ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ประเทศไทยจะไปทางไหนกัน พิมพ์ อีเมล
บทความ - ประเทศไทยจะไปทางไหนกัน
เขียนโดย ไพศาล พืชมงคล   
วันจันทร์ที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เวลา ๑๔:๑๒ น.
Article Index
ประเทศไทยจะไปทางไหนกัน
บทนำ
วิสัยทัศน์ 2560
WTO สัญญาเบาริ่งแห่งศตวรรษใหม่
ทุกหน้า

      เมื่อร้อยกว่าปีก่อน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้เป็นบิดาแห่งการปฏิรูปประเทศไทยได้ทรงชี้แนวทางพัฒนาประเทศไทยไว้โดยสอดคล้องกับความเป็นจริงของประเทศไทยว่า จะเดินหนทางเกษตรธรรมชาติไม่ได้ เพราะจะทำให้ยากจน ขาดแคลน และล้าหลัง ในขณะเดียวกัน ก็จะเดินหนทางอุตสาหกรรมไม่ได้ เพราะประเทศไทยไม่มีปัจจัยการผลิต ทุน เทคโนโลยี และตลาด โดยทรงชี้ว่าทิศทางพัฒนาประเทศไทยจะต้องเป็นประเทศเกษตรอุตสาหกรรม หรืออุตสาหกรรมที่แปรรูปผลิตผลเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมบริการ การท่องเที่ยว เป็นผลให้สยามยุคนั้นเจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่ง 

      แนวทางดังกล่าวถูกเลิกล้มไปนับแต่มีการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 เป็นต้นมา วันเวลาผ่านไปร่วม 50 ปี ของการใช้แผนนี้ เป็นผลให้ประเทศไทยลำบากยากจน สังคมไทยเสื่อมสลาย 

      ดังนั้นสิริอัญญาจึงได้เขียนบทความชุดนี้ขึ้น โดยมีความมุ่งหมายที่จะสืบสานพระบรมราโชบายของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ที่ทรงชี้ทิศนำทางพัฒนาประเทศไทยไว้แล้ว เพื่อฟื้นคืนความเจริญรุ่งเรืองและความมั่งคั่งขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง.


            แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 ได้ใช้มาครึ่งทางแล้ว และนับแต่ใช้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 มาถึงปัจจุบัน ก็เป็นเวลาเกือบ 40 ปีแล้ว ขณะนี้อยู่ในช่วงเวลาของการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 ซึ่งจะเป็นแม่บทให้แก่รัฐบาลนำไปบริหารบ้านเมืองต่อไป ดังนั้นจึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมแก่การออกความคิดความเห็นว่าเราจะพัฒนาประเทศ ไปทางไหนกัน

            เกือบ 40 ปีที่มีการใช้แผนพัฒนาฯ ความเปลี่ยนแปลงใหญ่ก็คือ ได้เปลี่ยนทิศทางพัฒนาประเทศที่เดินมาแต่ประวัติศาสตร์ของชาติไทย จากหนทางเกษตรกรรมเป็นหนทางอุตสาหกรรม

            ประเทศชาติได้ทุ่มเทงบประมาณ สรรพกำลังทั้งปวง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งได้มีการตรากฎหมายมากมาย เพื่อส่งเสริมการเดินหนทางอุตสาหกรรม โดยทอดทิ้งภาคการเกษตรไว้ข้างหลัง เกษตรกรกว่า 20 ล้านคนของประเทศลำบากยากจน ขาดแคลน และล้าหลัง กลายเป็นคนยากจน ยากไร้ สิ้นเนื้อประดาตัว 

            ทรัพยากรธรรมชาติทั่วทั้งประเทศถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ มลภาวะที่เป็นพิษครอบงำทั่วทั้งประเทศ และกระจายไปยังภูมิภาคด้วย ก่อบรรยากาศแห่งอันตรายในการดำรงชีวิตปกติของมนุษย์รุนแรงขึ้นทุกวัน โรคภัยไข้เจ็บที่ไม่เคยเกิด ไม่เคยปรากฏก็เกิดและปรากฏขึ้น สังคมไทยที่อบอุ่นถูกทำลายลงอย่างยับเยิน กลายเป็นสังคมที่เห็นแก่ตัว นิยมส่วนเกิน บ้าบิ่น รุนแรง และเครียดจัด การเอารัดเอาเปรียบและการทำลายล้าง รวมทั้งการแพร่ขยายของยาเสพติดได้ครอบงำสังคมไทยไว้อย่างหนาแน่น

            จากประเทศที่ไม่เคยเป็นหนี้ต่างประเทศก็กลายเป็นประเทศที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ทั้งหนี้สินของรัฐและเอกชน เอกราชอธิปไตยของชาติที่บรรพชนพิทักษ์รักษาไว้ให้คนรุ่นเราท่านก็ถูกยึดครองครอบงำโดยต่างชาติอย่างแยบยล ความเป็นชาติไทยกำลังถูกทำลายอย่างลึกล้ำและเงียบกริบ ทั้งวัฒนธรรม สังคม และเศรษฐกิจ ขณะนี้จะเหลือความเป็นไทยหรือของไทยอยู่สักเท่าใด

            หากเป็นเช่นนี้ต่อไปไทยก็จะไม่เหลือความเป็นไทยในทุกทาง นี่คือผลพวงที่แท้ของการเดินหลงทาง คำแก้ตัวใด ๆ และคำอธิบายใด ๆ แม้แก้ตัวได้และอธิบายได้แต่ก็ไม่สามารถลบล้างความจริงที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และไม่สามารถลบล้างบทสรุปว่านี่คือผลของการเดินหลงทาง

            การก้าวให้พ้นจากห้วงเหวแห่งหายนะจึงมีแต่ต้องเปลี่ยนทิศทางของประเทศเสียใหม่ ทิศทางใหญ่ของประเทศก็คือการเดินหนทางเกษตร อุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมบริการ มีแต่เดินหนทางนี้เท่านั้นจึงจะสามารถกอบกู้ประเทศชาติได้อย่างแท้จริง

            ผู้เขียนได้เสนอความคิดเห็นในเรื่องนี้ มิได้มุ่งหมายให้เป็นข้อเสนอที่ตายตัว หากมุ่งหวังเพียงให้เป็นประกายแห่งความคิดหนึ่งที่จะมีส่วนต่อการสะกิดให้เพื่อนไทยทั้งผองได้ตั้งสติ หันมามองถึงหนทางที่ผ่านมา แล้วหาข้อสรุปเพื่อการเดินหนทางที่ถูกต้องต่อไป

 

       นายไพศาล  พืชมงคล
       1  มกราคม  2543

 

 


สำนักกฎหมายธรรมนิติ
ชั้น 4 อาคารนายเลิศทาวเวอร์ ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ
โทร. 02-267 8960-7


            บทความเรื่องนี้เป็นเรื่องสืบเนื่องหรือเกี่ยวเนื่องด้วยบทความเรื่อง วิสัยทัศน์ 500 ซึ่งลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 17 มิถุนายน 2540 ไปแล้ว 

            และยังได้เกี่ยวเนื่องด้วยเรื่อง วิสัยทัศน์ของนักวิชาการฝ่ายทหารที่ได้รับการแต่งตั้งจากกระทรวงกลาโหมแล้วมาประชุมกันกำหนดวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในอีก 30 ปีข้างหน้า คือประมาณว่าเป็นปี 2570 เสร็จแล้วได้จัดพิมพ์เป็นเล่มนำเสนอต่อรัฐบาล วิสัยทัศน์ของนักวิชาการฝ่ายทหารดังกล่าวนี้ โดยรวมก็คือมองว่า ประเทศไทยในอีก 30 ปีข้างหน้านี้จะยังคงเป็นประเทศเกษตรอุตสาหกรรม

            นอกจากนี้ยังคงเกี่ยวด้วยการประชุมสัมมนาของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ศกนี้ ที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางของประเทศไทยในอีก 20 ปีข้างหน้า คือปี 2560 โดยได้ระดมนักคิดทั้งหลายและบรรดาท่านผู้มีชื่อเสียงในสังคมไทยไปประชุมปรึกษาหารือกันแต่ดูเหมือนว่ายังไม่ได้ข้อยุติ

            ที่ขาดเสียมิได้ก็ต้องเกี่ยวด้วยรัฐบาล ซึ่งนักอุตสาหกรรมระดับแกนนำในพรรคชาติพัฒนากำลังผลักดันประเทศไทยให้รุดหน้าไปยังหนทางอุตสาหกรรมอย่างไม่ลืมหูลืมตา

            ประเทศไทยจะไปทางไหนกัน

            คำถามที่ว่า ประเทศไทยจะไปทางไหนกัน นี้กำลังกลายเป็นคำถามที่ท้าท้ายต่อภูมิปัญญาของรัฐบาลและของประชาชาติไทยทั้งมวล

            แต่ดูเหมือนว่าถึงวันนี้รัฐบาลก็ดี หน่วยงานของรัฐบาลก็ดี ยังไม่สามารถหาคำตอบที่ชัดเจนได้ว่า ประเทศไทยจะไปทางไหนกัน 

            ชาวต่างประเทศที่สนใจเศรษฐกิจไทยบางคนเคยกล่าวว่า ผู้นำของรัฐบาลไทยบางสมัยที่เป็นคนตกยุคเพ้อฝันที่จะทำให้สังคมไทยและประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมเหมือนดังที่เคยเป็นมาในประวัติศาสตร์ ในขณะที่ผู้นำของรัฐบาลไทยบางสมัยกลับเป็นคนจำพวกขอทานที่เพ้อฝันอย่างสร้างศูนย์การค้า โดยที่ไม่ได้ดูตัวเองว่ามีหรือไม่มีอะไร

            นี่เป็นเวรกรรมของประเทศไทยและของประชาชนชาวไทยที่นักการเมืองไทย รัฐบาลไทย และหน่วยงานของรัฐบาลไทยไม่ได้ให้ความสำคัญแก่การกำหนดทิศทางของประเทศ และการตรวจสอบถึงมาตรการทั้งหลายที่รองรับกับการกำหนดทิศทางของประเทศให้สอดคล้องสนับสนุนซึ่งกันและกัน

            ยังคงมีการกระทำแบบเถรส่องบาตร คือ ทำตาม ๆ กันไป ตามที่ได้ทำ ๆ กันมา โดยไม่รู้เหตุ ไม่รู้ผล และไม่รู้ถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

            และด้วยเหตุนี้เอง ประเทศไทยอันยิ่งใหญ่ในสุวรรณภูมิแต่อดีต จึงต้องตกเป็นประเทศที่มีหนี้สินรุงรัง และกลับล้าหลังกว่าแทบทุกประเทศในภูมิภาคนี้ไปเสียแล้ว 

            เพื่อตอบคำถามที่ว่า ประเทศไทยจะไปทางไหนกัน และเพื่อเป็นประกายหนึ่งแห่งความคิดอ่านในการกำหนดทิศทางของประเทศไทยในอนาคตของผู้สนใจในอนาคตของประเทศทั้งหลายได้พิจารณากัน จึงขอแสดงความเห็นในเรื่องนี้

            การที่จะมองว่า ประเทศไทยจะไปทางไหนกัน นั้นก็ควรที่จะได้หวนย้อนดูอดีตของประเทศไทยเสียก่อนเพราะอดีตนั้นคือสะพานที่ทอดผ่านมาถึงปัจจุบัน และสะพานจากปัจจุบันนั้นย่อมทอดสู่อนาคต

            ตั้งแต่ยุคสุโขทัยเรื่อยลงมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา เอาตรงจุดรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ ประเทศไทยของเราในยุคนี้เป็นประเทศเกษตรกรรมล้วน ไม่มีภาคอุตสาหกรรม ไม่มีภาคบริการ และไม่มีการนำเข้า-ส่งออก ไม่มีระบบเงินตราที่แน่นอน

