ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ประเทศไทยจะไปทางไหนกัน - WTO สัญญาเบาริ่งแห่งศตวรรษใหม่ พิมพ์ อีเมล
บทความ - ประเทศไทยจะไปทางไหนกัน
เขียนโดย ไพศาล พืชมงคล   
วันจันทร์ที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เวลา ๑๔:๑๒ น.
Article Index
ประเทศไทยจะไปทางไหนกัน
บทนำ
วิสัยทัศน์ 2560
WTO สัญญาเบาริ่งแห่งศตวรรษใหม่
ทุกหน้า

             สิ่งที่เรียกว่า WTO กำลังเป็นสิ่งที่ฮิตมากที่สุดในยุคปัจจุบัน ใครต่อใครที่เกี่ยวข้องในวงการเศรษฐกิจการค้า หากไม่พูดถึง WTO แล้วดูออกจะเชยเต็มที

            ความจริง WTO นั้นหากจะพูดให้เข้าใจอย่างง่ายๆ แบบไทย ๆ ก็พอจะกล่าวได้ว่า WTO ก็คือพระพรหมทางเศรษฐกิจการค้าในศตวรรษจากนี้ไป

            WTO นั้นมีหลักการคล้ายคลึงกับสัญญาเบาริ่ง ดังนั้นในการทำความรู้จักกับ WTO และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นก็น่าที่จะลองทบทวนหลักการสำคัญของสัญญาเบาริ่งเสียก่อน ก็จะเกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น

            เรื่องราวของสัญญาเบาริ่งและความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ของประเทศไทยเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5

            พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นมหาราชที่ยิ่งใหญ่แห่งภูมิภาคนี้ พระองค์ท่านทรงริเริ่มการปฏิรูปและการสร้างสรรค์ประเทศอย่างขนานใหญ่ ทำให้ประเทศไทยในยุคนั้นมีความเจริญรุ่งเรืองในระดับสูงสุด

            เศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่งและได้ดุลการค้าต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ค่าเงินบาทในขณะนั้นแข็งที่สุดในประวัติศาสตร์ ถ้าเทียบกับเงินปอนด์แล้ว เงินไทย 1 บาท สามารถแลกเงินปอนด์ได้ถึง 2 ปอนด์

            ในขณะที่ปัจจุบันนี้ต้องใช้เงินไทยถึงประมาณ 42 บาท จึงจะแลกได้ 1 ปอนด์

            การพัฒนาสร้างสรรค์ในยุคสมัยนั้น ด้านหนึ่งเป็นเพราะพระปรีชาสามารถและพระปัญญาทัศน์อันยาวไกลของพระองค์ท่าน แต่อีกด้านหนึ่งเป็นเพราะแรงกดดันจากการคุกคามของนักล่าอาณานิคมจากต่างชาติ

            ที่สำคัญก็คือ ประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส และไทยเราต้องเสียดินแดนถึง 1 ใน 3 ให้แก่ 2 ชาตินี้ ถึงขนาดที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกันแสงด้วยความเศร้าพระราชหฤทัย และกังวลในพระราชหฤทัยว่าแผ่นดินไทยที่พระบูรรมหากษัตริยาธิราชเจ้าได้ทรงสร้างและรักษาไว้ จะสูญสิ้นไปในยุคสมัยของพระองค์

            แต่ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ผลที่แท้จริงก็ปรากฏว่าประเทศไทยในยุคสมัยของพระองค์ท่านได้พัฒนาก้าวหน้าถึงขีดสุด หากจะเทียบกับประเทศในภูมิภาคนี้ทั้งหมดในยุคนั้น
รากฐานของความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญก็คือ การที่ไทยถูกบังคับให้ทำสัญญาเบาริ่ง ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการค้าครั้งใหญ่สุดนับตั้งแต่ตั้งกรุงรัตนโกสินทร์

            เนื้อหาสาระของสัญญาเบาริ่งมี 3 ประการ คือ 

            ประการแรก ยกเลิกการผูกขาดซื้อข้าวของสำนักงานพระคลังข้างที่ และยกเลิกการผูกขาดส่งออกข้าวของสำนักงานพระคลังข้างที่ ให้เป็นไปโดยเสรี

            ก่อนหน้านี้ชาวนาจะผลิตข้าวเพื่อการบริโภคเป็นส่วนใหญ่ เพราะถ้ามีผลผลิตก็จะต้องขายให้แก่สำนักงานพระคลังข้างที่ในราคาที่สำนักงานพระคลังข้างที่กำหนด ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำไม่คุ้มกับการลงทุน เป็นผลให้การผลิตข้าวมีจำนวนจำกัด ไม่สามารถเป็นสินค้าหลักในการส่งออกของประเทศ และเป็นต้นเหตุที่ทำให้ประเทศไม่มีรายได้เพียงพอต่อการพัฒนา

            สำหรับการส่งออกข้าว สำนักงานพระคลังข้างที่ก็เป็นผู้ผูกขาด ดังนั้นเมื่อต่างชาติประสงค์จะซื้อข้าวก็จะต้องซื้อจากสำนักงานพระคลังข้างที่ ในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้มีการแต่งสำเภาสินค้าโดยเฉพาะข้าวออกไปขายยังต่างประเทศ เช่น จีน เป็นจำนวนมากทำรายได้ให้แก่ประเทศจนเงินล้นพระคลัง ครั้นมาถึงยุคล่าอาณานิคม ต่างชาติเห็นว่าการที่ตนต้องซื้อสินค้าออกในลักษณะถูกผูกขาดเช่นนี้ ทำให้มีกำไรน้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น และไม่ได้รับความสะดวก ดังนั้นจึงมีข้อกำหนดให้ประเทศไทยต้องยกเลิกการผูกขาดซื้อข้าวและการส่งออกข้าว ตลอดจนสินค้าอื่น ๆ ทำให้ต่างชาติสามารถติดต่อซื้อสินค้าจากผู้ผลิตได้โดยตรง

