ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
บทความใน นสพ.แนวหน้า เรื่อง "ต้องปลดจำนำประเทศไทย!" วันที่ 4 ต.ค.60 พิมพ์ อีเมล
บทความ - บทความพิเศษ
เขียนโดย ิสิริอัญญา   
วันจันทร์ที่ ๐๒ ตุลาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๒:๑๗ น.

     คำว่า “จำนำประเทศไทย” เป็นวาทกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่มีการเก็งกำไรค่าเงินบาทครั้งมโหฬาร จนประเทศเกือบล้มละลาย แล้วต้องเข้าโครงการกู้เงินของไอเอ็มเอฟ โดยกู้เงินไอเอ็มเอฟไม่กี่แสนล้านบาท แต่ต้องรับเงื่อนไขหรืออีกนัยหนึ่งก็คือคำบงการให้รัฐบาลต้องปฏิบัติโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ 

     เป็นความเสียหายครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศชาตินับตั้งแต่เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองเป็นต้นมา และนับถึงวันนี้ภาระหนี้คั่งค้างก็ยังมีอยู่อีกราว 1,200,000 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ได้ใช้หนี้สินและดอกเบี้ยไปแล้วกว่า 1,200,000 ล้านบาท 

     ในครั้งนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยล้มละลายก็จำใจต้องเข้าโครงการเงินกู้ของไอเอ็มเอฟ คือรับเงินกู้เขามาแล้วต้องปฏิบัติตามคำสั่งการและเงื่อนไขที่เจ้าหนี้กำหนดสารพัดเรื่อง เช่น การปิดธนาคารและสถาบันการเงิน เพื่อเอาทรัพย์สินมารวมกันไว้ แล้วจำหน่ายออกไปในราคาถูก ๆ ให้เครือข่ายของเจ้าหนี้มารับซื้อไปในราคาต่ำ ๆ แล้วมาทวงถามจากคนไทยในจำนวนเต็มที่เป็นหนี้มาแต่เดิม 

     รวมทั้งตั้งเงื่อนไขให้มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจแล้วเอาหุ้นออกขาย ซึ่งเครือข่ายของพวกเจ้าหนี้และผู้มีอำนาจที่ขายชาติ ทรยศชาติ ก็สมรู้กันมาซื้อรัฐวิสาหกิจไปในราคาถูก ๆ หรือบางแบบก็ยุบเลิกรัฐวิสาหกิจแล้วเลหลังขายไปในราคาถูก ๆ 

     การเข้าไอเอ็มเอฟครั้งนั้น ภาคธุรกิจล้มละลายกันเกือบหมดประเทศ ทรัพย์สมบัติของชาติตกเป็นของต่างชาติและได้สร้างกรรมทำเข็ญให้แก่ประเทศชาติและประชาชนไทยมาถึงวันนี้ไม่ต้องดูอื่นไกล ให้ดูราคาค่าน้ำมันและพลังงานที่ใช้ ตลอดจนค่าผ่านทางที่จะไปแห่งหนตำบลไหนก็ต้องจ่ายค่าผ่านทาง ไม่ต่างกับเมื่อครั้งสมัยราชวงศ์ชิงของจีนที่ถูกต่างชาติใช้กำลังเข้ายึดครองถึงแปดเขตแล้วเก็บค่าผ่านทางกันเป็นว่าเล่น 

     การเข้าไอเอ็มเอฟของประเทศไทยในครั้งนั้นสร้างความเจ็บปวดรวดร้าวและความเข็ดหลาบให้แก่ประเทศไทยทั้งประเทศ รวมถึงภาคธุรกิจทุกภาคส่วนถึงวันนี้ โดยที่ทุกคนจ้องระวังภัยว่าประเทศไทยจะไม่ต้องเข้าโครงการไอเอ็มเอฟอีก ดังนั้นพอมีสัญญาณขึ้นแม้แต่น้อยนิด ทั้งภาคธุรกิจและภาคประชาชนก็ประสานเสียงกันเซ็งแซ่ จนทำให้การกระทำบางสิ่งบางอย่างที่จะชักลากประเทศไทยไปเข้าโครงการไอเอ็มเอฟอีกครั้งไม่อาจขับเคลื่อนเดินไปได้อย่างสบายใจเฉิบเหมือนอดีตอีกแล้ว 

     แต่มาถึงวันนี้ความเป็นไปในบ้านเมืองก็เป็นประหนึ่งว่ากำลังจะซ้ำรอยการเข้าโครงการของไอเอ็มเอฟอีกครั้งหนึ่งแล้ว เป็นแต่รูปแบบแตกต่างกัน จึงเป็นเรื่องที่คนไทยทั่วประเทศจะต้องเร่งรีบทำความเข้าใจโดยด่วนที่สุด ควรที่ สนช. หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะได้ทำความเข้าใจและตระหนักเรื่องนี้ให้จงหนัก มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นเครื่องมือในการจำนำประเทศไทยครั้งใหม่ 