            ภาคเกษตรกรรมของยุคนี้เป็นเกษตรกรรมแบบทำมาหากินเท่านั้น คือ ปลูกข้าวกันแต่พอกิน เหลือกินบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็นำไปแลกเปลี่ยนกับพืชผลหรืออาหารอย่างอื่นจากตลาด ซึ่งอยู่ในวงแคบ ๆ ภาษีอากรต่าง ๆ ที่เสียให้แก่รัฐบาลก็ยังไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ที่เก็บกันอยู่บ้างก็เก็บกันเป็นพืชผล

            ยามศึกสงครามก็ใช้ระบบเกณฑ์ คือ เกณฑ์ทั้งคน สัตว์เลี้ยง และเครื่องใช้ไม้สอย ตลอดจนอาหาร เพราะเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ต้องรับใช้ชาติบ้านเมือง ซึ่งต้องอุทิศทุกอย่างทั้งทรัพย์สินและชีวิตของตนเอง

            สังคมไทยในแบบนี้แม้ว่าอัตคัดขาดแคลน แต่ก็เป็นสังคมที่อบอุ่น มีน้ำใจไมตรี เกื้อกูลกัน เป็นสังคมที่คนต่างถิ่นมาแล้วไม่อดข้าว ไม่ไร้ที่ซุกหัวนอน

            ในช่วงรัชสมัยของสมเด็จพระเอกาทศรถเรื่อยมาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์ จับเอาที่รัชสมัยของรัชกาลที่ 3 ประเทศไทยก็ยังคงเป็นประเทศเกษตรกรรมอยู่นั่นเอง

            ในช่วงปลายรัชสมัยสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยนั้น ปรากฏว่ากรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงทำกิจการค้ากับต่างประเทศที่เป็นล่ำเป็นสันขึ้นเป็นครั้งแรก ทรงตั้งกองเรือพาณิชย์ส่วนพระองค์ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยมีพระบรมวงศานุวงศ์ที่สนิทชิดเชื้อบางพระองค์เข้าร่วมหุ้นด้วย

            กองเรือพาณิชย์ดังกล่าวเป็นเรือสำเภา แต่งสำเภาออกไปค้าขายยังประเทศจีนเป็นหลัก ซึ่งค้าง่ายขายคล่อง เพราะจีนในยุคนั้นไว้ใจประเทศไทยยิ่งกว่าไว้ใจฝรั่ง
แต่ไหนแต่ไรมาจีนถือว่าฝรั่งเป็นพวกนอกรีต เป็นพวกต่างศาสนา เป็นพวกต่างสี จีนจึงไม่ไว้วางใจ ดังนั้นฝรั่งชาติใดจะมาทำการค้าขายด้วยก็ต้องกระทำหยาบช้าต่อพระเยซูเจ้า ซึ่งฝรั่งหลายชาติทำไม่ได้ ทำให้การค้าขายของฝรั่งชาติต่าง ๆ กับจีนมีอุปสรรค 

            ผิดกับประเทศไทยซึ่งมีมิตรไมตรีอันดีกับจีนมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย มีการไปมาหาสู่กันเป็นระยะ ๆ เมื่อมีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินกันแต่ละครั้งก็มีการส่งทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้ากรุงจีนเรื่อยมา

            เมื่อทูตไทยไปถึงเมืองจีนและเข้าเฝ้าฮ่องเต้แต่ละครั้งก็ต้องอาศัยล่าม จะเป็นเพราะการแปลภาษาไม่ตรงกับเจตนา หรือเพราะล่ามเอาใจแต่พระเจ้ากรุงจีนก็เป็นได้ จึงทำให้การที่ราชทูตไทยไปเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้ากรุงจีนนั้นกลายเป็นว่าประเทศไทยไปจิ้มก้องยอมเป็นประเทศราชของจีน

            และดูเหมือนว่าพระเจ้ากรุงจีนก็จะพอใจกับสัมพันธไมตรีแบบที่ว่านี้ ดังนั้นเมื่อมีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินจึงมักที่จะพระราชทานตราประจำพระองค์ หรือที่เรียกว่า โลโต แก่พระเจ้าแผ่นดินของไทยและพระราชทานสมัญญานามลงท้าย อ่านเป็นภาษาแต้จิ๋วว่า เสียม ล้อ อ๋อง ทางฝ่ายไทยเองก็ดูเหมือนว่าไม่ติดใจในความเข้าใจผิดที่ว่านี้

            ดังนั้นจีนจึงไว้ใจไทย และไทยก็ไดัรับผลประโยชน์กับการค้าขายกับจีนเรื่อยมา เรือสำเภาที่ไทยส่งไปค้าขายจึงได้รับอภิสิทธิ์จากทางการจีนหลายประการ เช่น การเข้าท่า ความสะดวกในการใช้ท่าเรือ ความสะดวกในการเข้าเมือง ความสะดวกในการค้าขาย และการผ่อนปรนในการจัดเก็บภาษี

            กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงเข้าใจถึงความได้เปรียบทางการค้าดังกล่าว และทรงได้ใช้ความได้เปรียบในการค้านี้กับจีนอย่างเต็มที่ 

            ครั้นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงเสวยราชย์เป็นรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ก็มีเสียงครหาว่าทรงทำการค้าเป็นการส่วนพระองค์ ดังนั้นเพื่อมิให้เกิดความครหาจึงมีพระบรมราชโองการให้โอนกิจการค้าต่างประเทศส่วนพระองค์นั้นเป็นของแผ่นดิน ขึ้นต่อสำนักงานพระคลังข้างที่

            การค้าขายต่างประเทศระหว่างรัฐต่อรัฐหรือที่เรียกว่า G to G ในสมัยปัจจุบันจึงเป็นอันได้เริ่มต้นอย่างเป็นล่ำเป็นสันในสมัยรัชกาลที่ 3 นั่นเอง 

            ประเทศไทยได้อาศัยความได้เปรียบและสัมพันธ์อันดีกับจีน ทำการค้ากับจีนอย่างกว้างขวาง ความได้เปรียบและอภิสิทธิ์ดังกล่าวนี้เป็นที่เล่าขานระบือไปยังฝรั่งชาติต่างๆ 

            ดังนั้นบางประเทศที่ต้องการค้าขายกับจีนแต่ไม่ได้รับความสะดวกจึงต้องมาทำการค้าขายผ่านประเทศไทย

            ไทยจึงกลายเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างพวกฝรั่งกับจีนสายหนึ่ง และเป็นศูนย์กลางการค้าแห่งสุวรรณภูมิอีกสายหนึ่ง

            ความเป็นศูนย์กลางทางการค้าของไทยจึงเกิดขึ้นตั้งแต่ในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 และเพราะความเป็นศูนย์กลางการค้านี่เอง วัฒนธรรมทางตะวันตกและตะวันออกจึงหลั่งไหลมาผสมผสานกันในดินแดนสยามประเทศนี้

            ความรุ่งเรืองทางการค้าได้สร้างผลกำไรให้แก่ประเทศไทยอย่างมหาศาล จนกล่าวกันวาประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 3 มั่งคั่งจนเงินล้นพระคลังหลวง

            เมื่อมาถึงตอนนี้จึงพอสรุปได้ว่า ประเทศไทยในรัชกาลที่ 3 นั้น แม้ยังคงเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่ก็ได้ยกฐานะกลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าระหว่างฝรั่งกับจีนสายหนึ่ง และระหว่างประเทศในสุวรรณภูมิอีกสายหนึ่ง เป็นแต่ว่าช่วงนี้ยังไม่มีภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการอย่างอื่นเท่านั้น

            ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ประเทศไทยก็ได้เผชิญกับยุคแห่งการล่าอาณานิคมของตะวันตก จึงทำให้การค้าชะงักไป ปัญหาใหญ่ที่ประเทศต้องเผชิญก็คือการเอาตัวรอดจากการล่าอาณานิคมของตะวันตก 

            เหตุการณ์สำคัญในรัชกาลนี้ที่เป็นผลให้มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในรัชกาลต่อมาก็คือ การที่ไทยได้เข้าทำสัญญาเบาริ่งกับอังกฤษ
สัญญาเบาริ่งนี้มีเนื้อหาสำคัญ 3 ประการคือ

            ประการแรก ประเทศไทยต้องยกเลิกการผูกขาดทางการค้า ที่สำคัญก็คือ การผูกขาดการค้าข้าว เพราะก่อนหน้านี้ต่างชาติไม่สามารถซื้อข้าวได้โดยตรงจากประชาชน เนื่องจากมีกฎหมายให้ราษฎรไทยต้องขายข้าวให้แก่สำนักงานพระคลังข้างที่เท่านั้น และราคาที่ขายก็ต้องเป็นไปตามที่พระคลังข้างที่กำหนด

            ประการที่สอง ประเทศไทยจะกีดกันทางการค้าอย่างอื่นไม่ได้ การส่งสินค้าเข้า-ออก จะต้องคิดอัตราภาษีในอัตราที่แน่นอน 

            ประการที่สาม ถ้ามีปัญหาพิพาทระหว่างคนไทยกับคนในบังคับของอังกฤษ ก็จะต้องขึ้นศาลพิเศษที่มีลูกขุนและตุลาการเป็นคนในบังคับอังกฤษ

            ขอตั้งข้อสังเกตไว้ตรงนี้ก่อนว่า หลักการสำคัญ 3 ประการดังกล่าวนี้ในสัญญาเบาริ่งก็คือหลักการใหญ่ 3 ประการของ WTO ในปัจจุบันนั่นเอง

            ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สัญญาเบาริ่งก็ได้แสดงฤทธิ์เดชและอานุภาพอย่างเต็มที่ ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาล้วนแต่ประณามสัญญาเบาริ่งว่าเป็นสัญญาทาสที่บีบบังคับประเทศไทย แต่ในวันนี้จะขอเสนอให้มองสัญญาเบาริ่งในอีกแง่มุมหนึ่งคือในแง่มุมของการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปสู่ทิศทางใหม่ และเป็นทิศทางของการวางรากฐานให้แก่การพัฒนาภาคต่าง ๆ อย่างสมดุลในภายหลัง

            ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมีดังต่อไปนี้

            ประการแรก เพราะเหตุที่ประเทศไทยต้องยกเลิกการผูกขาดค้าข้าว จึงทำให้พวกฝรั่งสามารถซื้อข้าวได้จากราษฎรโดยตรง ดังนั้นจึงเกิดธุรกิจการค้าข้าวขึ้นเป็นครั้งแรก พูดง่ายๆ ก็คือมีพ่อค้าข้าวเกิดขึ้น และเพราะเหตุที่ยกเลิกการผูกขาดข้าวนี้เอง จึงทำให้ข้าวมีราคาสูงขึ้น และเมื่อข้าวมีราคาสูงขึ้น จึงทำให้ราษฎรไทยหันมาปลูกข้าวกันอย่างขนานใหญ่ เรียกว่าแย่งกันปลูกข้าวจนพื้นที่เพาะปลูกไม่เพียงพอ มีการขยายพื้นที่ปลูกข้าวไปยังทุกภาคของประเทศ และเพราะเหตุที่มีการบุกเบิกพื้นที่ปลูกข้าวนี่เอง แรงงานจึงขาดแคลน นำไปสู่การเลิกทาสอันเป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ทางสังคมไทย