            ข้าวและสินค้าอื่นๆ จึงกลายเป็นสินค้าส่งออกโดยตรงแก่ต่างชาตินับแต่นั้นมา

            การยกเลิกการผูกขาดค้าข้าว และยกเลิกการผูกขาดส่งออกข้าว ทำให้ข้าวกลายเป็นสินค้าออกที่ทำรายได้ให้ประเทศมากที่สุด และทำให้ราคาข้าวภายในประเทศสูงขึ้น จูงใจให้ชาวนาผลิตข้าวเพิ่มมากขึ้น มีการขยายพื้นที่ปลูกข้าวอย่างกว้างขวาง จนพื้นที่ลุ่มต่ำไม่เพียงพอ และต้องขยายพื้นที่ปลูกข้าวขึ้นสู่ที่ดอน เช่น การขยายพื้นที่ปลูกข้าวแถบทุ่งรังสิต และพื้นที่ทั่วไปในพื้นที่ภาคกลาง

            เมื่อมีการขยายพื้นที่ปลูกข้าวมากขึ้นก็จำเป็นต้องขุดคลองชลประทาน เพื่อให้มีน้ำเพียงพอต่อการหล่อเลี้ยงการทำนา เป็นผลให้ยุคสมัยของรัชกาลที่ 5 เป็นยุคสมัยของการขุดคูคลองทั่วประเทศ

            การขุดคูคลองสมัยนั้นเป็นประโยชน์ร่วมกันทั้งของประเทศและของราษฎร จึงได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง ทำให้การเกณฑ์แรงงานทาสและไพร่รวมทั้งแรงงานต่างชาติเป็นไปอย่างกว้างขวางและได้ผล

            ไม่ต้องเสียเวลาเวนคืน ทำให้เกิดข้อพิพาทในเรื่องตีราคาเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และเนื่องจากเป็นการเกณฑ์แรงงาน จึงไม่มีการทุจริตคอร์รัปชั่น จึงทำให้คูคลองชลประทานที่ขุดขึ้นได้ความยาว ได้ขนาด ได้ความแข็งแรง เป็นไปดังพระราชประสงค์ทุกประการ

            ต่างกันอย่างลิบลับกับสมัยปัจจุบัน ที่ตั้งงบประมาณก่อสร้างถนนระยะทาง 3 กิโลเมตร เป็นเงิน 6,900,000 บาท แต่พอเอาเข้าจริงเงินจำนวนดังกล่าวกลับสร้างถนนได้เพียง 1 กิโลเมตรเศษเท่านั้น แม้พระเจ้าจะร้องเรียนกันสักเพียงไหนก็ไม่มีใครฟัง ใครสนใจจะลองถามข้อเท็จจริงจากชาวบ้านในต่างจังหวัดดูเอาเอง ก็จะรู้ชัดถึงความจริงดังกล่าว
เมื่อมีการขุดคลองชลประทานกว้างขวางเช่นนี้ ทำให้น้ำท่าเพื่อการเกษตรอุดมสมบูรณ์กว่าทุกสมัยที่ผ่านมา การสัญจรทางน้ำก็เป็นไปอย่างทั่วถึง สร้างความชื่นอกอิ่มใจให้แก่อาณาประชาราษฎร์โดยถ้วนหน้ากัน

            เมื่อน้ำท่าบริบูรณ์ขึ้น การทำนาก็ยิ่งได้ผล ราษฎรได้หันมาทำนาปลูกข้าวกันเป็นการใหญ่ เพราะปลูกแล้วได้ราคาดี พระเจ้าอยู่หัวทรงใช้ปฏิบัติการที่เป็นจริงให้การศึกษาแก่ราษฎรว่า การใช้ความขยันหมั่นเพียร การประกอบสัมมาอาชีวะบนผืนแผ่นดินอันอุดมแห่งสยามประเทศนั้นจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 

            ไม่จำต้องอาศัยกรมส่งเสริมการเกษตร หรือกรมวิชาการเกษตร หรือกรมเศรษฐกิจการเกษตรแต่ประการใดเลย และเมื่อมองเปรียบเทียบกันแล้วก็จะเห็นได้ว่าราษฎรในสมัยนั้นเชื่อถือพระเจ้าอยู่หัวมากกว่าที่ราษฎรในสมัยนี้เชื่อถือกระทรวงเกษตรฯ เพราะความจริงได้เกิดขึ้นหลายครั้งหลายคราว่า ถ้าขืนหลงเชื่อปลูกพืชตามคำแนะนำแล้ว จะทำให้พืชเกษตรชนิดนั้นราคาตกต่ำขาดทุนโดยถ้วนหน้ากัน

            เมื่อราษฎรระดมกันประกอบอาชีพทำนาอย่างกว้างขวางเช่นนี้ จึงทำให้ขาดแคลนแรงงาน เกิดสภาพที่เรียกร้องต้องการแรงงานจำนวนมาก

            เพื่อระดมแรงงานมาพัฒนาฯ สร้างสรรค์เศรษฐกิจผลิตข้าวเป็นสินค้าส่งออก ประกอบทั้งการพัฒนาของประเทศที่เปิดประเทศคบค้ากับประเทศตะวันตก ทำให้การมีทาสและไพร่กลายเป็นเรื่องป่าเถื่อนที่มนุษย์กดขี่ข่มเหงมนุษย์ด้วยกันเอง จำจะต้องมีการเลิกทาสเสีย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงกำหนดพระบรมราโชบายให้เลิกทาส และเมื่อเลิกทาสแล้วทาสเหล่านั้นก็ไม่กลายเป็นคนตกงาน มีที่ทำกินเป็นหลักเป็นแหล่ง มีรายได้เป็นเนื้อเป็นตัว ไม่เหมือนกับรัฐบาลหน้าโง่บางสมัยที่ทำให้คนซึ่งมีอาชีพทำกินอยู่ดี ๆ ให้กลายเป็นคนตกงาน มาเร่ร่อนจรจัดอยู่ในกรุงเทพมหานคร กลายเป็นปัญหาสังคมอยู่ในทุกวันนี้

