ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
มท.เพิ่มช่องทางตอบ4ข้อ ทั้งบนห้าง-รพ.-รถไฟฟ้า! พิมพ์ อีเมล
ข่าว - ข่าวเด่น
เขียนโดย ไทยโพสต์ออนไลน์   
วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๐ เวลา ๑๐:๑๐ น.
อนุกรรมการ สนช.ตรวจสอบแล้ว 7 สมาชิกโดดร่มไม่เข้าข่ายผิดจริยธรรม อ้างลาประชุมเป็นตามข้อบังคับ จ่อถกร่าง กม.พรรคการเมืองวาระ 2-3 15 มิ.ย.นี้ กุนซือกฎหมาย กกต.โวยเซตซีโรขัดหลักนิติธรรม ขณะที่มหาดไทยสั่งด่วนเพิ่มช่องทางตอบ 4 คำถามนายกฯ ให้บริการทั้งบนห้างสรรพสินค้า รถไฟฟ้า โรงพยาบาลก็มี
ที่รัฐสภา วันที่ 14 มิถุนายน นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 2 ในฐานะประธานตรวจสอบข้อร้องเรียน 7 สนช.อาจขาดความเป็นสมาชิก สนช. เนื่องจากขาดประชุม ให้สัมภาษณ์ว่า ในการประชุม สนช.วันที่ 15 มิ.ย.นี้ จะมีวาระการพิจารณาผลการตรวจสอบของคณะกรรมการจริยธรรมในกรณีดังกล่าว ทั้งนี้ หลังจากที่คณะกรรมการจริยธรรมมอบหมายให้คณะอนุกรรมการไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องการขาดการลงมติเกิน 1 ใน 3 ของการประชุม สนช.ในรอบ 90 วันของ สนช.ทั้ง 7 คน พบว่าไม่เข้าข่ายผิดจริยธรรม เนื่องจากการลาประชุมเป็นไปตามข้อบังคับ และมีภารกิจของหน่วยงานที่ตนเองเป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูง ไม่สามารถมอบหมายให้ผู้อื่นดำเนินการแทนได้ จึงมีความจำเป็นต้องลาประชุม ซึ่งคณะกรรมการจริยธรรมได้ประชุมพิจารณาแล้ว มีมติเห็นชอบตามมติที่คณะอนุกรรมการเสนอมา

นายพีระศักดิ์กล่าวว่า ในการประชุม สนช.วันที่ 15 มิ.ย. นายกล้านรงค์ จันทิก สนช. ในฐานะรองประธานคณะกรรมการจริยธรรม จะรายงานผลสอบของคณะกรรมการจริยธรรมว่า 7 สนช.ไม่เข้าข่ายผิดจริยธรรมให้ที่ประชุม สนช.รับทราบ แต่ไม่จำเป็นต้องมีการลงมติโหวตตัดสินจากที่ประชุม สนช.

สำหรับ สนช. 7 คน ประกอบด้วย 1.พล.ร.อ.พัลลภ ตมิศานนท์ อดีตเสนาธิการทหารเรือ 2.นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ 3. นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา 4.นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรม 5.พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม 6.พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) และ 7.พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.)

ด้านนายยุทธนา ทัพเจริญ โฆษกกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวว่า ในการประชุม สนช.วันที่ 15 มิ.ย.นี้ มีวาระสำคัญคือการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบ (พ.ร.ป.) รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.... วาระ 2-3 ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ที่มี พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม เป็นประธาน ได้พิจารณาเสร็จแล้ว โดยมีสมาชิก สนช.ขอแปรญัตติ 5-6 คน ในประเด็นเรื่องทุนประเดิมการจัดตั้งพรรคการเมืองและค่าสมาชิกพรรคการเมืองปีละ 100 บาท

สำหรับสาระสำคัญร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุม สนช.วาระ 2-3 นั้น กมธ.ได้แก้ไขเพิ่มเติมแตกต่างจากร่างที่คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ส่งให้ สนช.พิจารณา โดยมีการเพิ่มคำจำกัดความคำว่า “พรรคการเมือง” จากเดิมที่ไม่มีการบัญญัติไว้ ส่วนการจัดตั้งพรรคการเมืองที่ร่างเดิมกำหนดให้มีทุนประเดิมไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท แก้ไขเป็นจัดให้มีทุนประเดิมไม่น้อยกว่าจำนวนที่คณะกรรมการกำหนดเป็นค่าใช้จ่ายของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาก็ได้

