ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
อธิบดีอัยการมั่นใจหลักฐาน เผด็จศึก‘ปู’ คดีละเลยข้าวเจ๊งแสนล้าน พิมพ์ อีเมล
ข่าว - ข่าวเด่น
เขียนโดย แนวหน้าออนไลน์   
วันอังคารที่ ๐๘ สิงหาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๕:๔๒ น.

อธิบดีอัยการคดีจำนำข้าว มั่นใจพยานหลักฐานเอาผิด“ปู”เชื่อตอกฝาโลงได้แน่นอน เร่งทำคำแถลงปิดคดีเสนอศาลฎีกาฯ หักล้างข้อคัดค้านทุกประเด็น ด้านรถตู้ขนคนเชียร์เข้ารับข้อหา ตร.ชี้ทำผิด 2 กระทงสั่งปรับ 2 หมื่นกับ 5 หมื่นบาท พร้อมจ่อหมายจับพวกที่ยังไม่มารายงานตัวอีกหลายคัน

 

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน คณะทำงานในคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157และ พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา123/1 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว กระทั่งทำให้รัฐเสียหายนับแสนล้าน กล่าวถึงความคืบหน้าการทำคำแถลงปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษร ว่า คณะทำงานอัยการได้ทำการร่างแถลงปิดคดีซึ่งมีความคืบหน้าไปมาก โดยเนื้อหาแถลงปิดคดีจะมีรายละเอียดจำนวนมากและครบถ้วนทุกประเด็น ในส่วนที่จำเลยค้านเข้ามาและยังชี้เรื่องข้อพิรุธของพยานจำเลยที่ได้นำเข้าไต่สวน รวมถึงน้ำหนักการรับฟังพยานจำเลย ขณะนี้ได้ร่างคำแถลงปิดคดีออกมาครบถ้วนทุกประเด็นแล้ว เหลือเพียงขัดเกลาเนื้อหาเพื่อให้มีความสมบูรณ์ ก่อนยื่นต่อศาลในช่วงอาทิตย์หน้าแน่นอน

 

อธิบดีอัยการมั่นใจเชือด’ปู’ได้แน่

 

ผู้สื่อข่าวถามถึงความมั่นใจหลังไต่สวนพยานโจทก์จำเลยครบทุกปากแล้วคาดว่าผลจะออกมาอย่างไร นายสุรศักดิ์กล่าวว่า ถ้าถามทางอัยการ ย่อมมีความมั่นใจในพยานหลักฐานที่นำเสนอต่อศาล เราทำเต็มที่ แต่ผลจะออกมาอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับองค์คณะของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นผู้พิจารณา ก็ต้องดูว่า ศาลจะพิจารณาแนวทางไหนระหว่างลงโทษกับยกฟ้อง ถือเป็นดุลพินิจของศาล

 

รถตู้ขนคนเชียร์ปูรับทราบข้อหา

 

ส่วนกรณี พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.พิจารณาดำเนินคดีผู้ขับขี่รถตู้ 21 คัน ที่รับจ้างนำมวลชนเดินทางมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อแถลงปิดคดีด้วยวาจาในคดีรับจำนำข้าว ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 1สิงหาคมที่ผ่านมา ฐานใช้รถขนส่งนอกเส้นทาง หรือนอกสถานที่ที่ได้รับอนุญาต โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนและใช้รถผิดประเภท โดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น

 

ที่ สน.ทุ่งสองห้อง นายชนกันต์ พร้อมมูล นายกสมาคมรถตู้วีไอพีประเทศไทย เปิดเผยว่า วันนี้ได้นำเจ้าของรถตู้ 10คัน มารับทราบข้อกล่าวหาตามที่พนักงานสอบสวน มีหมายเรียกให้มาพบ ส่วนที่เหลือ 14คัน จะมาในวันถัดไป ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า ในจำนวนรถ 21คัน ที่พนักงานสอบสวนออกหมายเรียก มี 19คันที่ตรวจสอบแล้วมีหลักฐานยืนยันว่า เป็นรถใช้ออกนอกเส้นทางได้ ส่วนอีก 2คัน ตนยังไม่เห็นเอกสารว่า มีเอกสารถูกต้องหรือไม่ นอกจากนี้ จากการพูดคุยกับเจ้าของรถ 21คันยังพบอีกว่า ส่วนใหญ่ทราบแต่จุดหมายปลายทาง แต่มีบางคันที่ถูกหลอก โดยเจ้าของรถทั้งหมดยืนยันว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมือง

 

ขอความเห็นใจอัตราโทษสูงมาก

 