            ถึงเลิกทาสแล้วกำลังในการผลิตข้าวในการส่งออกก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ จึงมีพระบรมราชโองการให้เลิกไพร่ ด้านหนึ่งก็เพื่อสลายการซ่องสุมกำลังของบรรดาขุนนางขุนศึกทั้งหลาย  แต่อีกด้านหนึ่งก็คือการย้ายแรงงานของไพร่ไปใช้ในการผลิต แทนที่จะเป็นกลุ่มคนที่คอยแต่เฝ้าแห่แหนรับใช้เจ้านายจนกลายเป็นนักบริโภค

            พระเจ้าอยู่หัวทรงลดจำนวนนักบริโภคของประเทศลงและย้ายพลังบของนักบริโภคเหล่านี้ไปอยู่ในภาคการผลิต ทำให้ประชากรของชาติโดยส่วนรวมกลายเป็นประชากรที่ทำการผลิต กลายเป็นประชากรที่มีคุณประโยชน์ในการสร้างสรรค์รายได้ให้แก่ครอบครัว สังคม และชาติ

            เมื่อประเทศมีรายได้มากกว่ารายจ่ายจำนวนมากมายกว่าทุกประเทศใดในภูมิภาคนี้ สยามประเทศจึงรุ่งเรืองเฟื่องฟู แม้กระทั่งประเทศญี่ปุ่นในรัชสมัยเมจิ รวมทั้งประเทศจีนยังต้องส่งคนมาดูงาน

            การได้ดุลการค้า การที่ค่าเงินแข็งในรัชสมัยของพระพุทธเจ้าหลวงนั้น เป็นเพราะประเทศมีรายได้มากกว่ารายจ่าย ไม่ได้อยู่ที่การทำโรดโชว์หรือการเปิดประชุมสัมมนา หรือการจ้างสื่อมวลชนให้เขียนข่าวสนับสนุนแต่ประการใดเลย

            ผลจากการเลิกผูกขาดการส่งออกในยุคนั้น จึงทำให้สินค้าไทยโดยเฉพาะข้าวแพร่หลายไปในยุโรปและอีกหลายประเทศ

            เป็นเรื่องที่น่าคิดว่า การยกเลิกการผูกขาดในการส่งออกกับการผูกขาดในการส่งออกนั้นอย่างไหนจะมีผลต่อการทำให้สินค้าภาคเกษตรของประเทศไทยมีราคาสูงกว่ากัน และอย่างไหนจะเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรมากกว่ากัน

            ปัจจุบันนี้สินค้าภาคเกษตรสำคัญหลายชนิด แม้ไม่เรียกว่าถูกผูกขาดในการส่งออก แต่ความจริงก็คือการส่งออกจะกระทำได้ภายใต้ระบบโควต้า คือกระทรวงพาณิชย์กำหนดโควต้าในการส่งออกแต่ละปี โดยมีเหตุผลว่าเพื่อให้สินค้าภาคเกษตรนั้นมีราคาสูง แต่ผลที่แท้จริงได้กลับกลายเป็นว่าราคาที่ดี เป็นราคาที่ดีเฉพาะแต่พ่อค้า โดยที่เกษตรกรกลับลำบากยากจนยิ่งขึ้น ฐานะของพวกเขาถอยหลังกลับไปสู่ยุคของพระพุทธเจ้าหลวงอีกครั้งหนึ่ง

            ประการที่สอง เปลี่ยนแปลงอัตราภาษีส่งออกหรือนำเข้า ที่จัดเก็บโดยถือเอาปากระวางเรือเป็นเกณฑ์ ดังที่เรียกกันว่าภาษีปากเรือ ซึ่งเรียกกันในปัจจุบันว่าภาษีศุลกากร ที่จัดเก็บในอัตรา 100 ชัก 3 ถึงอัตรา 100 ชัก 10 โดยไม่มีกฎเกณฑ์แน่นอน ให้เป็นการจัดเก็บภาษีที่ถือฐานจากมูลค่าในการส่งออกหรือนำเข้าเป็นเกณฑ์

            การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีศุลกากรดังกล่าว เป็นผลต่อการปรับปรุงและปฏิรูประบบภาษีของประเทศครั้งใหญ่ ซี่งแต่เดิมมาเป็นการให้สัมปทานผูกขาดในการจัดเก็บภาษีดังที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า นายอากรบ่อนเบี้ย คือรัฐให้สัมปทานแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งไปทำหน้าที่ในการจัดเก็บภาษี ซึ่งโดยมากก็จะได้แก่ผู้มีอิทธิพลในยุคสมัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นอิทธิพลในทางการเมืองหรือในทางการเงินก็ตามที

            การที่ผู้มีอำนาจจัดเก็บภาษีเป็นผู้มีอิทธิพลในทางเศรษฐกิจและการเงินนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะแต่ในประเทศไทยเท่านั้น หากเกิดขึ้นในทุกประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วหรือด้อยพัฒนาก็ตาม และไม่ว่าอยู่ในยุคประวัติศาสตร์สืบมาจนถึงปัจจุบัน และจะต่อไปในอนาคตก็ตามที ดังนั้นถ้าจะหาตัวผู้มีอิทธิพลแล้วไม่ต้องไปหาที่ไหน และให้ไปหาจากผู้ที่ทำหน้าที่เก็บภาษีก็จะพบ