ทั้งนี้ ทุนประเดิมผู้ร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองทุกคนต้องร่วมกันจ่ายเงินเพื่อเป็นทุนประเดิมไม่น้อยกว่า 1,000 บาท แต่ไม่เกินคนละ 50,000 บาท จากเดิมกำหนดไม่เกินคนละ 300,000 บาท ทั้งนี้ หากพรรคการเมืองใดไม่ชำระทุนประเดิมจัดตั้งพรรคการเมือง จะไม่มีสิทธิส่งผู้สมัคร ส.ส.ได้ ขณะที่การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งนั้น ให้พรรคการเมืองส่งผู้สมัครเลือกตั้งจากผู้ซึ่งได้รับเลือกจากสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือที่เรียกว่าไพรมารีโหวต ส่วนผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ให้พรรคการเมืองจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สมัคร เพื่อส่งให้สาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดพิจารณา

ด้านนายถวิล ไพรสณฑ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หากกฎหมายนี้ผ่าน และมีผลบังคับใช้จริง คงต้องยอมรับตามกติกา แม้ว่าในทางปฏิบัติจะมีปัญหามากมาย ยกตัวอย่างระบบสรรหาที่กำหนดให้สิทธิของสาขาพรรคในเขตเลือกตั้ง หรือตัวแทนจังหวัดของพรรคเป็นคนเลือก โดยให้สมาชิกพรรคในแต่ละเขต จำนวน 100 คน เป็นผู้เลือก และส่งรายชื่อผู้จะลงสมัครมาให้คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครของพรรคเลือก ซึ่งทำหน้าที่ได้เพียงเป็นนายไปรษณีย์ ถามว่าหากเกิดการล็อบบี้สมาชิกพรรคในเขตเลือกตั้งให้เลือกชื่อของคนที่ไม่เหมาะสม มีคุณสมบัติด่างพร้อยขึ้นมา 2 คน เพื่อให้กรรมการสรรหาของพรรคเลือก ที่สุดก็จะได้คนไม่ดีมีปัญหาส่งลงสมัครในนามพรรค เช่นนั้นหรือ

สกัดกั้นคนดีหน้าใหม่

"ในกรณีการสรรหาผู้สมัครในระบบบัญชีรายชื่อ กรรมการสรรหาของพรรคต้องคัดเลือกผู้สมัครทั้ง 150 คน และส่งรายชื่อให้สมาชิกพรรคทั่วประเทศเลือก โดยสมาชิกแต่ละคนสามารถเลือกได้แค่ 15 คน จาก 150 ชื่อ และรวมคะแนนทั้งหมดจากมากไปน้อยเพื่อเรียงลำดับเป็นผู้สมัครในระบบบัญชีรายชื่อ จะเกิดปัญหาในพรรคการเมืองใหม่ คือการสกัดกั้นคนดีหน้าใหม่ที่จะลงสู่วงการเมือง เพราะแทบจะไม่มีโอกาสได้อยู่ในลำดับต้นๆ เนื่องจากชื่อเสียงไม่คุ้นหู เช่นนักการเมืองเก่า"