            แรงงานทาสได้เคลื่อนย้ายสู่ภาคเกษตรทั่วทั้งประเทศ มีการระดมขุดคลองและขยายพื้นที่ปลูกข้าวอย่างกว้างขวาง จนแรงงานทาสที่เคลื่อนย้ายสู่ภาคเกษตรใหม่ก็ไม่เพียงพอ นำไปสู่การยกเลิกไพร่ ด้านหนึ่งเพื่อนำเอาแรงงานไพร่ไปสู่ภาคการผลิต แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้นได้กลายเป็นรากฐานให้แก่การปฏิรูปการปกครอง เพราะการเลิกไพร่ก็คือการลดขุมกำลังของพวกขุนศึกทั้งหลายนั่นเอง

            รวมความก็คือว่าประเทศไทยได้ผลักดันประชากรในภาคผู้บริโภคไปสู่การผลิตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ มีผลทำให้รายได้ประชาชาติและรายได้ของประชาชนมีขึ้นเป็นครั้งแรก และเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ 

            ประการที่สอง เมื่อปลูกข้าวมากเข้าก็ย่อมมีผู้มีปัญญามองเห็นว่าแทนที่จะส่งออกข้าวเปลือกก็ควรส่งออกเป็นข้าวสาร ซึ่งจะมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นอุตสาหกรรมการเกษตรจึงได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ด้วยการนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศ มาตั้งเป็นโรงสีแปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร ซึ่งทำให้ข้าวได้ราคามากขึ้น ทำรายได้ให้แก่ประเทศเพิ่มมากขึ้นอีก

            นอกจากนั้นเมื่อบุกเบิกพื้นที่ทำนามากขึ้น ก็จำต้องตัดไม้ซึ่งยังคงเป็นป่าดงดิบโดยทั่วไป การตัดไม้ด้วยแรงคนเป็นไปด้วยความยากลำบากและล่าช้า ประกอบกับบริษัทของอังกฤษซึ่งมีความถนัดในการซื้อทรัพยากรจากป่าไม้ในประเทศต่าง ๆ อยู่แล้ว มีความต้องการไม้สักจำนวนมาก ประโยชน์ทั้งสองจึงสมกัน ดังนั้นจึงเกิดอุตสาหกรรมโรงเลื่อยขึ้นอย่างกว้างขวางในทุกภาคของประเทศ ด้านหนึ่งเป็นการบุกเบิกพื้นที่ในการปลูกข้าว ด้านหนึ่งเป็นการบุกเบิกกิจการค้าไม้ และนำไปสู่การให้สัมปทานเหมืองแร่ติดตามมา

            ความรุ่งเรืองทางการค้าดังกล่าวจึงทำให้ไทยได้เปรียบดุลการค้าจำนวนมหาศาล เพราะมีสินค้าส่งออกจำนวนมาก แต่สินค้านำเข้าก็มีเพียงแพรพรรณ เครื่องจักรและเครื่องก่อสร้าง ซึ่งยังไม่มากเท่าใดนัก เพราะเหตุที่ได้เปรียบทางการค้ามากเท่านี้เอง เงินบาทของไทยจึงมีความเข้มแข็ง และดูเหมือนว่าจะแข็งที่สุดในประวัติศาสตร์เสียด้วย คือเงิน 1 บาท มีค่าเท่ากับเงิน 2 ปอนด์

            ประการที่สาม เกิดการพัฒนาประเทศครั้งใหญ่ที่สุด โดยเฉพาะในด้านคมนาคมและการขนส่ง ถนน ทางรถไฟ และการขนส่งทางน้ำ ได้รับการสร้างสรรค์อย่างขนานใหญ่ที่สุด อันเป็นการวางรากฐานให้แก่ภาคบริการในอนาคต กิจการโรงแรมแห่งแรกได้ก่อตั้งขึ้นในรัชกาลนี้ แม้กิจการธนาคารแห่งแรกก็ได้รับการจัดตั้งขึ้น

            ประการที่สี่ เกิดการปรับปรุงการบริหารและบทกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดเพื่อให้เป็นแบบสมัยใหม่ เพราะพระบรมวงศานุวงศ์จำนวนมากได้ถูกส่งไปรับการศึกษาเล่าเรียนในแทบทุกแขนง โดยเฉพาะด้านกฎหมายและการปกครองสำหรับทางการเงินของประเทศได้กำหนดให้หอรัษฎากรพิพัฒน์ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการจัดเก็บภาษี ในการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน และธนบัตร รวมถึงการรักษาการเงินของแผ่นดิน

            จึงอาจสรุปได้ว่า ในยุคของรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยมีความรุ่งเรืองทางภาคเกษตรอย่างสูงสุด และเป็นการเริ่มมีภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และการบริหารการเงินการคลังแบบสมัยใหม่

            ครั้นสิ้นแผ่นดินของรัชกาลที่ 5 มาจนถึงต้นรัชกาลที่ 9 ประเทศไทยก็ก้าวเข้าสู่ยุคที่ต้องเผชิญกับวิกฤต ภายในประเทศมีความขัดแย้งทางความคิดและการปกครอง มีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ภายนอกประเทศมีสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 และยังมีสงครามในภูมิภาคอีกหลายสงคราม จึงทำให้ประเทศไทยต้องตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจขาลงเป็นระยะเวลาค่อนข้างยาวนาน

            หลังจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจการปกครองแล้วได้จัดตั้งสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติขึ้นเพื่อทำหน้าที่ในการกำหนดทิศทางและแผนในการพัฒนาประเทศ นับเป็นการเริ่มต้นใหม่ของการกำหนดทิศทางของประเทศใหม่

            นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 เป็นต้นมา ประเทศไทยก็ได้มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อันเป็นการกำหนดทิศทางของประเทศใหม่จากที่เป็นมาแต่เดิม

            ชั่วระยะเวลา 35 ปีตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 ถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 7 ซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อปี 2539 ประเทศไยได้ถูกกำหนดทิศทางใหม่ให้เป็นประเทศอุตสาหกรรม

            เนื้อหาสาระสำคัญของแผนพัฒนาฯ ทั้ง 7 ฉบับดังกล่าว เมื่อได้กำหนดทิศทางให้ประเทศไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมแล้ว ก็ได้กำหนดแผนย่อยและมาตรการต่าง ๆ เพื่อรองรับต่อการเป็นประเทศอุตสาหกรรมอย่างทั่วด้าน ที่สำคัญมีดังต่อไปนี้

            ประการแรก ได้มีการจัดตั้งองค์กรของรัฐหลายรูปแบบ หลายหน่วยงาน เพื่อสนับสนุนจุนเจือเกื้อกูลต่อภาคอุตสาหกรรม ทำให้ประเทศไทยมีหน่วยงานและข้าราชการจำนวนมากที่สนับสนุนและรองรับภาคอุตสาหกรรม จนอาจกล่าวได้ว่ากลไกรัฐทั้งปวงได้ถูกจัดวางขึ้นเพื่อสนับสนุนความเป็นประเทศอุตสาหกรรม

            ประการที่สอง ระบบกฎหมายและสิทธิพิเศษต่าง ๆ ได้ถูกกำหนดให้เกื้อกูลสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมอย่างเต็มที่ และเพื่อให้กิจการอุตสาหกรรมขยายตัวไปสามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ จึงมีการให้สิทธิพิเศษทางภาษีอากรแก่ภาคอุตสาหกรรมอย่างมากมาย ตั้งแต่ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ และภาษีพิเศษต่าง ๆ ไปจนถึงการตั้งกำแพงภาษีกีดกันคู่แข่งจากต่างชาติ รวมทั้งการจัดตั้งกองทุนขึ้นจุนเจือภาคอุตสาหกรรมหลายกองทุน

            ประการที่สาม ได้มีการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมอย่างขนานใหญ่ ทั้งด้านที่ดิน เงินทุน เทคโนโลยี และกำลังคน จนแทบจะกล่าวได้ว่าทรัพยากรทั้งหลายทั้งปวงได้ถูกทุ่มเทให้แก่กิจการภาคอุตสาหกรรม ทรัพยากรธรรมชาติทั้งภาคพื้นดิน ทะเล และอากาศได้ถูกใช้ไปเพื่อการอุตสาหกรรม โดยมิได้คำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

            35 ปี แห่งการเดินหนทางที่ประเทศไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมเป็นระยะเวลาอันยาวนาน และมีข้อมูลอันอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งมีข้อเท็จจริงอันประจักษ์ชัดที่จะแสดงได้แล้วว่า ผลของการเดินหนทาอุตสาหกรรมนั้นเป็นประการใด

            ผลพวงของการเดินหนทางอุตสาหกรรมของประเทศที่สำคัญมีดังต่อไปนี้

            ประการแรก ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศได้ถูกคุกคามจากอุตสาหกรรมอย่างทั่วด้าน ผืนดิน ทะเล และแผ่นฟ้าถูกทำลายอย่างย่อยยับ ก่อให้เกิดมลภาวะที่เป็นพิษโดยทั่วไป ส่งผลให้ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกิดความวิปริตแปรปรวนแห่งดินฟ้าอากาศและภัยธรรมชาติจนราวกับว่าประเทศไทยตกอยู่ในอาเพศที่จะเกิดวิบัติในบ้านเมืองฉะนั้น 

            ประการที่สอง ประชากรในภาคเกษตรถูกทอดทิ้งอยู่ข้างหลังและล้มละลายอย่างระเนระนาด เกษตรกรซื้อของทุกอย่างโดยผู้ขายเป็นผู้กำหนดราคา แต่ต้องขายผลิตผลของตนทั้งหมดให้แก่ผู้ซื้อ โดยฝ่ายผู้ซื้อเป็นผู้กำหนดราคา ความขาดทุนจากกลไกการผลิตและความวิบัติแห่งธรรมชาติ ได้ทำให้เกษตรกรต้องขายที่ขายทางสายหนึ่งออกไปขายแรงงานในเมืองหลวงและเมืองใหญ่ สายหนึ่งเดินหน้าบุกป่าจับจองบุกเบิกที่ดินใหม่ กลายเป็นปัญหาพิพาทระหว่างรัฐกับราษฎรในทุกวันนี้ ส่วนสายที่สามคือคนแก่กับเด็กที่ไม่มีทางไปไหน ต้องจับเจ่าอยู่กับถิ่นเดิมซึ่งแร้นแค้น ขณะนี้ประชากร 30 ล้านคนในภาคเกษตรล้วนล้มละลายโดยถ้วนหน้ากัน

            ประการที่สาม เพื่อทำให้ต้นทุนในการผลิตต่ำลง นอกจากยกเว้นภาษีและให้อภิสิทธิ์มากหลาย ก็ต้องทำให้ค่าแรงต่ำด้วย เป็นผลให้แรงงานกว่า 10 ล้านคนที่เคลื่อนย้ายมาจากภาคเกษตรสู่ภาคอุตสาหกรรมมีรายได้ต่ำอย่างยิ่ง เพียงพอกินไปวันหนึ่ง ๆ เท่านั้น คุณภาพชีวิตในการทำงานล้วนต่ำกว่ามาตรฐานและกลายเป็นคนไร้ค่า หนักเข้าแรงงานจำนวนมากได้ติดยาเสพติด และก่อเกิดปัญหาสังคมลุกลามไปทั่ว เพียงเพื่อที่จะกำหนดค่าแรงให้ต่ำลง สวัสดิการและการพัฒนาแรงงานจึงถูกละเลย 35 ปีผ่านไปแรงงานไทยยังคงเป็นแรงงานไร้ฝีมือ ไร้เทคโนโลยีอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นเพียงทาสติดโรงงานที่เป็นภาระแก่สังคมในวันหนึ่งข้างหน้า 