            ขุนนางบางคนถืออำนาจจัดเก็บภาษีโดยไม่จ่ายคาสัมปทานให้หลวงก็มี เช่น กรณีของมณฑลปักษ์ใต้รัฐบาลไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้เลยแม้แต่บาทเดียว เพราะอำนาจในการจัดเก็บภาษีของมณฑลปักษ์ใต้เป็นของสมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในสมัยนั้น จึงไม่มีใครกล้าแตะต้อง

            พระเจ้าอยู่หัวเองก็คงอึดอัดพระราชหฤทัยไม่น้อย จะเป็นเพราะมีพระราชประสงค์ทดสอบหรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้ ปรากฏว่าช่วงเวลาหนึ่งทรงมีพระราชดำริกับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เกี่ยวด้วยเรื่องนี้ว่าไม่ทรงติดใจ แต่ทรงขอให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรี สุริยวงศ์ช่วยสร้างพระตำหนักที่ยอดเขาแห่งหนึ่งในจังหวัดเพชรบุรี

            สมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ก็รับพระราชกระแส แล้วเกณฑ์ไพร่ทั่วทั้งมณฑลปักษ์ใต้มาระดมงานก่อสร้างพระตำหนักที่จังหวัดเพชรบุรี จนแล้วเสร็จภายใน 3 เดือน ทั้ง ๆ ที่ปกติควรจะแล้วเสร็จใน 2-3 ปี นับเป็นการแสดงพลังอำนาจครั้งยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เป็นผลให้พระเจ้าอยู่หัวไม่มีพระราชดำรัสถึงเรื่องนี้อีกเลย จนกระทั่งทรงมีพระราชอำนาจเต็มเปี่ยม

            อุทาหรณ์ตรงนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้ใดก็ตามถ้าคุมกำลังทหารและคุมกำลังทางเศรษฐกิจไว้ในมือแล้ว ก็ย่อมฮึกเหิมในอำนาจนั้น กระทั่งไม่หวั่นเกรงพระราชอำนาจด้วยซ้ำไป อุทาหรณ์นี้มีปรากฏการณ์ให้เห็นในช่วงใกล้ที่นักธุรกิจใหญ่ในวงการโทรคมนาคม ซึ่งเป็นผู้ทรงอำนาจทางการเงินยิ่งใหญ่ของประเทศได้ก้าวเข้าสู่อำนาจรัฐ กลายเป็นผู้ที่มีอำนาจรัฐและอำนาจเงินอย่างเต็มเปี่ยม แต่ทว่าโชคร้ายที่ดำเนินแต้มคูทางการเมืองพลาดพลั้ง จนต้องสูญเสียอำนาจทางการเมืองไป

            บทเรียนนี้น่าจะเป็นบทเรียนให้แก่นักธุรกิจอีกหลายคนที่ครองความยิ่งใหญ่ทางธุรกิจอยู่แล้ว มุ่งหวังที่จะครองอำนาจทางการเมืองควบคู่กันไป ให้ตระหนักว่าการมีฐานะทั้งสองพร้อมในเวลาเดียวกัน เป็นเรื่องที่สร้างความหวาดวิตกให้แก่ผู้คน และย่อมจะต้องถูกต่อต้านทำลายจากคนหมู่มากอย่างไม่ต้องสงสัย

            การปฏิรูปทางภาษีอากรในยุคสมัยนั้น พระเจ้าอยู่หัวซึ่งถือว่าเป็นหัวหน้ารัฐบาลทรงว่าจ้างบรรดาที่ปรึกษาจากหลายชาติเข้ามาทำการศึกษา วางรากฐานและถวายความคิดเห็น ซึ่งนับเป็นประโยชน์ยิ่ง และเป็นรากฐานทางภาษีอากรของไทยตั้งแต่บัดนั้นมา

            ประการที่สาม กำหนดข้อตกลงสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ให้บรรดาคดีพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างคนในบังคับอังกฤษกับคนไทยต้องขึ้นศาลพิเศษซึ่งมีผู้พิพากษาเป็นคนในบังคับอังกฤษ ซึ่งว่ากันว่านี่คือการทำให้ประเทศไทยสูญเสียเอกราชในทางศาล จึงเป็นภารกิจของรัฐบาลในพระเจ้าอยู่หัวในสมัยนั้นที่จะต้องหาทางปลดแอกการสูญเสียเอกราชดังกล่าว

            แต่ถ้าจะมองถึงเหตุผลและความจำเป็นจากอีกด้านหนึ่งก็จะพบว่า ระบบศาลไทยในยุคนั้นยังคงใช้กฎหมายตราสามดวง ซึ่งก็รู้ดีกันอยู่แล้วว่ากฎหมายนี้ได้ทำขึ้นเป็น 3 ฉบับ ฉบับหนึ่งไว้ที่ศาลหลวง ส่วนอีก 2 ฉบับเก็บไว้ในพระบรมมหาราชวังและข้างพระที่ และเมื่อมองถึงยุคสมัยที่การพิมพ์ยังไม่ก้าวหน้ากว้างขวางเหมือนกับยุคเสรีสื่อมวลชนในปัจจุบันแล้ว ก็พอจะคาดได้ว่าข้อมูลเกี่ยวกับบทกฎหมายคงไม่ได้แพร่หลายเหมือนกับปัจจุบันนี้ คนรู้กฎหมายก็คงมีไม่มากนัก และที่ว่ารู้ก็จะรู้อย่างถูกต้องครบถ้วนก็ย่อมเป็นที่สงสัย