     ความเข้าใจสำคัญที่จำเป็นต่อสถานการณ์มีดังต่อไปนี้ 

     ประการแรก ไม่มีประเทศใดในโลกที่จะยอมให้ประเทศของตนเป็นหนี้ชาติใดชาติหนึ่งเกินกว่า 30% ของหนี้ต่างประเทศ เพราะจะก่อให้เกิดอำนาจของเจ้าหนี้ในการกำหนดเงื่อนไขให้ประเทศลูกหนี้ปฏิบัติ ก็เป็นลีลาท่วงทำนองเดียวกันกับไอเอ็มเอฟนั่นเอง ซึ่งในอดีตประเทศไทยก็ได้รักษาสมดุลชนิดนี้ไว้ คือมีเจ้าหนี้หลายราย 

     แต่ทว่าในระยะเวลา 30 ปีมานี้สถานการณ์ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป เจ้าหนี้รายอื่นค่อย ๆ หมดไป เหลือเพียงเจ้าหนี้รายใหญ่แต่รายเดียวคือประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ให้ประเทศไทยกู้เงินโดยมีองค์กรให้กู้สององค์กร ซึ่งไม่อยากจะเอ่ยนามในที่นี้และเป็นหน้าที่ของคนไทยต้องทำความรู้จักกันเองว่าสถาบันการเงินสองแห่งนี้คืออะไร 

     มาถึงปัจจุบันนี้ประเทศไทยเป็นหนี้สถาบันการเงินดังกล่าว ซึ่งเท่ากับเป็นหนี้ประเทศญี่ปุ่นรายเดียวในอัตราสูงสุดถึง 98% ซึ่งดูได้จากเอกสารงบประมาณที่เสนอต่อรัฐสภาในแต่ละปี 

     หมายความว่าในจำนวนหนี้ที่ประเทศไทยเป็นหนี้ต่างประเทศ 100 บาทนั้น เป็นหนี้เจ้าหนี้รายได้ถึง 98 หรือ 99 บาท จึงเท่ากับสิ้นเอกราชทางการเงินไปแล้ว เพราะได้ก่อให้เกิดอำนาจในการออกข้อกำหนดต่าง ๆ แก่เจ้าหนี้ 

     ประการที่สอง ทำไมจึงต้องเป็นหนี้แต่เจ้าหนี้รายเดียว? ก็เพราะว่ามีการสมรู้กันกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำสุดที่ไม่มีประเทศใดในโลกหล้าจะแข่งขันได้ ทว่ากลับไปซุกซ่อนเงินทอนรูปแบบต่าง ๆ ไว้ในหลายลักษณะ เช่น ค่าธรรมเนียมเงินกู้ ค่าที่ปรึกษาเงินกู้ ข้อกำหนดที่จะต้องว่าจ้างที่ปรึกษาโครงการหรือผู้ควบคุมงานจากบัญชีรายชื่อที่เจ้าหนี้กำหนด หรือข้อกำหนดให้ต้องซื้อสินค้าและอุปกรณ์จากผู้จำหน่ายตามบัญชีรายชื่อผู้จำหน่ายที่เจ้าหนี้กำหนด 

     ดังนั้นภายใต้ข้ออ้างว่าอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดในโลก แต่เมื่อรวมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นโดยได้แฝงเงินทอนไว้ทุกรายการแล้ว ก็จะทำให้มูลค่าของโครงการเพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติ 20-30% ขึ้นอยู่กับความหิวโซของผู้มีอำนาจทางการเมืองในขณะนั้น ๆ 

     เพื่อลงยันต์ไม่ให้มีคู่แข่งแบบนี้ จึงมีการออกมติคณะรัฐมนตรีไว้ในอดีตกำหนดว่าการกู้ยืมเงินต่างประเทศต้องถือเกณฑ์ดอกเบี้ยต่ำสุด โดยหามีใครเฉลียวใจไม่ว่าไฉนเล่าประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้จึงไม่กู้เงินที่มีดอกเบี้ยต่ำสุดแบบนี้ ซึ่งถ้าเฉลียวใจเพียงเท่านี้และศึกษาค้นคว้าก็จะพบความจริงได้ไม่ยาก 

     ประการที่สาม เมื่อประเทศไทยเป็นหนี้เจ้าหนี้รายเดียวจึงก่อให้เกิดข้อกำหนดในการปฏิบัติที่เจ้าหนี้สามารถจัดตั้งหน่วยงานขึ้นในประเทศไทยเพื่อพิจารณาศึกษาวางแผนการพัฒนาประเทศให้แก่ประเทศไทย ศึกษาและจัดทำโครงการต่าง ๆ ให้กับประเทศไทยว่าโครงการไหนต้องทำและโครงการไหนไม่ให้ทำ ซึ่งเมื่อเห็นชอบโครงการใดแล้วก็จะมีหน่วยงานบางหน่วยออกหน้านำเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติดำเนินการต่อไป และถ้าจะต้องใช้เงินกู้ เจ้าหนี้ก็จะจัดสถาบันการเงินที่อยู่ในเครือข่ายมาให้กู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดในระบบที่ไม่มีประเทศใดแข่งขันได้ 