นายถวิลกล่าวอีกว่า เมื่อกฎหมายในหมวดเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับมีผลบังคับใช้แล้ว ทุกพรรคการเมืองจะมีเวลาในการหาเสียงเลือกตั้งเพียงแค่ 150 วันเท่านั้น เมื่อถึงเวลานั้นจะสับสน ฝุ่นตลบในวงการเมือง โดยเฉพาะการทำไพรมารีโหวต จะเพิ่มต้นทุนของพรรคการเมืองทุกพรรคให้สูงมากหลายเท่า เพราะทุกพรรคการเมืองต้องทำการคัดเลือกผู้สมัครในนามพรรคด้วยระบบไพรมารีโหวตในเวลาใกล้เคียงกัน สมาชิกจำนวน 35,000 คนของทุกพรรคที่ส่งคนลงครบทุกเขต จะต้องโหวต ทุกพรรคต้องใช้คูหาเลือกตั้ง ต้องพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ต้องมีเจ้าหน้าที่รัฐคุมการเลือกตัวแทนพรรค ต้องมีตำรวจควบคุมเพื่อสรรหารายชื่อของผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในระบบเขตและบัญชีรายชื่อก่อน ถามว่างบประมาณ ค่าใช้จ่ายคิดถึงหรือไม่ และจะวุ่นวายสับสนแค่ไหน ตนจึงขอเสนอให้ใช้ระบบการสรรหาผู้สมัครลงรับเลือกตั้งทั้งเขตและบัญชีรายชื่อแบบเดิมไปก่อน เนื่องจากเวลาในการเตรียมตัวเลือกตั้งกระชั้นชิด และให้ใช้ระบบสรรหาผู้สมัครใหม่ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปแทนน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายภูมิพิทักษ์ กองแก้ว รองเลขาธิการ กกต. กล่าวภายหลังการประชุม กกต. ว่า กกต.มีมติเบื้องต้นที่จะส่งหนังสือแย้ง 2 ประเด็นที่เห็นว่าเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งฉบับ สนช. ขัดแย้งต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ คือ 1.กรณีรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 (1) บัญญัติให้ กกต.มีอำนาจจัดหรือมอบหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการจัดการเลือกตั้ง แต่ร่าง พ.ร.ป.กกต.มาตรา 27 กลับเขียนให้ กกต.มีอำนาจเพียงมอบหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดการเลือกตั้ง 2.กรณีมาตรา 224 (3) วรรคท้าย บัญญัติให้ กกต.แต่ละคนมีอำนาจในการสั่งระงับการเลือกตั้งของหน่วยเลือกตั้ง เขตเลือกตั้ง หากพบว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น แต่ในร่าง พ.ร.ป.กกต.มาตรา 26 (2) กลับบัญญัติให้มีอำนาจเพียงชะลอและนำเสนอเรื่องให้ที่ประชุม กกต.พิจารณา

ส่วนเรื่องเซตซีโร กกต. ที่ประชุมได้พูดคุยกันอย่างกว้างๆ ยังไม่ได้ลงรายละเอียด เพราะขอรอดูร่างพ.ร.ป.กกต.ที่ สนช.ส่งมาก่อน ซึ่งเพิ่งได้รับร่างกฎหมายดังกล่าวในช่วงเย็นของวันที่ 14 มิ.ย. ดังนั้น กกต.จะมีการประชุมอีกครั้ง เพื่อจะได้ส่งความเห็นแย้งกลับไปทันภายใน 10 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ กกต.จะเสนอแย้งไม่ได้มีเฉพาะ 2 ประเด็นนี้ อาจจะมีรวม 3-5 ประเด็น ซึ่งมี กกต.จะเห็นแย้งแต่ฝ่ายเดียวหรือแค่ประเด็นเดียว ก็ต้องมีคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 และประธาน กกต.จะเป็นตัวแทน กกต.ไปทำหน้าที่