            โดยเฉพาะระบบวิธีพิจารณาความในสมัยนั้น หากจะมองจากปัจจัยย้อนไปแล้วก็เห็นได้ว่าเป็นระบบวิธีพิจารณาความที่โหดเหี้ยมทารุณ มีการตอกเล็บ บีบขมับ ตลอดจนดำน้ำ ลุยไฟ เพื่อพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ นอกจากนั้นบทลงโทษเกี่ยวกับความรับผิดก็ขยายกว้างขวางเกินความไปถึงผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิดอีกด้วย ซึ่งคนไทยทุกคนจะจำคำที่ว่าตัดหัวเจ็ดชั่วโคตรได้ ซึ่งแสดงว่าความผิดบางประเภทนั้นแม้ไม่ได้ทำก็อาจต้องรับผิดในการกระทำของคนอื่น และถ้าความผิดนั้นมีลักษณะรุนแรง เช่น กบฎ ก็อาจจะต้องถูกลงโทษตัดหัวถึงเจ็ดชั่วโคตร ซึ่งขัดกับหลักกฎหมายที่ได้พัฒนาแล้วในยุโรปในยุคนั้น เพราะถือหลักว่ากฎหมายต้องใช้ให้ตรงกับกรณีที่เกิดขึ้น คนจะต้องรับผิดก็ต่อเมื่อได้กระทำในสิ่งที่กฎหมายบัญญัติว่าผิด และจะต้องรับโทษก็เฉพาะโทษที่บัญญัติไว้เฉพาะตามกฎหมาย

            ด้วยเหตุที่ความรู้ทางกฎหมายและวิชากฎหมายมิได้แพร่หลาย จึงทำให้การใช้อำนาจตุลาการในยุคนั้นเป็นไปตามอำเภอใจอย่างกว้างขวาง

            ดังนั้นถ้ามองโดยยุติธรรมจะว่าการสูญเสียเอกราชทางศาลเป็นการข่มเหงของมหาอำนาจก็ไม่ผิด แต่ถ้าจะมองว่าเป็นความจำเป็นในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไม่ให้ถูกตัดสินตามอำเภอใจก็ไม่ผิดอีก

            จะแปลกก็ตรงที่แม้ยุคสมัยจะผ่านพ้นไปนานกว่าศตวรรษแล้ว แต่ซากเดนความคิดในการใช้อำนาจตุลาการตามอำเภอใจก็ยังแฝงฝังซึมลึกอยู่ในจิตใจของผู้คนบางหมู่บางเหล่า แทนที่จะมีความสำนึกว่าคนทั้งหลายมาศาลด้วยหวังในความยุติธรรมของศาลเป็นที่ตั้ง หมายเอาบารมีศาลเป็นที่พึ่งในการขจัดปัดเป่าความทุกข์ร้อนชี้ขาดข้อพิพาทให้ยุติไปโดยเร็วและเที่ยงธรรม กลับเหลิงระเริงในอำนาจใช้ศาสตราที่เป็นกฎหมายตามอำเภอใจ บ้างก็ใช้เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตน จนกระบวนการยุติธรรมไทยเศร้าหมองเหมือนพระจันทร์ข้างแรมในขณะนี้

            บทเรียนในแม่ ก.กา ของเจ้าพระยาศรีสุนทรโวหารที่เคยมีผู้ลงความเห็นว่าเป็นคำพยากรณ์กรุงรัตนโกสินทร์ได้ว่าไว้ตอนหนึ่งเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมว่า

            คดีที่มีคู่ คือ ไก่ หมู เจ้าสูภา ใครเอาข้าวปลามา เจ้าสูภาก็ว่าดี
            ที่แพ้แก้เป็นชนะ ไม่ถือพระประเวณี ขี้ฉ้อก็ได้ดี ใครด่าตีมีอาญา

            อย่าได้สงสัยเลยว่าเหตุใดแบบเรียนสำหรับเด็กนักเรียนสมัยก่อนมีความลึกซึ้งสละสลวยได้ถึงขนาดนี้ ก็เพราะว่าในสมัยนั้นเสนาบดีจะต้องเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต เป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยในผลงานอันปรากฏแล้ว ไม่เหมือนกับสมัยนี้ที่ใครมีปัญญาซื้อเสียงได้ ช่วยเหลือสมัครพรรคพวกให้ได้เข้ามาเป็นผู้แทนมากก็มีโอกาสเป็นเสนาบดี เพราะระบบเป็นดั่งนี้การได้คนมาเป็นเสนาบดีของชาติจึงลมพัดลมเพเสียเต็มประดา และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้ระบบการศึกษาของไทยต่ำต้อยด้อยค่าลงทุกวัน

            เมื่อถึงวันนี้เด็กนักเรียนจบชั้น ม.6 แล้ว จะอ่านบทเรียนแม่ ก.กา ในมูลบทบรรพกิจได้สักกี่คน

            บทเรียนดังกล่าวนี้ใช้สำหรับสอนเด็กนักเรียน แต่ช่างตรงกับเหตุการณ์ที่เป็นไปในยุคสมัยปัจจุบันอย่างน่ามหัศจรรย์ จึงเกิดกระแสการเรียกร้องต้องการให้ปฏิรูปศาลยุติธรรมอย่างกว้างขวางทั่วทั้งประเทศ