            ประการที่สี่ เพราะเหตุที่ประเทศไทยนั้นหาได้มีรากฐานอุตสาหกรรมแต่อย่างใด ดังนั้นวัตถุดิบเกือบทั้งหมดจึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เครื่องจักรทั้งหมดจะต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เทคโนโลยีและการบริหารทั้งหมดจะต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้นรายได้จากการส่งออกภาคอุตสาหกรรมเติบโตขึ้นเพียงใด ก็มีรายจ่ายจากการนำเข้าวัตถุดิบ เครื่องจักร เทคโนโลยี และทุนจากต่างประเทศมากขึ้นเพียงนั้น 35 ปีที่ผ่านมาจึงทำให้ประเทศไทยมีหนี้สินต่างประเทศถึงประมาณ 6 ล้านล้านบาท ประเทศขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นทุกปี ถ้าพูดแบบชาวบ้านก็คือค้าขายขาดทุนนั่นเอง การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดก็เพิ่มขึ้น และผลที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็คือประเทศกำลังจะล้มละลาย ความได้เปรียบด้านแรงงานของประเทศไทยได้หมดไปแล้ว ในปัจจัยการผลิตที่สำคัญ 10 ประการนั้น ประเทศไทยได้เปรียบประเทศอื่นเพียง 3 ประการเท่านั้น นอกนั้นไม่สามารถสู้ชาติอื่นได้เลย ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าหนทางอุตสาหกรรมได้มาถึงทางตันแล้ว 

            สถานการณ์ที่เป็นจริงของการเดินหนทางอุตสาหกรรมของประเทศไทยได้เปิดเผยเค้าลางให้เห็นมาเป็นลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ผลที่ทำให้ประเทศชาติกำลังไปสู่หนทางล้มละลาย ประชาชนยากไร้ ยากจน ทรัพยากรถูกทำลายสูญสิ้น มลภาวะเป็นพิษ และปัญหาสังคมที่หนักหน่วง

            ความเป็นจริงดังกล่าวนี้ได้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากหลาย ดังนั้นในปลายแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 7 ซึ่งเป็นช่วงของการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 จึงมีการระดมความคิดเห็นครั้งใหญ่ของบรรดานักคิดและผู้นำทางความคิดในสังคมไทย ซึ่งมีข้อสรุปเกือบชัดเจน 2 ประการ คือ

            ประการแรก เห็นว่าการเดินหนทางอุตสาหกรรมนั้นได้ก่อให้เกิดปัญหากับประเทศและประชาชนไทยสุดคณานับ ทั้งนี้อาจจะเนื่องด้วยความเกรงใจภาคอุตสาหกรรมก็เป็นได้ จึงไม่กล้ายืนยันว่าการเดินหนทางอุตสาหกรรมผิดพลาดและถึงทางตันแล้ว

            ประการที่สอง เห็นว่าการพัฒนาทั้งปวงจะต้องเป็นไปเพื่อคน และต้องถือเอาคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา

            ด้วยข้อสรุปที่ว่านี้ จึงทำให้การพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 ได้ปรับทิศทางของประเทศเสียใหม่ จากการเดินหนทางอุตสาหกรรมมาเป็นยืนอยู่กับที่ โดยถือเอาคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาทั้งปวง นี่คือปรัชญาของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8

            เมื่อมาถึงวันนี้ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 ได้ถูกท้าทายอย่างรวดเร็วกว่า เมื่อถือเอาคนเป็นศูนย์กลางแล้ว ประเทศไทยจะไปทางไหนกัน เพราะการหยุดอยู่กับที่โดยไม่กล้าประณามว่าการเดินหนทางอุตสาหกรรมผิดพลาดนั้น ยังทำให้แรงเหวี่ยงของการเดินหนทางอุตสาหกรรมที่เดินมา 35 ปีแล้ว ผลักดันประเทศไทยไปยังทิศทางอุตสาหกรรมต่อไปอีก

            การแสดงท่าทีหลายครั้งของนายกร ทัพพะรังสี แห่งพรรคชาติพัฒนา ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ายังคงทุ่มพลังและผลักดันอย่างเต็มที่ในการผลักให้ประเทศไทยเดินไปตามหนทางอุตสาหกรรมดังที่เป็นมาแต่อดีต 

            ประวัติศาสตร์ของประเทศไทยและผลพวงที่ชัดเจนของการเดินหนทางอุตสาหกรรม 35 ปี ได้ให้บทเรียนและข้อสรุปแก่เรา ดังนี้ 

            ประการแรก ประเทศไทยยังคงมีประชากรในภาคเกษตรอีก 30 ล้านคน ซึ่งยังคงลำบาก ยากจนและล้าหลัง

            ประการที่สอง การเดินหนทางอุตสาหกรรมของประเทศไทยมีอนาคตที่ประเทศไทยจะต้องล้มละลายและประชาชนชาวไทยจะต้องตกเป็นทาสทางเศรษฐกิจของต่างชาติ

            โดยสรุปก็คือ ประเทศไทยไม่สามารถอยู่ในภาคเกษตรได้อีกต่อไป และในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถเดินหนทางอุตสาหกรรมได้อีกต่อไป

            นี่คือความเข้าใจพื้นฐานที่สุดที่ประชาชาติไทยทั้งมวลควรต้องรีบทำความเข้าใจ เราเรียกร้องให้พรรคการเมือง นักธุรกิจ ข้าราชการ และผู้สนใจในประเทศชาติทั้งปวงให้หันมาพินิจพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง

            ก็เมื่อเราอยู่ในภาคเกษตรไม่ได้ และขณะเดียวกันก็จะเดินหนทางอุตสาหกรรมไม่ได้เช่นนี้แล้ว ทางออกของเราอยู่ตรงไหนกันเล่า

            ขอเชิญดูความเป็นจริงของครอบครัวหนึ่ง ซึ่งเป็นครอบครัวยากจนในชนบทไทย เป็นครอบครัวที่มีบุตร 3 คน ความจริงของครอบครัวนี้อาจจะให้แง่คิดบางประการแก่เรา

            บุตรคนแรก จบการศึกษา ป.4 พ่อแม่ให้ทำนาอยู่กับบ้าน ในพื้นที่นา 22 ไร่ ปีหนึ่งสิ้นไปแล้ว มีข้าวเหลืออยู่เพียงไม่กี่ถัง ซึ่งหมายความว่าผลการทำงานของบุตรคนนี้เพียงพอมีพอกินเท่านั้น 

            บุตรคนที่สอง จบการศึกษา ม.2 ทนสภาพแร้นแค้นในชนบทไม่ได้ ต้องไปทำงานในกรุงเทพฯ อยู่ในโรงงานทอผ้า ได้ค่าแรงวันละ 150 บาท แต่ละเดือนสามารถส่งเงินช่วยเหลือพ่อแม่ได้เดือนละ 300 บาท ปีหนึ่งสิ้นไปแล้ว บุตรคนนี้ก็ไม่มีอะไรเหลือ

            บุตรคนที่สาม จบการศึกษา ป.3 ทนสภาพแร้นแค้นในชนบทไม่ได้ ต้องไปเป็นบริกรประจำโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ได้ค่าแรงเพียงวันละ 80 บาทเทานั้น แต่มีรายได้จากทิปของแขก ปรากฏว่าทุกเดือนบุตรคนนี้สามารถส่งเงินให้แก่พ่อแม่ได้เดือนละ 2,000 บาท และยังมีเงินเหลืออีก 60,000 บาท

            ความจริงของครอบครัวนี้ได้บอกว่าบุตรที่อยู่ในภาคบริการ สามารถทำรายได้มากที่สุด

            ความจริงอีกจำนวนมากที่เรายังไขว้เขวหรือมองข้ามไป เช่น 
            (1)   กิจการโรงแรมของไทย เป็นกิจการโรงแรมที่เลิศที่สุดในโลกมาเป็นเวลาช้านานแล้ว 
            (2)  ความมีอัธยาศัยและน้ำใจไมตรีของคนไทยขึ้นชื่อลือชาที่สุดในโลก จนขณะนี้ปรากฏว่าในพระราชวังของพระราชาธิบดีหลายประเทศใช้บริกรที่เป็นคนไทย และโรงแรมอันเลิศหรูหลายแห่งในโลกใช้บริกรไทย แม่บ้านไทยเดินทางไปทำงานในหลายประเทศทั่วโลก
            (3) ประเทศไทยเป็นแห่งอารยธรรม วัฒนธรรม และศิลปะที่ขึ้นชื่อลือชามากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สถานที่ต่าง ๆ ของประเทศไทยล้วนน่ารื่นรมย์ไม่แพ้ชาติใดในภูมิภาคนี้หรือในโลก
            (4) คนไทยมีความสามารถพิเศษหลายอย่าง อันเป็นที่ต้องการของชาวโลก เช่น แพทย์ พยาบาล การนวดแผนโบราณ การประดิษฐ์อัญมณี ช่างฝีมือ สถาปนิก วิศวกร และงานภาคบริการนานาชนิด
            (5) ประเทศไทยมีแหล่งบันเทิงเริงรมย์และอำนวยความสุข จนได้ชื่อว่าเป็นมหาอำนาจทางบันเทิงเริงรมย์ของโลก

            แต่ทว่าเราไม่เคยให้ความเอาใจใส่ดูแลสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมบริการของเราเลย มิหนำซ้ำอุตสาหกรรมบริการของไทยยังถูกเหยียบย่ำซ้ำเติมอย่างหนักหน่วง

            ในขณะที่เราให้สิทธิภาษีอากรแก่ภาคอุตสาหกรรมจำนวนมาก แต่ภาคอุตสาหกรรมบริการกลับเสียภาษีในอัตราสูงสุดและอย่างเต็มที่

            ในขณะที่เรายกฐานะภาคอุตสาหกรรมเป็นภาคอภิสิทธิ์ แต่อุตสาหกรรมภาคบริการกลับถูกรีดนาทาเร้นทุกหนทุกแห่ง ทุกกิจการ 

            ในขณะที่เราส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจในภาคอุตสาหกรรม แต่เราเหยียบย่ำทำลายภูมิปัญญาในภาคบริการทั่วประเทศ 

            ในขณะที่เรามีองค์กรของรัฐจำนวนมากเพื่อเกื้อหนุนอุตสาหกรรม แต่องค์กรของรัฐอีกหลายแห่งก็บังคับควบคุมและขจัดภาคบริการของประเทศ

            แม้กระทำกันถึงเพียงนี้แล้ว ยังปรากฏว่ารายได้ในภาคบริการของประเทศไทยที่ยอมรับกันในระบบมีจำนวนถึง 2 แสนล้านบาทต่อปี ในขณะที่ว่ากันว่ารายได้ของภาคบริการนอกระบบยังมีอีกกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี

            รวมความว่าอย่างน้อยในแต่ละปี ประเทศมีรายได้จากภาคบริการถึง 4 แสนล้านบาท

            ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมียอดรายได้จากการส่งออกโดยรวมประมาณ 1 ล้าน 5 แสนล้านบาท แต่เมื่อหักต้นทุนอันเป็นรายจ่ายออกเสียประมาณร้อยละ 90 แล้วเท่ากับว่าในแต่ละปีภาคอุตสาหกรรมทำรายได้ให้แก่ประเทศสุทธิเพียง 1 แสน 5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

            น้อยกว่ารายได้จากภาคบริการถึง 2 แสน 5 หมื่นล้านบาท

            ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการสมควรที่จะได้ร่วมกันคิดพิจารณา กำหนดทิศทางใหม่ของประเทศไทยให้เป็นอุตสาหกรรมบริการ และนี่คือทางออกที่รุ่งโรจน์ของประเทศไทย

