ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
บทความใน นสพ.แนวหน้า เรื่อง "แอร์พอร์ตลิ้งค์...เอาอีกแล้ว!" วันที่ 14 มิ.ย. 60 พิมพ์ อีเมล
บทความ - บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันศุกร์ที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๐ เวลา ๑๗:๒๔ น.

     จะเป็นข่าวดีหรือข่าวร้ายของบ้านเมืองก็ยังไม่รู้แน่ แต่ต้องนับว่าเป็นเรื่องเขย่าขวัญคนไทยทั้งประเทศครั้งใหญ่ที่สุดอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือข่าวคราวที่ประเทศไทยกำลังมีแผนที่จะทำแอร์พอร์ตลิ้งค์อีกแล้ว และครั้งนี้ก็จะเป็นแอร์พอร์ตลิ้งค์ที่ใหญ่โตมโหฬาร และยาวเหยียดที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย 

     ตามข่าวระบุว่าจะมีการสร้างรถไฟความเร็วสูงด้วยระบบจิ่งกังเซ็นของญี่ปุ่นเพื่อเชื่อมต่อสนามบินสามแห่งของประเทศ คือ สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง และสนามบินอู่ตะเภา โดยจะมีเส้นทางเชื่อมโยงไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วย 

     ตามข่าวระบุอีกว่าญี่ปุ่นเป็นผู้เสนอให้มีการจัดทำโครงการนี้ และบรรดาผู้เกี่ยวข้องเบื้องต้นของประเทศไทยในเรื่องนี้ที่แห่กันไปญี่ปุ่นก็เห็นดีเห็นงามตามญี่ปุ่น ซึ่งก็รู้ ๆ กันอยู่แล้วว่าการจัดทำโครงการแบบนี้มีแต่ญี่ปุ่นชาติเดียวเท่านั้นที่ผูกขาดทำกับประเทศไทย โดยมีหน่วยงานที่มีชื่อว่าไจก้าเป็นหลักในการดำเนินการ โดยมีขบวนการชงโครงการเจ้าประจำที่ร่วมกันดำเนินการตลอดมา 

     ยังไม่เปิดเผยตัวเลขว่าโครงการนี้จะต้องลงทุนเท่าใด ประเทศไทยจะต้องกู้เงินมาลงทุนเท่าใด จะมีผู้โดยสารสักกี่คน และจะมีผลกำไรขาดทุนอย่างไร แต่ก็คาดหมายได้ว่าถ้าเห็นดีเห็นงามพร้อมกันแล้วก็ต้องเป็นโครงการที่มีกำไร และชวนเชื่อให้ต้องลงทุนอย่างแน่นอน 

     ก็ไม่ต่างอะไรกับที่ขบวนชงเจ้าเก่าเจ้าเดิมที่เคยชงเรื่องแอร์พอร์ตลิ้งค์และชงซื้อเครื่องบิน 10 ลำ และในที่สุดก็ขาดทุนป่นปี้ย่อยยับ จนต้องนำเครื่องบิน 10 ลำนั้นไปจอดไว้ใกล้ป่าเพื่อให้ผู้คนหลงลืม ในขณะที่มีข่าวคราวเรื่องสินบนที่ดิ้นรนปกปิดกันอยู่ในขณะนี้  

     ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าโครงการใหญ่โตมโหฬารชนิดนี้ได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้วหรือไม่ และได้ผ่านการพิจารณาของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องอื่นๆ แล้วหรือไม่ แต่ปรากฏเป็นข่าวคราวราวกับว่ากำลังจะดำเนินโครงการนี้ในวันนี้วันพรุ่งก็ไม่ปาน 

     และเพราะเหตุที่โครงการนี้เป็นโครงการใหญ่โตมโหฬารมากที่สุดโครงการหนึ่งของชาติ มีผลได้เสียและกระทบยาวไกลทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ ดังนั้นจึงควรที่ประชาชนชาวไทยทั้งผองจะได้ศึกษาทบทวนบทเรียนของแอร์พอร์ตลิ้งค์สักครั้งหนึ่ง 

     ประการแรก ประเทศไทยไม่ใช่ว่าไม่เคยมีแอร์พอร์ตลิ้งค์ และเราเคยมีมาแล้ว คือโครงการแอร์พอร์ตลิ้งค์ที่เชื่อมโยงระหว่างสนามบินสุวรรณภูมิกับสนามบินดอนเมือง โดยคณะจัดทำโครงการและคณะชงโครงการเจ้าเก่าเจ้าเดิมที่ผูกขาดจัดทำโครงการแบบนี้ให้กับประเทศไทยมาหลายสิบปีแล้วนั่นเอง 

