ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
บทความใน นสพ.แนวหน้า เรื่อง "อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม...เลิกสับสนกันเสียที!" วันที่ 7 ต.ค.60 พิมพ์ อีเมล
บทความ - บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันศุกร์ที่ ๐๖ ตุลาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๘:๓๘ น.

     ทุกเดือนกันยายนของแต่ละปี หรือต้นเดือนตุลาคมของแต่ละปี ก็จะมีปัญหาวุ่นวายที่ต้องชี้แจงกันเกี่ยวกับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อแก้ไขปัญหาการตื่นตระหนกตกใจกันทุกปี ทำกันอยู่อย่างนี้มาหลายปีเต็มทีแล้ว แม้กระทั่งปีนี้ก็เกิดความสับสนซ้ำอีก และก็ยังชี้แจงกันอยู่ไม่เสร็จ 

     เป็นเรื่องที่แปลกมากที่เกิดเรื่องซ้ำซากเช่นนี้ ทั้ง ๆ ที่สามารถแก้ไขและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องได้ไม่ยาก แต่ก็ไม่มีใครเป็นเจ้าภาพหรือริเริ่มจัดการสะสางแก้ไขปัญหานี้ให้เสร็จสิ้นไป 

     ดังนั้นเมื่อไหน ๆ ก็จะต้องชี้แจงเรื่องอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มกันแล้ว ก็ถือโอกาสนี้นำเสนอความคิดเห็นเพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาแบบเดียวกันนี้ไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต 

     ก่อนอื่นก็ต้องทำความเข้าใจเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มก่อน ซึ่งมีบทบัญญัติหลักอยู่ในประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นบทบัญญัติหลักในการจัดเก็บภาษีฝ่ายสรรพากรของประเทศไทย และบังคับใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2484 

     บทบัญญัติหลักในเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นระบบที่นำมาใช้เป็นครั้งแรกเมื่อประมาณ 25 ปีกว่ามานี้ได้บัญญัติให้มีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อสินค้าหรือบริการ พูดง่าย ๆ ก็คือจัดเก็บภาษีจากรายจ่ายของประชาชนทุกคน เพิ่มขึ้นจากประเภทการจัดเก็บภาษีเดิมที่จัดเก็บเฉพาะภาษีจากรายได้ 

     ประมวลรัษฎากรบัญญัติให้จัดเก็บในอัตราร้อยละ 10 ของราคาซื้อสินค้าหรือบริการ และมีบทบัญญัติเพื่อการปฏิบัติว่ารัฐสามารถเพิ่มหรือลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มได้โดยการออกประกาศเป็นครั้งคราว 

     หลังจากระบบภาษีมูลค่าเพิ่มใช้บังคับแล้ว ก็มีการประกาศลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจากร้อยละ 10 คงเหลือจัดเก็บเพียงร้อยละ 7 แต่มีกำหนดให้ลดอัตราเพียงปีเดียว ดังนั้นพอขึ้นปีงบประมาณใหม่คือวันที่ 1 ตุลาคม จึงต้องมีการออกประกาศให้ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นร้อยละ 7 ต่อไปตามเดิม 

     ต่อมาเมื่อมีการจัดเก็บภาษีท้องถิ่นและให้เป็นส่วนหนึ่งในภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย จึงมีการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มและบวกภาษีท้องถิ่นเข้าในจำนวนที่จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น แล้วแบ่งรายได้ภาษีท้องถิ่นที่จัดเก็บนั้นให้แก่ราชการส่วนท้องถิ่น แต่โดยรวมก็คือทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีท้องถิ่นจะมีจำนวนรวมกัน 7% จึงทำให้ผู้เสียภาษีไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ 

     เพราะผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มก็คงเสียในอัตราร้อยละ 7 เท่าเดิม แล้วเป็นหน้าที่ของทางราชการที่จะไปแบ่งภาษีท้องถิ่นแยกออกไป เพื่อให้เป็นรายได้ของท้องถิ่น 