            และเพราะเหตุที่เราต้องสูญเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปลดแอกและช่วงชิงเอกราชทางศาลกลับคืนมา พระเจ้าอยู่หัวเองคงกระจ่างในพระราชหฤทัยว่ารากฐานหรือมูลเหตุที่เราต้องสูญเสียเอกราชทางศาลก็เพราะกฎหมายที่ล้าหลัง ไม่ทันสมัย ทำให้ประเทศของเราไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นประเทศในระบบนิติรัฐ คือไม่ใช่ประเทศที่ปกครองโดยกฎหมาย (Rule of Law) ดังนั้นในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพุทธศาสนิกชนดื่มด่ำอยู่ในพุทธธรรม ทรงเข้าพระทัยดีว่าการจะแก้ผลให้ตกก็ต้องแก้ที่เหตุ นั่นก็คือการปฏิรูปด้านกฎหมาย เป็นผลให้เกิดการตั้งโรงเรียนสอนกฎหมาย ตั้งกระทรวงยุติธรรม รวมศาลทั้งหลายที่สังกัดอยู่แทบทุกหน่วยงานมาสังกัดไว้ที่กระทรวงยุติธรรม ทรงส่งพระเจ้าลูกยาเธอและข้าราชบริพารไปศึกษากฎหมายยังต่างประเทศเป็นจำนวนมาก

            การวางรากฐานทางกฎหมายและระบบการยุติธรรมของบ้านเมืองเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งเป็นผลต่อมาให้การเจรจายกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเป็นไปได้และประสพความสำเร็จ อาจจะกล่าวได้ว่าการปลดเอกราชทางศาลที่สำเร็จขึ้นได้นั้นคือผลงานของพระองค์ท่านโดยแท้

            การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในยุคสมัยที่พระองค์ท่านได้ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ระบอบนิติรัฐเหมือนกับอารยประเทศ และเป็นรากฐานให้แก่การพัฒนาความรู้สาขานิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ภายในประเทศได้ก้าวหน้ามาจนถึงปัจจุบันนี้

            ทั้งสามประการนี้คือข้อตกลงหลักในสัญญาเบาริ่งที่ไทยทำกับอังกฤษ ซึ่งในประวัติศาสตร์ได้กล่าวถึงแต่ความเลวร้ายและความเสียหายจากการถูกบังคับให้ต้องทำสัญญาดังกล่าว

            แต่เมื่อพิจารณาโดยถ่องแท้แล้วก็จะเห็นได้ว่าสัญญาเบาริ่งนั้นหาได้มีผลเสียหรือความเลวร้ายแต่ด้านเดียวไม่ หากยังมีด้านที่เป็นคุณก่อเกิดประโยชน์อนาคตแก่ประเทศไทยอย่างมหาศาลดำรงอยูในอีกด้านหนึ่งด้วย

            พัฒนาการของประเทศตั้งแต่รัชสมัยรัชกาลที่ 5 มาจนถึงปัจจุบันนี้ คือผลพวงของสัญญาเบาริ่งชนิดที่แยกกันไม่ออก

            บัดนี้ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีขององค์การการค้าโลก หรือ WTO และมีพันธะต้องปฏิบัติตามปฏิญญาในการเป็นภาคีของ WTO ซึ่งเมื่อได้พิจารณาพันธะหลักของการเป็นภาคีของ WTO แล้วก็จะพบว่ามีหลักการที่คล้ายคลึงกับสัญญาเบาริ่ง ดังนั้นจึงพอจะคาดการณ์ได้ว่าช่วงระยะตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เฉกเช่นเดียวกับรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ควรที่ชาวไทยทั้งหลายจะได้เตรียมใจและเตรียมการทั้งปวงเพื่อต้อนรับกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะมาถึง

            WTO เป็นองค์การระดับโลกที่มีประเทศกว่าครึ่งโลกเป็นภาคีสมาชิก และทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจและการค้าให้ภาคีสมาชิกปฏิบัติ

            ประเทศในโลกทุกวันนี้มีทางเลือก 2 ทาง คือการเข้าเป็นภาคีของสมาชิก WTO หรือว่าไม่เข้าเป็นสมาชิกของ WTO

            การจะเข้าเป็นภาคีสมาชิกก็ต้องปฏิบัติตามปฏิญญาแห่งการเป็นสมาชิก และถ้ามองในแง่นี้ก็ต้องยอมรับว่าทุกประเทศที่เข้าเป็นภาคีสมาชิกก็จะต้องสูญเสียอำนาจในการตัดสินใจโดยอิสระของชาติไปส่วนหนึ่ง เพราะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของ WTO 

            และด้วยเหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า WTO ก็คือรัฐบาลของโลกที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและการค้า ซึ่งเรากล่าวไว้ในตอนต้นแล้วว่า WTO ก็คือพระพรหมทางเศรษฐกิจและการค้า

            ถ้าประเทศใดไม่ยอมเข้าเป็นสมาชิกหรือไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเป็นสมาชิกของ WTO ประเทศนั้นก็ไม่มีสิทธิ์จะมาซื้อขายกับประเทศสมาชิก WTO โดยอาศัยกฎเกณฑ์ที่ WTO กำหนด ได้กลายเป็นประเทศที่ป่าเถื่อนอยู่นอกสังคมโลก และด้วยเหตุนี้ประเทศต่าง ๆ จึงพยายามเข้าเป็นภาคีสมาชิกของ WTO รวมทั้งประเทศจีนด้วย แต่ก็เป็นที่น่าแปลกใจที่ประเทศพม่ายังคงแสดงท่าทีไม่สนใจและดูเหมือนพึงใจต่อการยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวในโลก

            ในการเข้าเป็นสมาชิกของ WTO นั้น จะต้องยอมรับหลักปฏิบัติซึ่งได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้วว่าคล้ายคลึงกับสัญญาเบาริ่งคือ

            ประการแรก จะต้องยกเลิกการผูกขาดการส่งออกและการนำเข้าสินค้าทุกชนิด และยกเลิกการผูกขาดในการดำเนินธุรกิจทั้งปวง รวมทั้งต้องยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าทุกชนิด และยอมรับได้เฉพาะก็แต่มาตรการทางภาษีอากรเท่านั้น