            ถ้าหากจะกำหนดให้ประเทศไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมบริการแล้ว ควรจะพิจารณาถึงมาตรการต่าง ๆ ที่สอดคล้องรองรับกันเหมือนกับที่เราเคยทำกับภาคอุตสาหกรรม ที่สำคัญมีดังต่อไปนี้

            ประการแรก รัฐบาลจะต้องตั้งหน่วยงานขึ้นเพื่อส่งเสริมสนับสนุนภาคบริการอย่างเต็มที่ ทำนองเดียวกับการตั้งสำนักงานส่งเสริมการลงทุนหรือนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ทั้งควรต้องปรับปรุงกลไกของรัฐให้เกื้อหนุนต่อภาคบริการอย่างเต็มที่

            ประการที่สอง ทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของโลก ส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจโรงแรม ส่งเสริมการสร้างสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งบันเทิงเริมรมย์ ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศปลอดภาษี กล่าวโดยง่ายก็คือ ยกฮ่องกงมาไว้ที่ประเทศไทย เพื่อการนี้ต้องยกเลิกภาษีทุกชนิดที่เป็นอุปสรรคต่อภาคบริการเพราะว่ารัฐสามารถจัดเก็บภาษีจากความเติบโตจากภาคบริการได้มากกว่าส่วนที่ขาดไป

            ประการที่สาม ปรับปรุงระบบการศึกษาให้คนไทยสามารถใช้ภาษาที่สองได้ ซึ่งอาจะเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาจีน หรือภาษาญี่ปุ่น เพื่อให้สามารถติดต่อกับชาวต่างชาติได้อย่างสะดวก

            ประการที่สี่ ฟื้นฟูธุรกิจบริการต่าง ๆ ที่ถูกทำลายไปแล้วให้ฟื้นคืนชีพใหม่ สนับสนุนธุรกิจบริการที่มีอยู่แล้วให้มีคุณภาพที่สูงขึ้น

            เราจะยอมรับหรือไม่ก็ตามที แต่ความจริงในวันนี้ก็คือรายได้จากภาคบริการปีละ 4 แสนล้านบาท คือรายได้ที่ค้ำจุนฐานะของประเทศไทยและประชาชนไทยในปัจจุบันนี้

            เรามาร่วมกันศึกษาค้นคว้าและกำหนดทิศทางใหม่ของประเทศกันเถิด.


             สิ่งที่เรียกว่า WTO กำลังเป็นสิ่งที่ฮิตมากที่สุดในยุคปัจจุบัน ใครต่อใครที่เกี่ยวข้องในวงการเศรษฐกิจการค้า หากไม่พูดถึง WTO แล้วดูออกจะเชยเต็มที

            ความจริง WTO นั้นหากจะพูดให้เข้าใจอย่างง่ายๆ แบบไทย ๆ ก็พอจะกล่าวได้ว่า WTO ก็คือพระพรหมทางเศรษฐกิจการค้าในศตวรรษจากนี้ไป

            WTO นั้นมีหลักการคล้ายคลึงกับสัญญาเบาริ่ง ดังนั้นในการทำความรู้จักกับ WTO และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นก็น่าที่จะลองทบทวนหลักการสำคัญของสัญญาเบาริ่งเสียก่อน ก็จะเกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น

            เรื่องราวของสัญญาเบาริ่งและความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ของประเทศไทยเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5

            พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นมหาราชที่ยิ่งใหญ่แห่งภูมิภาคนี้ พระองค์ท่านทรงริเริ่มการปฏิรูปและการสร้างสรรค์ประเทศอย่างขนานใหญ่ ทำให้ประเทศไทยในยุคนั้นมีความเจริญรุ่งเรืองในระดับสูงสุด

            เศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่งและได้ดุลการค้าต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ค่าเงินบาทในขณะนั้นแข็งที่สุดในประวัติศาสตร์ ถ้าเทียบกับเงินปอนด์แล้ว เงินไทย 1 บาท สามารถแลกเงินปอนด์ได้ถึง 2 ปอนด์

            ในขณะที่ปัจจุบันนี้ต้องใช้เงินไทยถึงประมาณ 42 บาท จึงจะแลกได้ 1 ปอนด์

            การพัฒนาสร้างสรรค์ในยุคสมัยนั้น ด้านหนึ่งเป็นเพราะพระปรีชาสามารถและพระปัญญาทัศน์อันยาวไกลของพระองค์ท่าน แต่อีกด้านหนึ่งเป็นเพราะแรงกดดันจากการคุกคามของนักล่าอาณานิคมจากต่างชาติ

            ที่สำคัญก็คือ ประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส และไทยเราต้องเสียดินแดนถึง 1 ใน 3 ให้แก่ 2 ชาตินี้ ถึงขนาดที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกันแสงด้วยความเศร้าพระราชหฤทัย และกังวลในพระราชหฤทัยว่าแผ่นดินไทยที่พระบูรรมหากษัตริยาธิราชเจ้าได้ทรงสร้างและรักษาไว้ จะสูญสิ้นไปในยุคสมัยของพระองค์

            แต่ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ผลที่แท้จริงก็ปรากฏว่าประเทศไทยในยุคสมัยของพระองค์ท่านได้พัฒนาก้าวหน้าถึงขีดสุด หากจะเทียบกับประเทศในภูมิภาคนี้ทั้งหมดในยุคนั้น
รากฐานของความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญก็คือ การที่ไทยถูกบังคับให้ทำสัญญาเบาริ่ง ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการค้าครั้งใหญ่สุดนับตั้งแต่ตั้งกรุงรัตนโกสินทร์

            เนื้อหาสาระของสัญญาเบาริ่งมี 3 ประการ คือ 

            ประการแรก ยกเลิกการผูกขาดซื้อข้าวของสำนักงานพระคลังข้างที่ และยกเลิกการผูกขาดส่งออกข้าวของสำนักงานพระคลังข้างที่ ให้เป็นไปโดยเสรี

            ก่อนหน้านี้ชาวนาจะผลิตข้าวเพื่อการบริโภคเป็นส่วนใหญ่ เพราะถ้ามีผลผลิตก็จะต้องขายให้แก่สำนักงานพระคลังข้างที่ในราคาที่สำนักงานพระคลังข้างที่กำหนด ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำไม่คุ้มกับการลงทุน เป็นผลให้การผลิตข้าวมีจำนวนจำกัด ไม่สามารถเป็นสินค้าหลักในการส่งออกของประเทศ และเป็นต้นเหตุที่ทำให้ประเทศไม่มีรายได้เพียงพอต่อการพัฒนา

            สำหรับการส่งออกข้าว สำนักงานพระคลังข้างที่ก็เป็นผู้ผูกขาด ดังนั้นเมื่อต่างชาติประสงค์จะซื้อข้าวก็จะต้องซื้อจากสำนักงานพระคลังข้างที่ ในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้มีการแต่งสำเภาสินค้าโดยเฉพาะข้าวออกไปขายยังต่างประเทศ เช่น จีน เป็นจำนวนมากทำรายได้ให้แก่ประเทศจนเงินล้นพระคลัง ครั้นมาถึงยุคล่าอาณานิคม ต่างชาติเห็นว่าการที่ตนต้องซื้อสินค้าออกในลักษณะถูกผูกขาดเช่นนี้ ทำให้มีกำไรน้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น และไม่ได้รับความสะดวก ดังนั้นจึงมีข้อกำหนดให้ประเทศไทยต้องยกเลิกการผูกขาดซื้อข้าวและการส่งออกข้าว ตลอดจนสินค้าอื่น ๆ ทำให้ต่างชาติสามารถติดต่อซื้อสินค้าจากผู้ผลิตได้โดยตรง

            ข้าวและสินค้าอื่นๆ จึงกลายเป็นสินค้าส่งออกโดยตรงแก่ต่างชาตินับแต่นั้นมา

            การยกเลิกการผูกขาดค้าข้าว และยกเลิกการผูกขาดส่งออกข้าว ทำให้ข้าวกลายเป็นสินค้าออกที่ทำรายได้ให้ประเทศมากที่สุด และทำให้ราคาข้าวภายในประเทศสูงขึ้น จูงใจให้ชาวนาผลิตข้าวเพิ่มมากขึ้น มีการขยายพื้นที่ปลูกข้าวอย่างกว้างขวาง จนพื้นที่ลุ่มต่ำไม่เพียงพอ และต้องขยายพื้นที่ปลูกข้าวขึ้นสู่ที่ดอน เช่น การขยายพื้นที่ปลูกข้าวแถบทุ่งรังสิต และพื้นที่ทั่วไปในพื้นที่ภาคกลาง

            เมื่อมีการขยายพื้นที่ปลูกข้าวมากขึ้นก็จำเป็นต้องขุดคลองชลประทาน เพื่อให้มีน้ำเพียงพอต่อการหล่อเลี้ยงการทำนา เป็นผลให้ยุคสมัยของรัชกาลที่ 5 เป็นยุคสมัยของการขุดคูคลองทั่วประเทศ

            การขุดคูคลองสมัยนั้นเป็นประโยชน์ร่วมกันทั้งของประเทศและของราษฎร จึงได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง ทำให้การเกณฑ์แรงงานทาสและไพร่รวมทั้งแรงงานต่างชาติเป็นไปอย่างกว้างขวางและได้ผล

            ไม่ต้องเสียเวลาเวนคืน ทำให้เกิดข้อพิพาทในเรื่องตีราคาเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และเนื่องจากเป็นการเกณฑ์แรงงาน จึงไม่มีการทุจริตคอร์รัปชั่น จึงทำให้คูคลองชลประทานที่ขุดขึ้นได้ความยาว ได้ขนาด ได้ความแข็งแรง เป็นไปดังพระราชประสงค์ทุกประการ

            ต่างกันอย่างลิบลับกับสมัยปัจจุบัน ที่ตั้งงบประมาณก่อสร้างถนนระยะทาง 3 กิโลเมตร เป็นเงิน 6,900,000 บาท แต่พอเอาเข้าจริงเงินจำนวนดังกล่าวกลับสร้างถนนได้เพียง 1 กิโลเมตรเศษเท่านั้น แม้พระเจ้าจะร้องเรียนกันสักเพียงไหนก็ไม่มีใครฟัง ใครสนใจจะลองถามข้อเท็จจริงจากชาวบ้านในต่างจังหวัดดูเอาเอง ก็จะรู้ชัดถึงความจริงดังกล่าว
เมื่อมีการขุดคลองชลประทานกว้างขวางเช่นนี้ ทำให้น้ำท่าเพื่อการเกษตรอุดมสมบูรณ์กว่าทุกสมัยที่ผ่านมา การสัญจรทางน้ำก็เป็นไปอย่างทั่วถึง สร้างความชื่นอกอิ่มใจให้แก่อาณาประชาราษฎร์โดยถ้วนหน้ากัน

            เมื่อน้ำท่าบริบูรณ์ขึ้น การทำนาก็ยิ่งได้ผล ราษฎรได้หันมาทำนาปลูกข้าวกันเป็นการใหญ่ เพราะปลูกแล้วได้ราคาดี พระเจ้าอยู่หัวทรงใช้ปฏิบัติการที่เป็นจริงให้การศึกษาแก่ราษฎรว่า การใช้ความขยันหมั่นเพียร การประกอบสัมมาอาชีวะบนผืนแผ่นดินอันอุดมแห่งสยามประเทศนั้นจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 

            ไม่จำต้องอาศัยกรมส่งเสริมการเกษตร หรือกรมวิชาการเกษตร หรือกรมเศรษฐกิจการเกษตรแต่ประการใดเลย และเมื่อมองเปรียบเทียบกันแล้วก็จะเห็นได้ว่าราษฎรในสมัยนั้นเชื่อถือพระเจ้าอยู่หัวมากกว่าที่ราษฎรในสมัยนี้เชื่อถือกระทรวงเกษตรฯ เพราะความจริงได้เกิดขึ้นหลายครั้งหลายคราว่า ถ้าขืนหลงเชื่อปลูกพืชตามคำแนะนำแล้ว จะทำให้พืชเกษตรชนิดนั้นราคาตกต่ำขาดทุนโดยถ้วนหน้ากัน

