายได้ของภาคบริการนอกระบบยังมีอีกกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี

            รวมความว่าอย่างน้อยในแต่ละปี ประเทศมีรายได้จากภาคบริการถึง 4 แสนล้านบาท

            ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมียอดรายได้จากการส่งออกโดยรวมประมาณ 1 ล้าน 5 แสนล้านบาท แต่เมื่อหักต้นทุนอันเป็นรายจ่ายออกเสียประมาณร้อยละ 90 แล้วเท่ากับว่าในแต่ละปีภาคอุตสาหกรรมทำรายได้ให้แก่ประเทศสุทธิเพียง 1 แสน 5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

            น้อยกว่ารายได้จากภาคบริการถึง 2 แสน 5 หมื่นล้านบาท

            ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการสมควรที่จะได้ร่วมกันคิดพิจารณา กำหนดทิศทางใหม่ของประเทศไทยให้เป็นอุตสาหกรรมบริการ และนี่คือทางออกที่รุ่งโรจน์ของประเทศไทย

            ถ้าหากจะกำหนดให้ประเทศไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมบริการแล้ว ควรจะพิจารณาถึงมาตรการต่าง ๆ ที่สอดคล้องรองรับกันเหมือนกับที่เราเคยทำกับภาคอุตสาหกรรม ที่สำคัญมีดังต่อไปนี้

            ประการแรก รัฐบาลจะต้องตั้งหน่วยงานขึ้นเพื่อส่งเสริมสนับสนุนภาคบริการอย่างเต็มที่ ทำนองเดียวกับการตั้งสำนักงานส่งเสริมการลงทุนหรือนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ทั้งควรต้องปรับปรุงกลไกของรัฐให้เกื้อหนุนต่อภาคบริการอย่างเต็มที่

            ประการที่สอง ทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของโลก ส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจโรงแรม ส่งเสริมการสร้างสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งบันเทิงเริมรมย์ ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศปลอดภาษี กล่าวโดยง่ายก็คือ ยกฮ่องกงมาไว้ที่ประเทศไทย เพื่อการนี้ต้องยกเลิกภาษีทุกชนิดที่เป็นอุปสรรคต่อภาคบริการเพราะว่ารัฐสามารถจัดเก็บภาษีจากความเติบโตจากภาคบริการได้มากกว่าส่วนที่ขาดไป

            ประการที่สาม ปรับปรุงระบบการศึกษาให้คนไทยสามารถใช้ภาษาที่สองได้ ซึ่งอาจะเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาจีน หรือภาษาญี่ปุ่น เพื่อให้สามารถติดต่อกับชาวต่างชาติได้อย่างสะดวก

            ประการที่สี่ ฟื้นฟูธุรกิจบริการต่าง ๆ ที่ถูกทำลายไปแล้วให้ฟื้นคืนชีพใหม่ สนับสนุนธุรกิจบริการที่มีอยู่แล้วให้มีคุณภาพที่สูงขึ้น

            เราจะยอมรับหรือไม่ก็ตามที แต่ความจริงในวันนี้ก็คือรายได้จากภาคบริการปีละ 4 แสนล้านบาท คือรายได้ที่ค้ำจุนฐานะของประเทศไทยและประชาชนไทยในปัจจุบันนี้

            เรามาร่วมกันศึกษาค้นคว้าและกำหนดทิศทางใหม่ของประเทศกันเถิด.



แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๖ เวลา ๑๐:๐๙ น.
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License