     ประการที่สอง โครงการแอร์พอร์ตลิ้งค์สายแรกของประเทศไทยมีระยะทางจากสนามบินสุวรรณภูมิถึงสนามบินดอนเมืองระยะทาง 47 กิโลเมตร เดิมตั้งวงเงินว่าจะมีวงเงินลงทุนประมาณ 60,000 ล้านบาท จะมีผู้โดยสารหลายสิบล้านคน จะมีกำไรคุ้มแก่การลงทุน และจะทำให้ประเทศไทยมีความเชื่อมโยงระหว่างสนามบินระดับชาติถึงสองแห่งเป็นครั้งแรก 

     ว้าว! อะไรจะวิเศษและชวนเชื่อให้ลงทุนอย่างนี้ ประชาชนก็ต้องสนับสนุนการลงทุนแบบนี้ แต่พอทำเข้าจริงกลับปรากฏว่ามีการจัดทำเพียงครึ่งทางก่อน คือสุวรรณภูมิถึงมักกะสัน ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร แต่กลับต้องใช้เงินลงทุนราว 70,000-80,000 ล้านบาท 

     เป็นระบบความคิดเดียวกันกับระบบความคิดในการจัดสร้างรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-โคราช ที่ให้เริ่มต้นเฟสที่หนึ่งที่บ้านกลางดง มาถึงเฟสที่สองและเฟสที่สามที่กรุงเทพฯ ระยะทางประมาณ 110 กิโลเมตร คือเริ่มต้นที่กลางดงกลางป่ามาจรดปลายที่เมืองหลวง 

     ประการที่สาม ผลปรากฏว่าไม่ได้รับความนิยมจากประชาชนไทยและนักท่องเที่ยวเลย เพราะแทบไม่มีใครสนใจที่จะนั่งรถแอร์พอร์ตลิ้งค์จากสุวรรณภูมิมาลงที่มักกะสัน ซึ่งไม่รู้ว่าจะต่อรถไหนไปทางไหน ในทางตรงกันข้าม ก็ไม่มีใครในกรุงเทพฯ ที่จะนั่งรถราม้าช้างไปที่มักกะสันเพื่อนั่งแอร์พอร์ตลิ้งค์ไปยังสุวรรณภูมิ 

     เพราะใช้รถแท็กซี่ รถยนต์ได้สะดวกกว่า ดังนั้นผู้โดยสารจึงน้อยนิดและมีผลขาดทุนยับเยินตลอดมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ 

     ที่สำคัญ บรรดาตัวเลขที่เป็นเมฆอันสูงเด่นชวนเชื่อให้น่าลงทุนนั้นก็ปรากฏว่าได้ผลอิหรอบเดียวกันกับการยกเมฆตั้งตัวเลขสูงเด่นเพื่อชวนเชื่อให้ซื้อเครื่องบิน 10 ลำ แล้วต้องมาจอดทิ้งไว้ชายป่า จะบินก็ไม่ได้ จะขายก็ขาดทุนยับเยิน จึงต้องจอดให้เสื่อมสภาพไปเรื่อย ๆ 

     จนถึงวันนี้ก็ไม่มีใครรับผิดชอบในการเสกตัวเลขยกเมฆแหกตารัฐบาลและประชาชนเลยแม้แต่คนเดียว 

     ประการที่สี่ ที่สุดแสบที่สุดก็คือความจริงได้ปรากฏว่าเราไม่สามารถบริหารจัดการหรือเดินรถแอร์พอร์ตลิ้งค์ได้ด้วยตนเอง เพราะไม่เคยรู้ ไม่เคยมีประสบการณ์และไม่สนใจไยดีที่จะฝึกฝน โดยเฉพาะข้อสัญญาเกี่ยวกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการฝึกสอนยังคงสับสนว่าเป็นประการใด โดยผลรวมก็คือลงทุนสร้างแอร์พอร์ตลิ้งค์แต่เดินรถไม่เป็น บริหารจัดการการเดินรถไม่ได้ 

     เรียกว่าเดี้ยงสนิท! 