นายชนกันต์ กล่าวอีกว่า ขอความเห็นใจจากเจ้าหน้าที่รัฐฯด้วย โดยยอมรับว่า ข้อหาที่ถูกตั้งนั้น ค่อนข้างรุนแรง อันตราโทษปรับ 2หมื่น-2แสนบาท เป็นจำนวนที่มาก ซึ่งไม่ยุติธรรมสำหรับผู้ประกอบการเนื่องจากตามจรรยาบรรณของผู้ประกอบการไม่ควรปฎิเสธผู้จ้าง

 

ผิด2ข้อหาปรับ2หมื่นกับ5หมื่น

 

ด้าน พ.ต.ท.สุบรรณ์ อธิเศรษฐ์ รอง ผกก.(สอบสวน) สน.ทุ่งสองห้อง เปิดเผยว่า วันนี้ผู้ขับรถตู้มารับทราบข้อกล่าวหา 9คัน เบื้องต้นพบมีความผิด พรบ.ขนส่ง 2ประเภท 1.ประเภทรถประจำทาง มีความผิดตามมาตรา27 อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1ปี ปรับไม่เกิน 2หมื่นบาท หมายความว่าต้องวิ่งประจำทาง วิ่งนอกเส้นทางไม่ได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน แต่ถ้าได้รับอนุญาตออกนอกเส้นทางแล้ว ต้องไม่เป็นการว่าจ้าง ถ้าว่างจ้างเมื่อไรก็มีความผิด กรณีนี้มีรถตู้กระทำผิด 4 ราย

 

2.ประเภทรถไม่ประจำทาง มีความผิดตามมาตรา32 สอบถามพบว่าผิดเงื่อนไข เนื่องจากไม่มีสัญญาจ้างเหมา อัตราโทษปรับไม่เกิน 5หมื่นบาท กรณีนี้มีรถตู้กระผิด 17คัน ส่วนผู้ขับรถตู้อีก 12คัน ถ้าไม่มารับทราบข้อกล่าวหา จะออกหมายเรียกครั้งที่ 2 และหากไม่มาจะออกหมายจับทันที

 

ผู้ขับรถตู้รายหนึ่ง (สงวนนาม) บอกกับ พ.ต.ท.สุบรรณ์ ว่า ไม่รู้จะเป็นเรื่องใหญ่อย่างนี้ ตนก็ไม่มาเหมือนกัน ขนส่งก็ไม่เคยบอกรายละเอียดว่า ต้องมีสัญญาว่าจ้าง วันที่ 25สิงหาคม ถ้าจ้างตนก็จะไม่มาอีกแล้ว นี่เป็นครั้งแรกอนุโลมให้ด้วย ขอลดย่อนค่าปรับให้เบาลงหน่อย

 

‘มาร์ค’แนะไม่ต้องใช้เบอร์ชิงสส.

 

วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์กรณีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำหนดหมายเลขประจำตัวผู้สมัคร สส.คนละเบอร์กับพรรค ว่า บางทีเรากังวลกับเรื่องดังกล่าวมากเกินไป ย้อนหลังไปปี 2544 เราเคยเลือกตั้ง 2ใบ บางครั้งเบอร์เดียวกัน แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เลือกตั้งแบบรวมเขต เบอร์ผู้สมัครกับเบอร์พรรคไม่ตรงกัน ซึ่งก็มีประชาชนที่กากบาทผิดบ้าง แต่ไม่ได้มากมายนัก ดังนั้นจึงไม่ถึงกับคอขาดบาดตาย เขากำหนดกฎออกมาก็ต้องปฏิบัติ ดังนั้นวันนี้หากถามว่า อยากเห็นการเลือกตั้งเป็นแบบไหน เราก็ตอบว่า อยากเห็นผู้สมัครแบบไม่มีเบอร์ เพราะการมีเบอร์ทำให้การซื้อเสียงง่ายขึ้น เนื่องจากต้องไปซื้อเสียงกับผู้ที่ไม่สนใจการเมืองนัก ซึ่งถ้าบอกเพียงเบอร์ก็จะทำให้เขาจำง่าย แต่แบบไม่มีเบอร์ต้องระบุ ชื่อ นามสกุลและพรรค คนขายเสียงก็ต้องตั้งใจจำเหมือนกัน ทั้งนี้ ถ้าสังเกตประเทศที่พัฒนาแล้วจะไม่ค่อยใช้เบอร์ แต่ในอดีตเรายังกลัวคนอ่านหนังสือไม่ออก ซึ่งปัจจุบันลดจำนวนลงไปมากแล้ว

 

ใช้’ชื่อ-นามสกุล-โลโก้พรรค’