            ประการที่สอง อัตราภาษีศุลกากรจะต้องเป็นอัตราที่อยู่ในพิกัดที่ WTO กำหนด กล่าวให้เข้าใจโดยง่ายก็คือมีประเภทของพิกัดน้อยลง และมีอัตราภาษีของแต่ละพิกัดที่ชัดเจน

            ประการที่สาม ถ้ามีข้อพิพาทเกี่ยวด้วยปัญหาการค้าของประเทศสมาชิก จะต้องให้ WTO เป็นผู้ตัดสินข้อพิพาทนั้น

            หลักการทั้งสามข้อดังกล่าว ถ้าว่าโดยเนื้อหาแล้วก็คือหลักการเดียวกับสัญญาเบาริ่งนั่นเอง

            การยอมรับปฏิบัติตามหลักการทั้งสามข้อของประเทศสมาชิก จะเกิดผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ ธุรกิจทั้งภายในประเทศและการค้าระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง 

            หลักการข้อแรกที่ให้ยกเลิกการผูกขาดนั้นจะทำลายล้างการผูกขาดที่มีอยู่ในประเทศของเราให้หมดสิ้นไป เช่น การเปิดเสรีทางโทรคมนาคม สุรา เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ก็เห็นได้แล้วว่ากำลังเกิดอาการสั่นไหวในภาคธุรกิจโทรคมนาคม ในภาคธุรกิจสุรา รวมทั้งยาสูบ แม้กระทั่งกิจการขนส่งที่รัฐวิสาหกิจเฒ่าทารกทั้งหลายกำลังพะว้าพะวงอยู่ จนกระทั่งผู้บริหารจำพวกไดโนเสาร์ในรัฐวิสาหกิจบางแห่งที่ไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเกิดความกังวล ถึงขนาดยุยงส่งเสริมให้พนักงานในสมาคมแรงงานของรัฐวิสาหกิจนั้นทำการเคลื่อนไหวคัดค้านการแปรรูปเป็นเอกชน เพื่อก้าวไปสู่การยกเลิกการผูกขาด ยิ่งเคลื่อนไหวมากก็ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงความโง่เขลาเบาปัญญาและความเป็นผู้หลงยุคอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ดังนั้นหากรัฐวิสาหกิจใด หน่วยงานใด มีปรากฏการณ์หลงยุคเช่นนี้ ย่อมต้องเป็นภารกิจของรัฐบาลที่จะต้องมองให้เห็นว่าปรากฏการณ์ต่อต้านนั้นเกิดแต่พวกหลงยุค จะต้องปรับย้ายพวกหลง

            ยุคออกไปจากอำนาจหน้าที่ แล้วนำพวกก้าวหน้า ทันยุคทันสมัย เข้ามาเป็นผู้บริหารสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้น ประเทศของเราจึงจะสามารถเดินรุดหน้าไปได้

            ความโง่ของคนเพียงบางคนนั้นเป็นอันตรายน้อยกว่าการยินยอมให้คนโง่ขายความโง่ของตน หรือชักชวนให้คนอื่นโง่ตามไปด้วย

            ปัญหาที่จะต้องมองให้เห็นก็คือ องค์กรหรือธุรกิจทั้งหลายที่อยู่ในยุคผูกขาดมาเป็นเวลายาวนานมักจะเป็นองค์กรที่ล้าหลัง ทั้งด้านการบริหาร ระบบงาน และการพัฒนาบุคลากรของตน ซึ่งส่งผลให้เป็นองค์กรที่อ่อนแอ ไร้ประสิทธิภาพ ขาดสมรรถนะในการแข่งขันและสร้างสรรค์กำไร หากเตรียมการและปรับตัวไม่ดีพอก็จะถูกกลืนกินหรือล้มละลายไปตามสภาพทางธุรกิจ

            หลักการทั้งสองที่เกี่ยวกับพิกัดอัตราศุลกากรนั้นจะทำให้การปกป้องคุ้มครองธุรกิจของคนไทยที่เคยใช้มาตรการกีดกันประการอื่นต้องถูกยกเลิกไป วิธีการที่ญี่ปุ่นเคยกีดกันการค้าต่างประเทศโดยการกำหนดให้ส่งสินค้า ณ ท่าเรือแห่งหนึ่ง แล้วต้องนำสินค้าจากท่าเรือนั้นไปตรวจสอบเป็นระยะทางกว่า 1,000 กิโลเมตร จะไม่สามารถนำมาใช้ได้อีกต่อไป ดั้งนั้นจะเกิดการแข่งขันทางต้นทุน ทางระบบงาน และเทคโนโลยีอย่างขนานใหญ่ชนิดพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน องค์กรใดที่ล้าหลังต้นทุนสูง ประสิทธิภาพต่ำ จะไม่สามารถดำรงตนอยู่ได้ เพราะไม่สามารถผลิตสินค้าที่มีราคาทัดเทียมกับตลาดได้ และองค์กรใดสามารถผลิตสินค้าในต้นทุนที่ต่ำกว่าและมีคุณภาพดีกว่าย่อมจะได้เปรียบในการยึดครองตลาด และในการทำลายคู่แข่งขันให้พินาศไป

            ประเทศไทยเราเป็นประเทศที่เอาศีรษะเดินแทนเท้าในทางเศรษฐกิจตลอดมา เนื่องเพราะเรากำหนดพิกัดอัตราภาษีสินค้าต้นทาง หรือวัตถุดิบในอัตราสูง อ้างว่าเพื่อความจำเป็นในการนำเงินภาษีอากรมาสร้างสรรค์พัฒนาประเทศ ซึ่งเป็นผลโดยตรงให้สินค้าช่วงกลางหรือช่วงแปรรูปมีราคาที่สูงกว่าต่างประเทศ แล้วส่งผลโดยตรงให้สินค้าปลายทางหรือสินค้าที่พร้อมบริโภคมีราคาสูง