            เมื่อราษฎรระดมกันประกอบอาชีพทำนาอย่างกว้างขวางเช่นนี้ จึงทำให้ขาดแคลนแรงงาน เกิดสภาพที่เรียกร้องต้องการแรงงานจำนวนมาก

            เพื่อระดมแรงงานมาพัฒนาฯ สร้างสรรค์เศรษฐกิจผลิตข้าวเป็นสินค้าส่งออก ประกอบทั้งการพัฒนาของประเทศที่เปิดประเทศคบค้ากับประเทศตะวันตก ทำให้การมีทาสและไพร่กลายเป็นเรื่องป่าเถื่อนที่มนุษย์กดขี่ข่มเหงมนุษย์ด้วยกันเอง จำจะต้องมีการเลิกทาสเสีย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงกำหนดพระบรมราโชบายให้เลิกทาส และเมื่อเลิกทาสแล้วทาสเหล่านั้นก็ไม่กลายเป็นคนตกงาน มีที่ทำกินเป็นหลักเป็นแหล่ง มีรายได้เป็นเนื้อเป็นตัว ไม่เหมือนกับรัฐบาลหน้าโง่บางสมัยที่ทำให้คนซึ่งมีอาชีพทำกินอยู่ดี ๆ ให้กลายเป็นคนตกงาน มาเร่ร่อนจรจัดอยู่ในกรุงเทพมหานคร กลายเป็นปัญหาสังคมอยู่ในทุกวันนี้

            ถึงเลิกทาสแล้วกำลังในการผลิตข้าวในการส่งออกก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ จึงมีพระบรมราชโองการให้เลิกไพร่ ด้านหนึ่งก็เพื่อสลายการซ่องสุมกำลังของบรรดาขุนนางขุนศึกทั้งหลาย  แต่อีกด้านหนึ่งก็คือการย้ายแรงงานของไพร่ไปใช้ในการผลิต แทนที่จะเป็นกลุ่มคนที่คอยแต่เฝ้าแห่แหนรับใช้เจ้านายจนกลายเป็นนักบริโภค

            พระเจ้าอยู่หัวทรงลดจำนวนนักบริโภคของประเทศลงและย้ายพลังบของนักบริโภคเหล่านี้ไปอยู่ในภาคการผลิต ทำให้ประชากรของชาติโดยส่วนรวมกลายเป็นประชากรที่ทำการผลิต กลายเป็นประชากรที่มีคุณประโยชน์ในการสร้างสรรค์รายได้ให้แก่ครอบครัว สังคม และชาติ

            เมื่อประเทศมีรายได้มากกว่ารายจ่ายจำนวนมากมายกว่าทุกประเทศใดในภูมิภาคนี้ สยามประเทศจึงรุ่งเรืองเฟื่องฟู แม้กระทั่งประเทศญี่ปุ่นในรัชสมัยเมจิ รวมทั้งประเทศจีนยังต้องส่งคนมาดูงาน

            การได้ดุลการค้า การที่ค่าเงินแข็งในรัชสมัยของพระพุทธเจ้าหลวงนั้น เป็นเพราะประเทศมีรายได้มากกว่ารายจ่าย ไม่ได้อยู่ที่การทำโรดโชว์หรือการเปิดประชุมสัมมนา หรือการจ้างสื่อมวลชนให้เขียนข่าวสนับสนุนแต่ประการใดเลย

            ผลจากการเลิกผูกขาดการส่งออกในยุคนั้น จึงทำให้สินค้าไทยโดยเฉพาะข้าวแพร่หลายไปในยุโรปและอีกหลายประเทศ

            เป็นเรื่องที่น่าคิดว่า การยกเลิกการผูกขาดในการส่งออกกับการผูกขาดในการส่งออกนั้นอย่างไหนจะมีผลต่อการทำให้สินค้าภาคเกษตรของประเทศไทยมีราคาสูงกว่ากัน และอย่างไหนจะเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรมากกว่ากัน

            ปัจจุบันนี้สินค้าภาคเกษตรสำคัญหลายชนิด แม้ไม่เรียกว่าถูกผูกขาดในการส่งออก แต่ความจริงก็คือการส่งออกจะกระทำได้ภายใต้ระบบโควต้า คือกระทรวงพาณิชย์กำหนดโควต้าในการส่งออกแต่ละปี โดยมีเหตุผลว่าเพื่อให้สินค้าภาคเกษตรนั้นมีราคาสูง แต่ผลที่แท้จริงได้กลับกลายเป็นว่าราคาที่ดี เป็นราคาที่ดีเฉพาะแต่พ่อค้า โดยที่เกษตรกรกลับลำบากยากจนยิ่งขึ้น ฐานะของพวกเขาถอยหลังกลับไปสู่ยุคของพระพุทธเจ้าหลวงอีกครั้งหนึ่ง

            ประการที่สอง เปลี่ยนแปลงอัตราภาษีส่งออกหรือนำเข้า ที่จัดเก็บโดยถือเอาปากระวางเรือเป็นเกณฑ์ ดังที่เรียกกันว่าภาษีปากเรือ ซึ่งเรียกกันในปัจจุบันว่าภาษีศุลกากร ที่จัดเก็บในอัตรา 100 ชัก 3 ถึงอัตรา 100 ชัก 10 โดยไม่มีกฎเกณฑ์แน่นอน ให้เป็นการจัดเก็บภาษีที่ถือฐานจากมูลค่าในการส่งออกหรือนำเข้าเป็นเกณฑ์

            การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีศุลกากรดังกล่าว เป็นผลต่อการปรับปรุงและปฏิรูประบบภาษีของประเทศครั้งใหญ่ ซี่งแต่เดิมมาเป็นการให้สัมปทานผูกขาดในการจัดเก็บภาษีดังที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า นายอากรบ่อนเบี้ย คือรัฐให้สัมปทานแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งไปทำหน้าที่ในการจัดเก็บภาษี ซึ่งโดยมากก็จะได้แก่ผู้มีอิทธิพลในยุคสมัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นอิทธิพลในทางการเมืองหรือในทางการเงินก็ตามที

            การที่ผู้มีอำนาจจัดเก็บภาษีเป็นผู้มีอิทธิพลในทางเศรษฐกิจและการเงินนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะแต่ในประเทศไทยเท่านั้น หากเกิดขึ้นในทุกประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วหรือด้อยพัฒนาก็ตาม และไม่ว่าอยู่ในยุคประวัติศาสตร์สืบมาจนถึงปัจจุบัน และจะต่อไปในอนาคตก็ตามที ดังนั้นถ้าจะหาตัวผู้มีอิทธิพลแล้วไม่ต้องไปหาที่ไหน และให้ไปหาจากผู้ที่ทำหน้าที่เก็บภาษีก็จะพบ

            ขุนนางบางคนถืออำนาจจัดเก็บภาษีโดยไม่จ่ายคาสัมปทานให้หลวงก็มี เช่น กรณีของมณฑลปักษ์ใต้รัฐบาลไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้เลยแม้แต่บาทเดียว เพราะอำนาจในการจัดเก็บภาษีของมณฑลปักษ์ใต้เป็นของสมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในสมัยนั้น จึงไม่มีใครกล้าแตะต้อง

            พระเจ้าอยู่หัวเองก็คงอึดอัดพระราชหฤทัยไม่น้อย จะเป็นเพราะมีพระราชประสงค์ทดสอบหรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้ ปรากฏว่าช่วงเวลาหนึ่งทรงมีพระราชดำริกับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เกี่ยวด้วยเรื่องนี้ว่าไม่ทรงติดใจ แต่ทรงขอให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรี สุริยวงศ์ช่วยสร้างพระตำหนักที่ยอดเขาแห่งหนึ่งในจังหวัดเพชรบุรี

            สมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ก็รับพระราชกระแส แล้วเกณฑ์ไพร่ทั่วทั้งมณฑลปักษ์ใต้มาระดมงานก่อสร้างพระตำหนักที่จังหวัดเพชรบุรี จนแล้วเสร็จภายใน 3 เดือน ทั้ง ๆ ที่ปกติควรจะแล้วเสร็จใน 2-3 ปี นับเป็นการแสดงพลังอำนาจครั้งยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เป็นผลให้พระเจ้าอยู่หัวไม่มีพระราชดำรัสถึงเรื่องนี้อีกเลย จนกระทั่งทรงมีพระราชอำนาจเต็มเปี่ยม

            อุทาหรณ์ตรงนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้ใดก็ตามถ้าคุมกำลังทหารและคุมกำลังทางเศรษฐกิจไว้ในมือแล้ว ก็ย่อมฮึกเหิมในอำนาจนั้น กระทั่งไม่หวั่นเกรงพระราชอำนาจด้วยซ้ำไป อุทาหรณ์นี้มีปรากฏการณ์ให้เห็นในช่วงใกล้ที่นักธุรกิจใหญ่ในวงการโทรคมนาคม ซึ่งเป็นผู้ทรงอำนาจทางการเงินยิ่งใหญ่ของประเทศได้ก้าวเข้าสู่อำนาจรัฐ กลายเป็นผู้ที่มีอำนาจรัฐและอำนาจเงินอย่างเต็มเปี่ยม แต่ทว่าโชคร้ายที่ดำเนินแต้มคูทางการเมืองพลาดพลั้ง จนต้องสูญเสียอำนาจทางการเมืองไป

            บทเรียนนี้น่าจะเป็นบทเรียนให้แก่นักธุรกิจอีกหลายคนที่ครองความยิ่งใหญ่ทางธุรกิจอยู่แล้ว มุ่งหวังที่จะครองอำนาจทางการเมืองควบคู่กันไป ให้ตระหนักว่าการมีฐานะทั้งสองพร้อมในเวลาเดียวกัน เป็นเรื่องที่สร้างความหวาดวิตกให้แก่ผู้คน และย่อมจะต้องถูกต่อต้านทำลายจากคนหมู่มากอย่างไม่ต้องสงสัย

            การปฏิรูปทางภาษีอากรในยุคสมัยนั้น พระเจ้าอยู่หัวซึ่งถือว่าเป็นหัวหน้ารัฐบาลทรงว่าจ้างบรรดาที่ปรึกษาจากหลายชาติเข้ามาทำการศึกษา วางรากฐานและถวายความคิดเห็น ซึ่งนับเป็นประโยชน์ยิ่ง และเป็นรากฐานทางภาษีอากรของไทยตั้งแต่บัดนั้นมา

            ประการที่สาม กำหนดข้อตกลงสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ให้บรรดาคดีพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างคนในบังคับอังกฤษกับคนไทยต้องขึ้นศาลพิเศษซึ่งมีผู้พิพากษาเป็นคนในบังคับอังกฤษ ซึ่งว่ากันว่านี่คือการทำให้ประเทศไทยสูญเสียเอกราชในทางศาล จึงเป็นภารกิจของรัฐบาลในพระเจ้าอยู่หัวในสมัยนั้นที่จะต้องหาทางปลดแอกการสูญเสียเอกราชดังกล่าว