 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า รัฐธรรมนูญ ปี 2560 ระบุว่าให้เลือกทั้งคนและพรรคเบอร์เดียวกันนั้น เห็นว่าการใช้เบอร์เดียวกันจะกลายเป็นการให้น้ำหนักกับพรรค เพราะทุกเขตเบอร์เดียวกันหมด และคนอาจไม่สนใจตัวผู้สมัคร ขณะเดียวกันการกำหนดให้หมายเลขผู้สมัครสมาชิกคนละเบอร์จึงเป็นการให้ความสำคัญกับตัวผู้สมัคร ไม่ให้น้ำหนักพรรค แต่ก็ไม่ตรงตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญเช่นกัน ดังนั้นวิธีเดียวที่จะให้ตรงตามเจตนารมณ์ คือ ทำแบบต่างประเทศ โดยพิมพ์ชื่อและโลโก้หรือชื่อพรรคในบัตรเลือกตั้ง ส่วนคนที่อ่านหนังสือไม่ค่อยถนัดและต้องยึดตัวเลขจะเป็นปัญหากับวิธีที่เสนอหรือไม่ คิดว่าการพิมพ์โลโก้พรรคลงในบัตรเลือกตั้งจะช่วยลดปัญหาได้

 

พท.ชี้สร้างความยุ่งยากให้ปชช.

 

นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า การอ้างว่าระบบเลือกตั้งใหม่มีบัตรใบเดียว ไม่มีบัตรพรรคเหมือนก่อน แต่อย่าลืมว่า แม้จะมีบัตรลงคะแนนแบบเขตเพียงใบเดียว แต่ก็นำคะแนนไปคิดคะแนนบัญชีรายชื่อ หรือคะแนนพรรคด้วย จึงเท่ากับเลือกพรรคไปด้วย คะแนนที่ได้ก็เอามาคำนวณบัญชีรายชื่อของพรรคว่า จะได้กี่คน แม้จะมีบัตรใบเดียว แต่คะแนนพรรค หรือบัญชีรายชื่อยังคงมีอยู่ ที่น่าวิตกคือ ผู้สมัครจังหวัดที่มีหลายเขต เช่น มี 5เขต ผู้สมัครแต่ละเขตอาจได้หมายเลขไม่ตรงกัน เขตหนึ่งเบอร์ห้า เขตสองเบอร์หนึ่ง เขตสามเบอร์สี่ แทนที่จะเป็นเบอร์เดียวกันเหมือนก่อน คิดว่าจะสร้างความสับสนยุ่งยากแก่ประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งมากกว่า ต้องจำทั้งหน้าทั้งเบอร์ผู้สมัคร ระบบใหม่ที่เสนอจึงสร้างความสับสนวุ่นวาย อธิบายยาก ที่น่าคิดคือ จะขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญที่ให้มี สส.แบบบัญชีรายชื่อหรือไม่

 

‘มีชัย’ยันใช้แน่นอน-อย่าดูถูกปชช.

 

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.กล่าวถึงเสียงวิจารณ์ร่าง พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.เรื่องแยกเบอร์ผู้สมัคร สส.รายเขตว่า กรธ.ต้องการให้การเลือกตั้งแต่ละเขตนั้นต้องดูคน สอดคล้องกับการกำหนดคุณสมบัติ สส.ให้เข้มข้น เพื่อป้องกันซื้อเสียงที่หว่านกันทั้งประเทศ ไม่ให้เกิดคำพูดเอาเสาโทรเลขเอาคนขับรถลงก็ได้อีกต่อไป ประชาชนก็ได้เรียนรู้ทำความรู้จักผู้สมัครฯในเขตของตน สส.จะได้ไม่ต้องเป็นบริวารให้พรรคแล้วทำตามคำสั่งอย่างเดียว เสียงที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้มีแต่พูดถึงเรื่องความเคยชิน แต่การปฏิรูปมันใช้ความเคยชินไม่ได้ หากกลับไปใช้เบอร์เดียวทุกอย่างก็จะเหมือนเดิม เลือกกันโดยไม่รู้ว่าเลือกใคร ตอนนี้เนื้อหายังไม่นิ่งอาจทำให้สับสนบ้าง แต่เชื่อว่าเมื่อนิ่งแล้วคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะช่วยทำความเข้าใจกับประชาชนได้

 

มุ่งเน้นให้รู้จักสส.ในพื้นที่ตัวเอง

 

‘เราจะไปดูถูกประชาชนไม่ได้ การเลือกตั้งคนในเขต เขาสามารถเห็นป้ายผู้สมัครฯจำหน้า จำชื่อผู้สมัครฯในพื้นที่ได้ทั้งเช้า-ค่ำ ไม่ใช่ 30-40ปีที่แล้ว ที่อ่านหนังสือกันไม่ออก การเลือกตั้งต้องรู้ว่าไปเลือกใคร ต้องขวนขวายที่จะดูว่าใครเป็นผู้สมัครฯในเขตของตน’ นายมีชัย กล่าว

 

ที่มา แนวหน้าออนไลน์ 

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License