ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
บทความใน นสพ.แนวหน้า เรื่อง "ยุทธศาสตร์สองฝั่งฟากมหาสมุทร" วันที่ 6 ส.ค.60 พิมพ์ อีเมล
บทความ - บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันศุกร์ที่ ๐๔ สิงหาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๖:๓๗ น.

     วันนี้จำเป็นจะต้องกล่าวถึงยุทธศาสตร์สองฝั่งฟากมหาสมุทรเพื่อจะได้ต่อเนื่องกับยุทธศาสตร์หนึ่งลุ่มน้ำที่ได้นำเสนอแล้วเมื่อวันวาน ในโลกนี้มีอยู่เพียงสองประเทศที่ฟ้าได้ประทานภูมิยุทธศาสตร์อันล้ำเลิศไว้ให้ คืออเมริกาและประเทศไทย 

     ทั้งสองประเทศตั้งอยู่คนละซีกโลก ระยะเวลาห่างกัน 12 ชั่วโมง แต่ต่างก็เป็นประเทศที่มีภูมิยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า Ocean Link คือความเชื่อมโยงสองฝั่งฟากมหาสมุทร ที่ก่อให้เกิดพลังอำนาจในทุกทางยิ่งกว่าประเทศใด ๆ และยิ่งกว่าภูมิยุทธศาสตร์ใด ๆ 

     อเมริกาตั้งอยู่ในภูมิยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อมหาสมุทรแอตแลนติกและมหาสมุทรแปซิฟิก ในขณะที่ประเทศไทยเชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก โดยมีทะเลอันดามันและอ่าวไทยเป็นน่านน้ำเชื่อมต่อ 

     ทว่าภูมิยุทธศาสตร์ Ocean Link ของไทยล้ำเลิศกว่ากันมาก เพราะในพื้นที่รอบด้านมีประชากรแวดล้อมอยู่ถึง 4,000 ล้านคน ครึ่งหนึ่งของพลโลก และมีกองเรือแล่นผ่านถึง 80% ของปริมาณเรือของโลก ในขณะที่อเมริกามีประชากรแวดล้อมอยู่ราว 600 ล้านคน และมีกองเรือแล่นผ่านเพียง 20% ของโลกเท่านั้น 

     ด้วยสภาพภูมิยุทธศาสตร์เช่นนี้ และอเมริกาเป็นประเทศขนาดใหญ่ จึงกำหนดสภาพให้กลายเป็นประเทศมหาอำนาจของโลก ในขณะที่ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก สภาพจึงกำหนดให้กลายเป็นพื้นที่ช่วงชิง ที่ชาติใดมีอำนาจขึ้นในโลกก็จะต้องมาช่วงชิงกันในพื้นที่แห่งนี้ ตั้งแต่อดีตอันยาวไกลมาจนถึงปัจจุบันนี้ 

     และปัจจุบันนี้ก็ยิ่งมีสภาพการช่วงชิงที่เข้มข้นรุนแรงมาก เพราะทุกชาติมหาอำนาจในโลกต่างก็มีความต้องการเข้ามามีส่วนร่วมและบทบาทในพื้นที่แห่งนี้ เพราะสามารถกล่าวได้ว่าใครมีบทบาทในพื้นที่แห่งนี้ย่อมมีบทบาทครอบงำหลักของโลกด้วย 

     ภูมิยุทธศาสตร์ของประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของเส้นทางสายไหมทางบกระหว่างจีนกับอาเซียน และเป็นศูนย์กลางของเส้นทางสายไหมทางทะเลระหว่างจีนกับอาเซียนด้วย ดังนั้นบางประเทศที่สำคัญผิดคิดว่าประเทศไทยจะถูกครอบงำจึงพยายามขัดขวางการเสริมสร้างบทบาทภูมิยุทธศาสตร์ของประเทศไทยอย่างเอาเป็นเอาตาย ทำให้แรงกดดันมากหลายเกิดขึ้นแก่ประเทศไทย 

     ดังนั้นยุทธศาสตร์หลักของประเทศไทยจึงต้องยึดโยงอยู่กับภูมิยุทธศาสตร์หลักของประเทศ คือภูมิยุทธศาสตร์สองฝั่งฟากมหาสมุทร ที่เชื่อมโยงประชากร 4,000 ล้านคน และเป็นศูนย์กลางการเดินเรือ 80% ของโลกด้วย เมื่อใดที่สามารถกำหนดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี กลยุทธ์ แนวทาง นโยบาย และแผนการพัฒนาที่สอดคล้องกับภูมิยุทธศาสตร์อันยิ่งใหญ่นี้ได้ เมื่อนั้นความรุ่งเรืองไพบูลย์และสภาพศานตินิรันดรก็จะปรากฎขึ้นเหนือดินแดนแห่งนี้ อาณาประชาราษฎรไทยก็จะมั่งคั่งและมีความเป็นอยู่ที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก 