     จึงทำให้บรรดาโครงการทั้งหลายเป็นไปเพื่อประโยชน์ของเจ้าหนี้ เช่นการสร้างถนนไปทั้งบ้านทั้งเมืองเพื่อให้บริษัทรถยนต์ได้ขายรถยนต์กันอย่างระเบิดเถิดเทิง ทำให้คนไทยเป็นหนี้สินกันทั้งประเทศและมีรายจ่ายค่าน้ำมันเป็นรายจ่ายที่สูงที่สุดจนแก้ไขไม่ตก ในขณะที่การพัฒนาใดเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เช่นการพัฒนารถไฟก็ถูกเหยียบ ถูกย่ำ ถูกทำให้ขาดทุนป่นปี้ยับเยินดังที่เห็น ๆ กันอยู่ 

     การพัฒนาประเทศไทยภายใต้ข้อกำหนดของเจ้าหนี้จึงบังเกิดผลให้เห็นดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ไอ้ที่พูดกันเป็นฉาก ๆ ฉอด ๆ นั้นเป็นเรื่องโกหกพกลมและเป็นปากให้แก่เจ้าหนี้ที่กำหนดสั่งการทั้งสิ้น 

     ประการที่สี่ เรื่องราวประหลาดเกิดขึ้นในขณะที่มีการตีฆ้องร้องป่าวเรื่องการใช้เงินลงทุน 1,500,000 ล้านบาทเพื่อพัฒนาสร้างระเบียงเศรษฐกิจหรือ EEC ซึ่งจะต้องใช้วงเงินกู้เพิ่มเติมในปีหน้าเกือบ 600,000 ล้านบาท โดยไม่ยี่หระต่อรัฐธรรมนูญที่บัญญัติเรื่องหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแม้แต่น้อย เรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นและปรากฏเป็นข่าวมีอยู่สองเรื่องแต่หนักหนาสาหัสเอาการ 

     เรื่องแรก คือเรื่องการออกกฎหมายเก็บภาษีจากการใช้น้ำ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย และก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และคำโต้แย้งและคำคัดค้านมากหลาย เป็นกระแสคลื่นค้านรัฐบาลครั้งใหญ่ที่สุดอีกครั้งหนึ่ง 

     ซึ่งเรื่องนี้มีข่าวปรากฏเล็ก ๆ ว่าแท้จริงแล้วเป็นเรื่องเจ้าหนี้กำหนดให้ต้องออกกฎหมายจัดเก็บภาษีการใช้น้ำ ทั้ง ๆ ที่วงเงินกู้ทั้งหลายส่วนใหญ่เป็นวงเงินที่กู้มาใช้ในการสร้างถนนให้รถยนต์วิ่ง ถ้าหากจะเก็บภาษีเพิ่มก็ต้องเก็บภาษีจากผู้ใช้รถยนต์จึงจะเป็นธรรม แต่เพราะเกรงว่าจะกระทบการขายรถยนต์หรืออย่างไร จึงหันไปเก็บจากผู้ใช้น้ำซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ 

     เรื่องที่สอง ก็คือเรื่องร่างกฎหมายจัดตั้ง EEC ที่หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับร่างกฎหมายจัดตั้งเขตเศรษฐกิจสุวรรณภูมิของพรรคไทยรักไทย ซึ่งถูกคัดค้านอย่างหนักว่าเป็นกฎหมายแบ่งแยกประเทศไทยและขายชาติ จนต้องคว่ำไปในที่สุด ทว่าร่างกฎหมายจัดตั้ง EEC นั้นถ้าหากเปรียบเทียบกันดูก็ต้องเรียกว่าเป็นซุปเปอร์เขตเศรษฐกิจสุวรรณภูมิ ที่มีขนาดใหญ่กว่าและยกประโยชน์ให้ต่างชาติมากกว่าหลายเท่านัก ถึงขั้นอาจกล่าวได้ด้วยว่ายกแผ่นดินสามจังหวัดหรือมากกว่านั้นให้กับเอกชนและต่างชาติก็ได้ 

     นี่เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้ แม้ในช่วงสองปีหลังการยึดอำนาจก็ไม่เคยปรากฏเรื่องนี้ และไม่เคยถูกประกาศเป็นนโยบายของ คสช. แต่มาถึงวันนี้กลับขับเคลื่อนด้วยอัตราเร็วและเร่งจนน่าตื่นตระหนก 

     ทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวเนื่องเป็นเรื่องเดียวกันกับการมีเจ้าหนี้รายเดียว ซึ่งเท่ากับได้นำประเทศไทยไปจำนำเรียบร้อยแล้ว ไม่ต่างกับการเข้าโครงการไอเอ็มเอฟ ดังนั้นทั่วประเทศจึงต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ถ่องแท้จึงจะร่วมกันแก้ไขปัญหาให้สำเร็จได้.

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License