     การลดอัตราภาษีดังกล่าวก็คงลดเป็นรายปีเหมือนกัน แต่มีบทบัญญัติในประกาศเพิ่มเติมขึ้นอีกข้อหนึ่งว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ของเดือนตุลาคมปีถัดไป ให้มีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 9 โดยในอัตราร้อยละ 9 นี้ก็ได้รวมอัตราภาษีท้องถิ่นไว้ด้วยแล้ว ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ต้องไปจัดสรรปันแบ่งกันตามเดิม 

     เพราะเหตุที่บัญญัติวิธีเป็นเช่นนี้ เมื่ออ่านตามประกาศก็จะมีข้อความชัดเจนว่า 

     ข้อแรก ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมของปี ให้ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มลงเหลือ 7% ซึ่งในจำนวนนี้ก็คือภาษีมูลค่าเพิ่มที่รวมภาษีท้องถิ่นแล้ว 

     ข้อสอง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมของปีต่อไป ให้จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 9 

     ดังนั้นเมื่อมีการออกประกาศในแต่ละปี คนทั้งหลายก็เข้าใจเป็นอย่างเดียวกันว่าตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมของปี มีการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ 7% และในวันที่ 1 ตุลาคมของปีต่อไป อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มก็จะเป็น 9% 

     พอออกประกาศแบบนี้คนทั้งหลายซึ่งขี้ลืมก็จะตื่นตระหนกตกใจว่าในปีหน้ารัฐบาลท่านจะเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 9% จึงเดือดร้อนให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องออกมาชี้แจงกันจ้าละหวั่น กว่าจะคลายความสับสนอลหม่านได้ก็ต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายไปไม่น้อย แต่ก็ทำซ้ำซากกันอยู่อย่างนี้ 

     ดังนั้นปัญหาความสับสนทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาช้านานแล้วจึงอยู่ที่บัญญัติวิธีหรือวิธีการเขียนกฎหมาย ว่าจะเขียนแบบให้มีปัญหาเช่นนี้อยู่ต่อไปหรือไม่ หรือว่าจะแก้ไขเสียให้ถูกต้อง 

     ถ้าจะให้หมดปัญหาก็ต้องจัดรูปแบบการประกาศเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มเสียใหม่ โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป เช่น ในประกาศดังกล่าวในข้อแรกให้ระบุว่า "ให้ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากรลงเหลืออัตราร้อยละ 7" และข้อต่อไประบุว่า "การลดอัตราภาษีตามประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ของปี ถึงวันที่ 30 กันยายน ของปีถัดไป" 

     เขียนไว้เท่านี้ก็พอแล้ว เพราะมีบทบัญญัติหลักอยู่ในประมวลรัษฎากรแล้ว ดังนั้นเมื่อก่อนถึงวันที่ 1 ตุลาคม ปีหน้า หากรัฐบาลมีความประสงค์ที่จะดำรงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ในอัตราเดิม ก็ออกประกาศแต่เพียงว่า "ให้ขยายเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามประกาศลงวันที่ (ของปีก่อน) ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน ของปีถัดไป" 

     เพียงเท่านี้ก็จะไม่มีความสับสนวุ่นวายเกิดขึ้น หรือในกรณีที่รัฐบาลต้องการจะปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมภาษีท้องถิ่นขึ้นอีกร้อยละ 1 ก็สามารถออกประกาศก่อนวันที่ 1 ตุลาคม ของปีถัดไปว่าให้ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มลง และจัดเก็บในอัตราร้อยละ 8 ดังนี้ เป็นต้น 

     ดูไปแล้วบ้านเมืองของเรานี้ที่เป็นปัญหาวุ่นวายอยู่หลายเรื่องก็เพราะนักกฎหมาย ซึ่งคราวนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับนักกฎหมายที่มีหน้าที่ในการบัญญัติกฎหมาย หรือที่เรียกว่าบัญญัติวิธี โดยยังไม่ต้องพูดถึงนักกฎหมายประเภทที่รัฐธรรมนูญ 2560 ระบุว่าบิดเบือนการใช้อำนาจจนกฎหมายใช้บังคับไม่ได้ ซึ่งเป็นอีกพวกหนึ่ง.




























 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License