            แต่ถ้าจะมองถึงเหตุผลและความจำเป็นจากอีกด้านหนึ่งก็จะพบว่า ระบบศาลไทยในยุคนั้นยังคงใช้กฎหมายตราสามดวง ซึ่งก็รู้ดีกันอยู่แล้วว่ากฎหมายนี้ได้ทำขึ้นเป็น 3 ฉบับ ฉบับหนึ่งไว้ที่ศาลหลวง ส่วนอีก 2 ฉบับเก็บไว้ในพระบรมมหาราชวังและข้างพระที่ และเมื่อมองถึงยุคสมัยที่การพิมพ์ยังไม่ก้าวหน้ากว้างขวางเหมือนกับยุคเสรีสื่อมวลชนในปัจจุบันแล้ว ก็พอจะคาดได้ว่าข้อมูลเกี่ยวกับบทกฎหมายคงไม่ได้แพร่หลายเหมือนกับปัจจุบันนี้ คนรู้กฎหมายก็คงมีไม่มากนัก และที่ว่ารู้ก็จะรู้อย่างถูกต้องครบถ้วนก็ย่อมเป็นที่สงสัย

            โดยเฉพาะระบบวิธีพิจารณาความในสมัยนั้น หากจะมองจากปัจจัยย้อนไปแล้วก็เห็นได้ว่าเป็นระบบวิธีพิจารณาความที่โหดเหี้ยมทารุณ มีการตอกเล็บ บีบขมับ ตลอดจนดำน้ำ ลุยไฟ เพื่อพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ นอกจากนั้นบทลงโทษเกี่ยวกับความรับผิดก็ขยายกว้างขวางเกินความไปถึงผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิดอีกด้วย ซึ่งคนไทยทุกคนจะจำคำที่ว่าตัดหัวเจ็ดชั่วโคตรได้ ซึ่งแสดงว่าความผิดบางประเภทนั้นแม้ไม่ได้ทำก็อาจต้องรับผิดในการกระทำของคนอื่น และถ้าความผิดนั้นมีลักษณะรุนแรง เช่น กบฎ ก็อาจจะต้องถูกลงโทษตัดหัวถึงเจ็ดชั่วโคตร ซึ่งขัดกับหลักกฎหมายที่ได้พัฒนาแล้วในยุโรปในยุคนั้น เพราะถือหลักว่ากฎหมายต้องใช้ให้ตรงกับกรณีที่เกิดขึ้น คนจะต้องรับผิดก็ต่อเมื่อได้กระทำในสิ่งที่กฎหมายบัญญัติว่าผิด และจะต้องรับโทษก็เฉพาะโทษที่บัญญัติไว้เฉพาะตามกฎหมาย

            ด้วยเหตุที่ความรู้ทางกฎหมายและวิชากฎหมายมิได้แพร่หลาย จึงทำให้การใช้อำนาจตุลาการในยุคนั้นเป็นไปตามอำเภอใจอย่างกว้างขวาง

            ดังนั้นถ้ามองโดยยุติธรรมจะว่าการสูญเสียเอกราชทางศาลเป็นการข่มเหงของมหาอำนาจก็ไม่ผิด แต่ถ้าจะมองว่าเป็นความจำเป็นในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไม่ให้ถูกตัดสินตามอำเภอใจก็ไม่ผิดอีก

            จะแปลกก็ตรงที่แม้ยุคสมัยจะผ่านพ้นไปนานกว่าศตวรรษแล้ว แต่ซากเดนความคิดในการใช้อำนาจตุลาการตามอำเภอใจก็ยังแฝงฝังซึมลึกอยู่ในจิตใจของผู้คนบางหมู่บางเหล่า แทนที่จะมีความสำนึกว่าคนทั้งหลายมาศาลด้วยหวังในความยุติธรรมของศาลเป็นที่ตั้ง หมายเอาบารมีศาลเป็นที่พึ่งในการขจัดปัดเป่าความทุกข์ร้อนชี้ขาดข้อพิพาทให้ยุติไปโดยเร็วและเที่ยงธรรม กลับเหลิงระเริงในอำนาจใช้ศาสตราที่เป็นกฎหมายตามอำเภอใจ บ้างก็ใช้เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตน จนกระบวนการยุติธรรมไทยเศร้าหมองเหมือนพระจันทร์ข้างแรมในขณะนี้

            บทเรียนในแม่ ก.กา ของเจ้าพระยาศรีสุนทรโวหารที่เคยมีผู้ลงความเห็นว่าเป็นคำพยากรณ์กรุงรัตนโกสินทร์ได้ว่าไว้ตอนหนึ่งเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมว่า

            คดีที่มีคู่ คือ ไก่ หมู เจ้าสูภา ใครเอาข้าวปลามา เจ้าสูภาก็ว่าดี
            ที่แพ้แก้เป็นชนะ ไม่ถือพระประเวณี ขี้ฉ้อก็ได้ดี ใครด่าตีมีอาญา

            อย่าได้สงสัยเลยว่าเหตุใดแบบเรียนสำหรับเด็กนักเรียนสมัยก่อนมีความลึกซึ้งสละสลวยได้ถึงขนาดนี้ ก็เพราะว่าในสมัยนั้นเสนาบดีจะต้องเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต เป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยในผลงานอันปรากฏแล้ว ไม่เหมือนกับสมัยนี้ที่ใครมีปัญญาซื้อเสียงได้ ช่วยเหลือสมัครพรรคพวกให้ได้เข้ามาเป็นผู้แทนมากก็มีโอกาสเป็นเสนาบดี เพราะระบบเป็นดั่งนี้การได้คนมาเป็นเสนาบดีของชาติจึงลมพัดลมเพเสียเต็มประดา และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้ระบบการศึกษาของไทยต่ำต้อยด้อยค่าลงทุกวัน

            เมื่อถึงวันนี้เด็กนักเรียนจบชั้น ม.6 แล้ว จะอ่านบทเรียนแม่ ก.กา ในมูลบทบรรพกิจได้สักกี่คน

            บทเรียนดังกล่าวนี้ใช้สำหรับสอนเด็กนักเรียน แต่ช่างตรงกับเหตุการณ์ที่เป็นไปในยุคสมัยปัจจุบันอย่างน่ามหัศจรรย์ จึงเกิดกระแสการเรียกร้องต้องการให้ปฏิรูปศาลยุติธรรมอย่างกว้างขวางทั่วทั้งประเทศ

            และเพราะเหตุที่เราต้องสูญเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปลดแอกและช่วงชิงเอกราชทางศาลกลับคืนมา พระเจ้าอยู่หัวเองคงกระจ่างในพระราชหฤทัยว่ารากฐานหรือมูลเหตุที่เราต้องสูญเสียเอกราชทางศาลก็เพราะกฎหมายที่ล้าหลัง ไม่ทันสมัย ทำให้ประเทศของเราไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นประเทศในระบบนิติรัฐ คือไม่ใช่ประเทศที่ปกครองโดยกฎหมาย (Rule of Law) ดังนั้นในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพุทธศาสนิกชนดื่มด่ำอยู่ในพุทธธรรม ทรงเข้าพระทัยดีว่าการจะแก้ผลให้ตกก็ต้องแก้ที่เหตุ นั่นก็คือการปฏิรูปด้านกฎหมาย เป็นผลให้เกิดการตั้งโรงเรียนสอนกฎหมาย ตั้งกระทรวงยุติธรรม รวมศาลทั้งหลายที่สังกัดอยู่แทบทุกหน่วยงานมาสังกัดไว้ที่กระทรวงยุติธรรม ทรงส่งพระเจ้าลูกยาเธอและข้าราชบริพารไปศึกษากฎหมายยังต่างประเทศเป็นจำนวนมาก

            การวางรากฐานทางกฎหมายและระบบการยุติธรรมของบ้านเมืองเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งเป็นผลต่อมาให้การเจรจายกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเป็นไปได้และประสพความสำเร็จ อาจจะกล่าวได้ว่าการปลดเอกราชทางศาลที่สำเร็จขึ้นได้นั้นคือผลงานของพระองค์ท่านโดยแท้

            การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในยุคสมัยที่พระองค์ท่านได้ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ระบอบนิติรัฐเหมือนกับอารยประเทศ และเป็นรากฐานให้แก่การพัฒนาความรู้สาขานิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ภายในประเทศได้ก้าวหน้ามาจนถึงปัจจุบันนี้

            ทั้งสามประการนี้คือข้อตกลงหลักในสัญญาเบาริ่งที่ไทยทำกับอังกฤษ ซึ่งในประวัติศาสตร์ได้กล่าวถึงแต่ความเลวร้ายและความเสียหายจากการถูกบังคับให้ต้องทำสัญญาดังกล่าว

            แต่เมื่อพิจารณาโดยถ่องแท้แล้วก็จะเห็นได้ว่าสัญญาเบาริ่งนั้นหาได้มีผลเสียหรือความเลวร้ายแต่ด้านเดียวไม่ หากยังมีด้านที่เป็นคุณก่อเกิดประโยชน์อนาคตแก่ประเทศไทยอย่างมหาศาลดำรงอยูในอีกด้านหนึ่งด้วย

            พัฒนาการของประเทศตั้งแต่รัชสมัยรัชกาลที่ 5 มาจนถึงปัจจุบันนี้ คือผลพวงของสัญญาเบาริ่งชนิดที่แยกกันไม่ออก

            บัดนี้ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีขององค์การการค้าโลก หรือ WTO และมีพันธะต้องปฏิบัติตามปฏิญญาในการเป็นภาคีของ WTO ซึ่งเมื่อได้พิจารณาพันธะหลักของการเป็นภาคีของ WTO แล้วก็จะพบว่ามีหลักการที่คล้ายคลึงกับสัญญาเบาริ่ง ดังนั้นจึงพอจะคาดการณ์ได้ว่าช่วงระยะตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เฉกเช่นเดียวกับรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ควรที่ชาวไทยทั้งหลายจะได้เตรียมใจและเตรียมการทั้งปวงเพื่อต้อนรับกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะมาถึง

            WTO เป็นองค์การระดับโลกที่มีประเทศกว่าครึ่งโลกเป็นภาคีสมาชิก และทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจและการค้าให้ภาคีสมาชิกปฏิบัติ

            ประเทศในโลกทุกวันนี้มีทางเลือก 2 ทาง คือการเข้าเป็นภาคีของสมาชิก WTO หรือว่าไม่เข้าเป็นสมาชิกของ WTO

            การจะเข้าเป็นภาคีสมาชิกก็ต้องปฏิบัติตามปฏิญญาแห่งการเป็นสมาชิก และถ้ามองในแง่นี้ก็ต้องยอมรับว่าทุกประเทศที่เข้าเป็นภาคีสมาชิกก็จะต้องสูญเสียอำนาจในการตัดสินใจโดยอิสระของชาติไปส่วนหนึ่ง เพราะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของ WTO 

            และด้วยเหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า WTO ก็คือรัฐบาลของโลกที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและการค้า ซึ่งเรากล่าวไว้ในตอนต้นแล้วว่า WTO ก็คือพระพรหมทางเศรษฐกิจและการค้า

            ถ้าประเทศใดไม่ยอมเข้าเป็นสมาชิกหรือไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเป็นสมาชิกของ WTO ประเทศนั้นก็ไม่มีสิทธิ์จะมาซื้อขายกับประเทศสมาชิก WTO โดยอาศัยกฎเกณฑ์ที่ WTO กำหนด ได้กลายเป็นประเทศที่ป่าเถื่อนอยู่นอกสังคมโลก และด้วยเหตุนี้ประเทศต่าง ๆ จึงพยายามเข้าเป็นภาคีสมาชิกของ WTO รวมทั้งประเทศจีนด้วย แต่ก็เป็นที่น่าแปลกใจที่ประเทศพม่ายังคงแสดงท่าทีไม่สนใจและดูเหมือนพึงใจต่อการยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวในโลก

            ในการเข้าเป็นสมาชิกของ WTO นั้น จะต้องยอมรับหลักปฏิบัติซึ่งได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้วว่าคล้ายคลึงกับสัญญาเบาริ่งคือ