     ไม่ต้องรอขึ้นทะเบียนคนจน และรอรับความช่วยเหลือแบบให้ทาน เหมือนกับหลายรัฐบาลได้กระทำต่อประชาชนไทยมาในอดีตอีกต่อไป 

     เลิกหลงใหลเพ้อเจ้อกับถ้อยคำเรื่อง “Hub” เรื่อง “ศูนย์กลาง” เรื่อง “เขตเศรษฐกิจ”เรื่อง “ระเบียงเศรษฐกิจ” ที่ลอกขี้ปากใครต่อใครมาได้แล้ว มายืนอยู่กับความเป็นจริงของภูมิยุทธศาสตร์อันยิ่งใหญ่ล้ำเลิศของชาติที่บรรพบุรุษได้มอบไว้ให้ 

     ขอเพียงศึกษาทำความเข้าใจและกำหนดการใช้ภูมิยุทธศาสตร์อันล้ำเลิศของชาติให้อำนวยประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติและประชาชนด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญเท่านั้น ประเทศไทยก็จะเข้าสู่ยุครุ่งอรุณแห่งศิวิไลซ์โดยไม่ต้องสงสัยใด ๆ 

     ประเทศไทยจะผ่านพ้นจากยุคที่ใครต่อใครมากดหัวข่มเหงเอามือชี้หน้าให้ทำนั่นทำนี่ และก้าวเข้าสู่ยุคที่เป็นไทแก่ตัวเอง แต่ทว่าในเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่หลวงนัก ประเทศไทยไม่อาจทำการได้สำเร็จโดยลำพัง 

     จะต้องสามัคคีประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ บนพื้นฐานความยิ่งใหญ่เสมือนหนึ่งเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของโลกชาติหนึ่งในการเจรจาความร่วมมือเพื่อพัฒนาภูมิยุทธศาสตร์นี้ให้เป็นศูนย์กลางแห่งสันติภาพและการพัฒนา ตลอดจนสันติสุขของภูมิภาคแห่งนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างทั่วด้านของภูมิภาคอื่น ๆ และของโลกด้วย 

     เบื้องแรก จะต้องทำการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมทางรถไฟให้ไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน-จีน อย่างแท้จริง ยุติความนึกคิดหรือรับใบสั่งในการทำรถไฟทางด้วนที่เชื่อมโยงกับใครไม่ได้ โดยจะต้องมีเส้นทางรถไฟระหว่างประเทศสายหลักในประเทศไทยที่เชื่อมต่ออาเซียนใต้ คือ มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน และอินโดนีเซีย กับอาเซียนเหนือ ไม่ว่าพม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม โดยเฉพาะคือจะต้องเชื่อมเส้นทางรถไฟในเส้นทางสายไหมทางบกจากหนองคายกับเวียงจันทน์กับประเทศลาวให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด 

     ถัดมา จะต้องเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟสายหลักดังกล่าวที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เข้ากับฐานการผลิตอุตสาหกรรมใหญ่ของประเทศที่ระยอง ไม่ว่าแหลมฉบังหรือมาบตาพุด เพื่อเปิดเส้นทางเชื่อมทางทะเลสู่อาเซียนใต้ รวมทั้งออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอาจแยกไปทางด้านตะวันตก ตะวันออกได้ดังแต่ก่อน 

     และที่สำคัญ จะต้องทำเส้นทางเชื่อมโยงสองฝั่งฟากมหาสมุทรในรูปแบบที่เหมาะสมกับเทคโนโลยีในปัจจุบัน เพื่อเชื่อมสองฝั่งฟากมหาสมุทร และทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการเดินเรือในภูมิภาคอีกศูนย์หนึ่ง ซึ่งสามารถร่นระยะเวลาการเดินเรือได้ถึง 72 ชั่วโมง และช่วยรองรับความแออัดของการเดินเรือในช่องแคบมะละกาเพื่อความปลอดภัยและเสถียรภาพของโลกอีกด้วย 

     การเชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับประชากรโลก 4,000 ล้านคน ที่มีพลังทางเศรษฐกิจยิ่งใหญ่ของโลก และเป็นศูนย์รวมของผลประโยชน์นานาชาติ โดยผลประโยชน์หลักตกได้แก่คนไทยและประเทศไทยเช่นนี้ ย่อมถึงเวลาที่จะบังเกิดขึ้นได้แล้ว 

     คงเหลือแต่ผู้นำที่มีสติปัญญาที่จะนำพาและสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นเท่านั้น!



 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License