            การที่มีสินค้าหนีภาษีหลั่งไหลเข้าประเทศไทยก็เพราะราคาสินค้าดังกล่าวในต่างประเทศมีราคาต่ำกว่าในประเทศนั่นเอง

            ในโลกนี้ คนในโลกนี้ ล้วนใช้เท้าเดิน หาได้ใช้ศีรษะเดินแทนเท้าเหมือนประเทศไทยไม่  เหตุนี้สินค้าในหลายประเทศทั่วโลกจึงมีราคาต่ำกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย

            ข้อมูลจำนวนมากได้แสดงให้เห็นว่าต้นทุนการผลิตสินค้าในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมันนี และญี่ปุ่น สำหรับสินค้าหลายประเภทต่ำกว่าต้นทุนการผลิตในประเทศไทย

            ไม่เพียงแต่ต้นทุนการผลิตจะสูงเท่านั้น คุณภาพของสินค้ายังด้อยกว่ามาตรฐานและสู้สินค้าที่ผลิตจากต่างประเทศไม่ได้ ดังนั้นไม่ว่าเราจะรณรงค์สินค้าไทย สร้างกระแสลัทธินิยมไทยสักเพียงใดก็ตามก็ไม่เคยได้ผล เหตุผลก็เนื่องจากไม่มีใครยอมซื้อสินค้าราคาแพงนั่นเอง

            แต้ถ้าหากจะถามว่าการที่สินค้าราคาลดลงเป็นผลดีแก่ประชาชนหรือไม่ ก็ตอบได้โดยทางเดียวว่าการที่ราคาสินค้าลดต่ำลงและมีคุณภาพที่สูงขึ้นย่อมเป็นผลดีแก่ประชาชนโดยส่วนรวม

            การผลิตในภาคการแปรรูปและภาคอุตสาหกรรมทุกประเภทของไทยเราจะหลีกเลี่ยงผลกระทบในเรื่องนี้ไม่ได้ การเตรียมตัว การเตรียมใจ และการปรับปรุงกิจการตลอดจนการบริหารให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และมีสมรรถนะในการทำกำไรสูงจึงหลีกเลี่ยงไม่พ้น

            ยุคของร้านชำผ่านพ้นไปแล้ว เราจึงเห็นแต่ร้าน 7-Eleven ทุกหัวระแหงในบ้านเมืองของเรา

            หลักการข้อที่ 3 ที่ให้ WTO ตัดสินข้อพิพาทในทางการค้านั้น ก็คือการยอมยกเอกราชทางศาลบางส่วนให้แก่ WTO เหมือนกับสัญญาเบาริ่งนั่นเอง

            แม้ว่าประเทศไทยจะได้จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและกำลังจัดตั้งศาลการค้าระหว่างประเทศขึ้นก็ตาม แต่เรายังมีพันธะต้องปฏิบัติตามปฏิญญาที่ให้ไว้กับ WTO

            ถ้าหากจะมองโดยกว้างก็จะเห็นได้ว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่ประการใด เพราะปัญหาพิพาทในทางการค้านั้นไม่เพียงแต่ต้องการความยุติธรรมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากยังต้องการความรวดเร็วอีกด้วย

            ดังนั้นใครก็ตามที่สามารถประสาทความยุติธรรมโดยรวดเร็ว และด้วยค่าใช้จ่ายที่ไม่แพงแล้วควรต้องยอมรับได้ทั้งสิ้น ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากไม่สามารถประสาทความยุติธรรมได้ หรือไม่สามารถดำเนินกระบวนการยุติธรรมโดยรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ หรือต้องมีค่าใช้จ่ายที่แพงลิ่วแล้ว ก็เป็นสิ่งที่พึงถูกปฏิเสธทั้งสิ้นไม่ว่าเป็นสถาบันใดหรือบุคคลใด

            การเปลี่ยนแปลงในกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่กฎหมาย ผู้ใช้กฎหมาย และระบบงานกฎหมายจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น องค์กรใด บุคคลใดปรับปรุงปรับตัวได้สอดคล้องกับยุคสมัยก็จะดำรงอยู่ได้ องค์กรใด บุคคลใดปรับปรุงปรับตัวไม่ได้ก็จะถูกปฏิเสธ

            ประเทศไทยเมื่อไม่ต้องการยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวในโลก ทั้งได้เข้าเป็นภาคีสมาชิก WTO แล้วจึงทำให้ประเทศไทย ประชาชาติไทย และองค์กรธุรกิจทั้งปวงจึงจำต้องเดินเข้าสู่ประตูใหญ่แห่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของประเทศ

            ประชาชนไทยทั้งปวงจึงตื่นขึ้นเถิด เร่งรีบศึกษาบทเรียนแห่งการปฏิรูปใหญ่ในรัชสมัยของพระปิยะมหาราชเจ้า เร่งรีบศึกษากฎเกณฑ์รายละเอียดเกี่ยวกับ WTO และที่ WTO ได้กำหนด รวมทั้งเตรียมใจปรับตัว ปรับองค์กรให้ทันยุคทันสมัย สามารถรับมือกับยุคใหม่ได้ด้วยความสำเร็จและมั่นคง

            ยุติความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมลงชั่วคราว สามัคคีสมานฉันท์ประชาชาติไทยทั้งปวง สร้างประเทศไทยแห่งยุคใหม่ที่ทันสมัย เจริญก้าวหน้า และรุ่งเรืองให้สำเร็จ.



แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๖ เวลา ๑๐:๐๙ น.
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License