เซตซีโรขัดนิติธรรม

รายงานข่าวแจ้งว่า ในการประชุม กกต.ร่วมกับคณะที่ปรึกษา ที่มีนายสุรินทร์ นาควิเชียร อดีตรองประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ที่ปรึกษาที่เข้าร่วมประชุมมีความเห็นทั้งที่เห็นว่าประเด็นเรื่องของการเซตซีโร กกต. ขัดต่อหลักนิติธรรม ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งก็เห็นแย้งว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งทางสำนักงานก็ไม่ได้มีการยกเอกสารบันทึกเจตนารมณ์ของ กรธ.ที่ให้ กกต.ที่มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ 2560 ดำรงตำแหน่งต่อไปจนครบวาระมาให้คณะที่ปรึกษาได้พิจารณาว่ามีน้ำหนักพอที่กกต. จะใช้ในการต่อสู้ว่าการเซตซีโรขัดต่อเจตนารมณ์ของการยกร่างในชั้นการพิจารณาของกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายและศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยที่ประชุม กกต.เห็นว่าประเด็นที่ปรึกษากฎหมายมีความเห็นว่าการเซตซีโร กกต.ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มีการยกข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องในหลายบท จึงมอบให้สำนักกฎหมายของสำนักงานไปรวบรวมเพื่อใช้เป็นเหตุผลในการยกร่างหนังสือความเห็นแย้งในประเด็นนี้ รวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่จะเสนอไปยัง สนช. โดยให้นำร่างหนังสือดังกล่าวมาเสนอที่ประชุม กกต.พิจารณาในวันที่ 20 มิ.ย.นี้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกลุ่มสโมสร ส.ส. ที่เชื่อว่าสมาชิกแต่ละคนมีฐานเสียงคนละ 3 หมื่นคะแนนว่า ในขณะนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีหลายพรรคการเมืองที่กำลังจะตั้งขึ้นใหม่ โดยเชื่อว่าเมื่อลงสมัครรับเลือกตั้งและนำคะแนนที่ได้มาคำนวณ จะได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ บางคนคิดไกลกว่านั้น คือหากได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 5-10 คน พรรคของตนนั้นจะเป็นตัวแปรในการจัดตั้งรัฐบาล อีกทั้งสามารถเรียกร้องตำแหน่งรัฐมนตรีได้ ทั้งหมดที่วิเคราะห์ก็เพื่อจะบอกว่ามีคนคิดสูตรแบบนี้เยอะ ซึ่งอยากเตือนว่าอาจไม่เป็นเช่นนั้น เพราะประชาชนมีความคิดเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นสูตรเดิมๆ คงใช้ไม่ได้ โดยเฉพาะในยุคหลังนี้ เห็นได้ชัดว่าประชาชนให้ความสำคัญกับเรื่องพรรค เรื่องนโยบายมากทีเดียว

ที่กระทรวงมหาดไทย นายประยูร รัตนเสนีย์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำชับให้เพิ่มช่องทางการรับฟังความคิดเห็นต่อคำถาม 4 ข้อของนายกรัฐมนตรี เพื่ออำนวยความสะดวกในการตอบคำถามและแสดงความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไป ณ สถานที่ดังต่อไปนี้

ในส่วนภูมิภาค เปิดให้บริการรับฟังความคิดเห็นต่อคำถาม 4 ข้อของนายกรัฐมนตรีเพิ่ม ณ ศูนย์บริการร่วมจังหวัด (One Stop Service) ซึ่งมีที่ตั้งให้บริการประชาชนอยู่ในบริเวณห้างสรรพสินค้า และศูนย์การค้าต่างๆ ทั่วประเทศ จำนวน 47 แห่ง

ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เปิดให้บริการรับฟังความคิดเห็นฯ ณ จุดบริการด่วนมหานคร (Bangkok Express Service) ซึ่งมีที่ตั้งในห้างสรรพสินค้าและสถานีรถไฟฟ้า จำนวน 12 จุด รวมทั้ง ณ โรงเรียนและศูนย์บริการสาธารณสุขในสังกัดกรุงเทพมหานคร และอาจจะขยายไปยังโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร

นายประยูรกล่าวด้วยว่า กระทรวงมหาดไทยเล็งเห็นถึงความสำคัญในการอำนวยความสะดวกและเพิ่มช่องทางการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนในการแสดงความคิดเห็นต่อข้อคำถาม 4 ข้อของนายกรัฐมนตรี ซึ่งพี่น้องประชาชนสามารถเดินทางเข้าแสดงความคิดเห็น ณ สถานที่ที่ให้บริการเพิ่มเติมได้ตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายนนี้ ในช่วงเวลาตามที่สถานที่นั้นๆ เปิดให้บริการ โดยผู้แสดงความคิดเห็นจะต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชน และกรอกข้อมูลหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก และรายการอื่นๆ ตามแบบสอบถามความคิดเห็นฯ พร้อมลงลายมือชื่อผู้แสดงความคิดเห็น.
 
 
ที่มา - ไทยโพสต์ออนไลน์ 
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License