            ประการแรก จะต้องยกเลิกการผูกขาดการส่งออกและการนำเข้าสินค้าทุกชนิด และยกเลิกการผูกขาดในการดำเนินธุรกิจทั้งปวง รวมทั้งต้องยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าทุกชนิด และยอมรับได้เฉพาะก็แต่มาตรการทางภาษีอากรเท่านั้น

            ประการที่สอง อัตราภาษีศุลกากรจะต้องเป็นอัตราที่อยู่ในพิกัดที่ WTO กำหนด กล่าวให้เข้าใจโดยง่ายก็คือมีประเภทของพิกัดน้อยลง และมีอัตราภาษีของแต่ละพิกัดที่ชัดเจน

            ประการที่สาม ถ้ามีข้อพิพาทเกี่ยวด้วยปัญหาการค้าของประเทศสมาชิก จะต้องให้ WTO เป็นผู้ตัดสินข้อพิพาทนั้น

            หลักการทั้งสามข้อดังกล่าว ถ้าว่าโดยเนื้อหาแล้วก็คือหลักการเดียวกับสัญญาเบาริ่งนั่นเอง

            การยอมรับปฏิบัติตามหลักการทั้งสามข้อของประเทศสมาชิก จะเกิดผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ ธุรกิจทั้งภายในประเทศและการค้าระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง 

            หลักการข้อแรกที่ให้ยกเลิกการผูกขาดนั้นจะทำลายล้างการผูกขาดที่มีอยู่ในประเทศของเราให้หมดสิ้นไป เช่น การเปิดเสรีทางโทรคมนาคม สุรา เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ก็เห็นได้แล้วว่ากำลังเกิดอาการสั่นไหวในภาคธุรกิจโทรคมนาคม ในภาคธุรกิจสุรา รวมทั้งยาสูบ แม้กระทั่งกิจการขนส่งที่รัฐวิสาหกิจเฒ่าทารกทั้งหลายกำลังพะว้าพะวงอยู่ จนกระทั่งผู้บริหารจำพวกไดโนเสาร์ในรัฐวิสาหกิจบางแห่งที่ไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเกิดความกังวล ถึงขนาดยุยงส่งเสริมให้พนักงานในสมาคมแรงงานของรัฐวิสาหกิจนั้นทำการเคลื่อนไหวคัดค้านการแปรรูปเป็นเอกชน เพื่อก้าวไปสู่การยกเลิกการผูกขาด ยิ่งเคลื่อนไหวมากก็ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงความโง่เขลาเบาปัญญาและความเป็นผู้หลงยุคอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ดังนั้นหากรัฐวิสาหกิจใด หน่วยงานใด มีปรากฏการณ์หลงยุคเช่นนี้ ย่อมต้องเป็นภารกิจของรัฐบาลที่จะต้องมองให้เห็นว่าปรากฏการณ์ต่อต้านนั้นเกิดแต่พวกหลงยุค จะต้องปรับย้ายพวกหลง

            ยุคออกไปจากอำนาจหน้าที่ แล้วนำพวกก้าวหน้า ทันยุคทันสมัย เข้ามาเป็นผู้บริหารสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้น ประเทศของเราจึงจะสามารถเดินรุดหน้าไปได้

            ความโง่ของคนเพียงบางคนนั้นเป็นอันตรายน้อยกว่าการยินยอมให้คนโง่ขายความโง่ของตน หรือชักชวนให้คนอื่นโง่ตามไปด้วย

            ปัญหาที่จะต้องมองให้เห็นก็คือ องค์กรหรือธุรกิจทั้งหลายที่อยู่ในยุคผูกขาดมาเป็นเวลายาวนานมักจะเป็นองค์กรที่ล้าหลัง ทั้งด้านการบริหาร ระบบงาน และการพัฒนาบุคลากรของตน ซึ่งส่งผลให้เป็นองค์กรที่อ่อนแอ ไร้ประสิทธิภาพ ขาดสมรรถนะในการแข่งขันและสร้างสรรค์กำไร หากเตรียมการและปรับตัวไม่ดีพอก็จะถูกกลืนกินหรือล้มละลายไปตามสภาพทางธุรกิจ

            หลักการทั้งสองที่เกี่ยวกับพิกัดอัตราศุลกากรนั้นจะทำให้การปกป้องคุ้มครองธุรกิจของคนไทยที่เคยใช้มาตรการกีดกันประการอื่นต้องถูกยกเลิกไป วิธีการที่ญี่ปุ่นเคยกีดกันการค้าต่างประเทศโดยการกำหนดให้ส่งสินค้า ณ ท่าเรือแห่งหนึ่ง แล้วต้องนำสินค้าจากท่าเรือนั้นไปตรวจสอบเป็นระยะทางกว่า 1,000 กิโลเมตร จะไม่สามารถนำมาใช้ได้อีกต่อไป ดั้งนั้นจะเกิดการแข่งขันทางต้นทุน ทางระบบงาน และเทคโนโลยีอย่างขนานใหญ่ชนิดพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน องค์กรใดที่ล้าหลังต้นทุนสูง ประสิทธิภาพต่ำ จะไม่สามารถดำรงตนอยู่ได้ เพราะไม่สามารถผลิตสินค้าที่มีราคาทัดเทียมกับตลาดได้ และองค์กรใดสามารถผลิตสินค้าในต้นทุนที่ต่ำกว่าและมีคุณภาพดีกว่าย่อมจะได้เปรียบในการยึดครองตลาด และในการทำลายคู่แข่งขันให้พินาศไป

            ประเทศไทยเราเป็นประเทศที่เอาศีรษะเดินแทนเท้าในทางเศรษฐกิจตลอดมา เนื่องเพราะเรากำหนดพิกัดอัตราภาษีสินค้าต้นทาง หรือวัตถุดิบในอัตราสูง อ้างว่าเพื่อความจำเป็นในการนำเงินภาษีอากรมาสร้างสรรค์พัฒนาประเทศ ซึ่งเป็นผลโดยตรงให้สินค้าช่วงกลางหรือช่วงแปรรูปมีราคาที่สูงกว่าต่างประเทศ แล้วส่งผลโดยตรงให้สินค้าปลายทางหรือสินค้าที่พร้อมบริโภคมีราคาสูง

            การที่มีสินค้าหนีภาษีหลั่งไหลเข้าประเทศไทยก็เพราะราคาสินค้าดังกล่าวในต่างประเทศมีราคาต่ำกว่าในประเทศนั่นเอง

            ในโลกนี้ คนในโลกนี้ ล้วนใช้เท้าเดิน หาได้ใช้ศีรษะเดินแทนเท้าเหมือนประเทศไทยไม่  เหตุนี้สินค้าในหลายประเทศทั่วโลกจึงมีราคาต่ำกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย

            ข้อมูลจำนวนมากได้แสดงให้เห็นว่าต้นทุนการผลิตสินค้าในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมันนี และญี่ปุ่น สำหรับสินค้าหลายประเภทต่ำกว่าต้นทุนการผลิตในประเทศไทย

            ไม่เพียงแต่ต้นทุนการผลิตจะสูงเท่านั้น คุณภาพของสินค้ายังด้อยกว่ามาตรฐานและสู้สินค้าที่ผลิตจากต่างประเทศไม่ได้ ดังนั้นไม่ว่าเราจะรณรงค์สินค้าไทย สร้างกระแสลัทธินิยมไทยสักเพียงใดก็ตามก็ไม่เคยได้ผล เหตุผลก็เนื่องจากไม่มีใครยอมซื้อสินค้าราคาแพงนั่นเอง

            แต้ถ้าหากจะถามว่าการที่สินค้าราคาลดลงเป็นผลดีแก่ประชาชนหรือไม่ ก็ตอบได้โดยทางเดียวว่าการที่ราคาสินค้าลดต่ำลงและมีคุณภาพที่สูงขึ้นย่อมเป็นผลดีแก่ประชาชนโดยส่วนรวม

            การผลิตในภาคการแปรรูปและภาคอุตสาหกรรมทุกประเภทของไทยเราจะหลีกเลี่ยงผลกระทบในเรื่องนี้ไม่ได้ การเตรียมตัว การเตรียมใจ และการปรับปรุงกิจการตลอดจนการบริหารให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และมีสมรรถนะในการทำกำไรสูงจึงหลีกเลี่ยงไม่พ้น

            ยุคของร้านชำผ่านพ้นไปแล้ว เราจึงเห็นแต่ร้าน 7-Eleven ทุกหัวระแหงในบ้านเมืองของเรา

            หลักการข้อที่ 3 ที่ให้ WTO ตัดสินข้อพิพาทในทางการค้านั้น ก็คือการยอมยกเอกราชทางศาลบางส่วนให้แก่ WTO เหมือนกับสัญญาเบาริ่งนั่นเอง

            แม้ว่าประเทศไทยจะได้จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและกำลังจัดตั้งศาลการค้าระหว่างประเทศขึ้นก็ตาม แต่เรายังมีพันธะต้องปฏิบัติตามปฏิญญาที่ให้ไว้กับ WTO

            ถ้าหากจะมองโดยกว้างก็จะเห็นได้ว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่ประการใด เพราะปัญหาพิพาทในทางการค้านั้นไม่เพียงแต่ต้องการความยุติธรรมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากยังต้องการความรวดเร็วอีกด้วย

            ดังนั้นใครก็ตามที่สามารถประสาทความยุติธรรมโดยรวดเร็ว และด้วยค่าใช้จ่ายที่ไม่แพงแล้วควรต้องยอมรับได้ทั้งสิ้น ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากไม่สามารถประสาทความยุติธรรมได้ หรือไม่สามารถดำเนินกระบวนการยุติธรรมโดยรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ หรือต้องมีค่าใช้จ่ายที่แพงลิ่วแล้ว ก็เป็นสิ่งที่พึงถูกปฏิเสธทั้งสิ้นไม่ว่าเป็นสถาบันใดหรือบุคคลใด

            การเปลี่ยนแปลงในกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่กฎหมาย ผู้ใช้กฎหมาย และระบบงานกฎหมายจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น องค์กรใด บุคคลใดปรับปรุงปรับตัวได้สอดคล้องกับยุคสมัยก็จะดำรงอยู่ได้ องค์กรใด บุคคลใดปรับปรุงปรับตัวไม่ได้ก็จะถูกปฏิเสธ

            ประเทศไทยเมื่อไม่ต้องการยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวในโลก ทั้งได้เข้าเป็นภาคีสมาชิก WTO แล้วจึงทำให้ประเทศไทย ประชาชาติไทย และองค์กรธุรกิจทั้งปวงจึงจำต้องเดินเข้าสู่ประตูใหญ่แห่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของประเทศ

            ประชาชนไทยทั้งปวงจึงตื่นขึ้นเถิด เร่งรีบศึกษาบทเรียนแห่งการปฏิรูปใหญ่ในรัชสมัยของพระปิยะมหาราชเจ้า เร่งรีบศึกษากฎเกณฑ์รายละเอียดเกี่ยวกับ WTO และที่ WTO ได้กำหนด รวมทั้งเตรียมใจปรับตัว ปรับองค์กรให้ทันยุคทันสมัย สามารถรับมือกับยุคใหม่ได้ด้วยความสำเร็จและมั่นคง

            ยุติความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมลงชั่วคราว สามัคคีสมานฉันท์ประชาชาติไทยทั้งปวง สร้างประเทศไทยแห่งยุคใหม่ที่ทันสมัย เจริญก้าวหน้า และรุ่งเรืองให้สำเร็จ.

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๖ เวลา ๑๐:๐๙ น.
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License