     ดังนั้นจึงต้องแก้ผ้าเอาหน้ารอด ไปว่าจ้างบริษัทของมาเลเซียให้มาบริหารจัดการเดินรถแอร์พอร์ตลิ้งค์ด้วยค่าจ้างอันสูงลิ่ว ยิ่งซ้ำเติมผลขาดทุนจนหาทางแก้ไขไม่ได้จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ และผลขาดทุนก็ยังทวีขึ้นเรื่อย ๆ 

     จึงได้ใช้กลวิธีขายหนี้เสียของผู้เชี่ยวชาญการเงินของประเทศไทย จึงกำลังมีการดำเนินการเพื่อแยกกิจการแอร์พอร์ตลิ้งค์ออกจากการรถไฟ เรียกว่าถีบหัวส่งแอร์พอร์ตลิ้งค์ไม่ให้มีผลขาดทุนกระทบกับกิจการรถไฟต่อไปอีก ซึ่งจะถีบหัวส่งได้สำเร็จหรือไม่เพียงไหนก็ต้องช่วยกันติดตามดู 

     นั่นคือบทเรียนอันสุดแสนจะเจ็บแสบและเจ็บปวดของประเทศชาติและประชาชนชาวไทยทั้งปวง ซึ่งรัฐบาลนี้และ คสช. ซึ่งเข้ามาบริหารบ้านเมืองในภายหลังสมควรที่จะได้ตั้งเป็นบทเรียนอันเจ็บแสบและเจ็บปวดยิ่งของประเทศชาติเป็นพิเศษต่างหากจากการแสวงหาตัวผู้รับผิดชอบ 

     โดยเฉพาะควรจะได้รู้หน้าค่าตาของบรรดานักชงทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ จะได้ไม่หลงผิดหลงเชื่อเหมือนกับประชาชนที่ถูกหลอกลวงให้ซื้อกะทะต้มตุ๋นจากราคาไม่กี่ร้อยบาทเป็นราคาสองหมื่นบาท ที่สำคัญ จะได้รู้หน้าค่าตาว่าไผเป็นไผ เผื่อว่าจะสามารถป้องกันความเสียหายให้กับชาติบ้านเมืองได้ทันท่วงที 

     นั่นคือบทเรียนของแอร์พอร์ตลิ้งค์เส้นทางแรกของประเทศไทย ดังนั้นเมื่อจะทำแอร์พอร์ตลิ้งค์เชื่อมโยงถึงสามสนามบิน คือสุวรรณภูมิ ดอนเมือง อู่ตะเภา และยังจะเชื่อมโยงไปถึงอยุธยา จึงต้องพิจารณาใคร่ครวญให้จงหนัก โดยเฉพาะควรจะรู้จักผู้ผลักดันโครงการและนักชงโครงการทั้งหลายจะได้ไม่ซ้ำรอยแอร์พอร์ตลิ้งค์สายแรกเส้นแรก 

     การสร้างแอร์พอร์ตลิ้งค์เชื่อมโยงสามสนามบินนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่เป็นเรื่องที่ต้องกระทำโดยถือเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง จะกระทำเพียงเพื่อจะได้ใช้เงินกู้ญี่ปุ่น จะได้แสวงหาผลประโยชน์ส่วนบุคคล ในขณะที่ชาติพินาศวายวอดนั้นไม่ได้เป็นอันขาด 

     และจากบทเรียนที่ผ่านมาประเทศไทยสมควรกำหนดแนวทางในเชิงยุทธศาสตร์ดังนี้ 

     ข้อแรก ประเทศไทยสมควรมีแอร์พอร์ตลิ้งค์เชื่อมโยงสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และอู่ตะเภา เพื่อยกระดับการคมนาคมที่เชื่อมโยงกับสนามบินให้เด่นเป็นเอกในภูมิภาคนี้ เพื่อจะได้มีผลส่งเสริมการท่องเที่ยว ส่งเสริมการค้าขาย และการลงทุนระหว่างไทยกับนานาชาติ และเพื่อรองรับกับอัตราเติบโตการเข้าเมืองของประเทศไทยให้ทันท่วงที 

     ข้อสอง ทว่าโครงการแบบนี้ไม่ใช่โครงการที่จะยกไปบรรณาการให้ชาติใดชาติหนึ่งได้ตามอำเภอใจใคร ดังนั้นประเทศไทยควรเลือกต้นแบบจากประเทศใดประเทศหนึ่งที่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ แล้วเปิดให้ประกวดราคาในลักษณะการประกวดราคาสากล 

     ข้อสาม เพราะโครงการนี้มีความเสี่ยงและต้องลงทุนสูง ทั้งประเทศไทยยังไม่มีความชำนาญ จึงต้องกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ทำโครงการเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด แล้วยกกรรมสิทธิ์ให้แก่ประเทศไทย จากนั้นให้ผู้ลงทุนได้สัมปทานบริหารจัดการและเดินรถในระยะเวลาที่กำหนด 

     นั่นคือการอัญเชิญพระบรมราโชบายอันยอดเยี่ยมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในสถานการณ์ปัจจุบัน. 












 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License