ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
บทความใน นสพ.แนวหน้า เรื่อง "การสิ้นสุดของสภาพการเลี้ยงไข้" วันที่ 11 ต.ค.60 พิมพ์ อีเมล
บทความ - บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันจันทร์ที่ ๐๙ ตุลาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๑:๑๑ น.

     ปัญหาความขัดแย้งที่มีลักษณะเป็นปรปักษ์อย่างร้ายแรงระหว่างระบอบทักษิณกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทยยืดเยื้อเรื้อรังมาช้านาน นับถึงวันนี้เป็นเวลาถึง 12 ปีเศษแล้ว กล่าวได้ว่าครบรอบนักษัตรแล้ว ถึงกาลเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว 

     ดังนั้นผู้ที่หลงผิดติดยึดและที่มีส่วนในการก่อกรรมทำเข็ญให้กับชาติบ้านเมืองจนเกิดความเสียหายใหญ่หลวงแก่ประเทศชาติเป็นเวลาช้านานก็ถึงการที่จะต้องทบทวนเพื่อถอนตัวออกมา หรือหยุดยั้งการก่อกรรมทำเข็ญให้กับประเทศชาติได้แล้ว 

     โดยพึงถือว่าการที่ขบวนการแดงล้มเจ้าและขบวนรัฐไทยใหม่ ที่มีข่าวว่าตั้งหลักปักฐานอยู่ในดินแดนของประเทศลาว ได้เรียกร้องให้สมัครพรรคพวกช่วยกันป่วนงานพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นจุดชี้ขาด และเป็นจุดแบ่ง 

     และต้องถือว่าการกระทำดังกล่าวนั้นเป็นการสิ้นสุดความเป็นคนไทย เป็นการประกาศตัวเป็นกบฏทรยศชาติและเป็นอริราชศัตรูอย่างชัดเจน ไม่มีทางที่จะปรองดองหรือให้อภัยกันได้อีกต่อไปแล้ว 

     ดังนั้นใครเกี่ยวข้องหรืออยู่ในขบวนการก็ต้องถือว่าเป็นอริราชศัตรู เป็นกบฏ และเป็นเรื่องที่คนไทยทั้งประเทศต้องถือว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่คนไทย เป็นศัตรู เป็นปรปักษ์ ที่ให้อภัยแก่กันไม่ได้อีกแล้ว 

     ก่อนการยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 ประชาชนที่รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ที่นำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เคลื่อนไหวต่อสู้กับระบอบการเมืองเผด็จการทุนสามานย์ด้วยความวีระกล้าหาญ และถูกปราบปรามอย่างโหดร้ายทารุณ จนบาดเจ็บล้มตายกันเป็นจำนวนมาก 

     ดังนั้นเมื่อมีการยึดอำนาจเกิดขึ้น จึงได้รับการแซ่ซ้องสาธุการจากมหาชน จนเป็นที่ตื่นตะลึงกันไปทั่วโลกที่ประชาชนนำช่อดอกไม้และอาหารไปแสดงความยินดีขอบใจให้แก่เหล่าทหารที่ออกมายึดอำนาจ 

     ประชาชนตั้งความหวังว่าเภทภัยทั้งหลายในบ้านเมืองจะได้รับการแก้ไขให้หมดสิ้นไป และฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้มีความจำเริญรุ่งเรืองในราชอาณาจักรนี้ เพื่อยังสันติภาพและสันติสุขให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองซึ่งเป็นความปรารถนาร่วมกัน 

     แต่เกิดความหลงผิด ผิดพลาดเกิดขึ้นในคณะผู้เป็นรัฏฐาธิปัตย์ถึงสองประการคือ 

     ประการแรก หลงผิดคิดว่าการยึดอำนาจนั้นเป็นการยึดอำนาจเพื่อการร่างรัฐธรรมนูญใหม่และเตรียมการเลือกตั้งครั้งใหม่ซึ่งจะต้องทำอย่างเร่งรีบให้เสร็จภายใน 1 ปี ดังนั้นจึงไม่ทันที่จะได้แก้ไขปัญหาใดๆ ในบ้านเมืองที่หมักหมมต่อเนื่องมาหลายปี ก็มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น 

     ซึ่งการเลือกตั้งแบบนั้นก็คือการคืนอำนาจให้นักการเมืองหน้าเก่า แบบเก่า คณะเก่า ที่เป็นผู้ก่อกรรมทำเข็ญให้กับบ้านเมืองนั่นเอง และแล้วประเทศชาติก็กลับเข้าสู่ปัญหาเดิม 

     ประการที่สอง เกิดความหลงผิดคิดว่าเมื่อมีการยึดอำนาจแล้วทุกอย่างจะจบสิ้นไปแล้ว จึงมีการเสนอความคิดเรื่องสมานฉันท์บ้าง ปรองดองบ้าง กันเป็นการใหญ่ โดยที่รากเหง้าของปัญหาอันเป็นเหตุให้มีการยึดอำนาจไม่ได้ถูกกำราบปราบปรามเลยแม้แต่น้อย กลายเป็นการหลอกหลอนที่มีบทเรียนล้ำค่าที่สุดของการยึดอำนาจ เพราะผลที่แท้จริงของการเคลื่อนไหวสมานฉันท์ปรองดองดังกล่าวก็คือการเลี้ยงไข้และบ่มเพาะเชื้อมหันตภัยแบบเดิมให้กับบ้านเมืองนั่นเอง 

     การเมืองที่เป็นเรื่องของคน 500 คนที่เรียกว่าคนใน ซึ่งเป็นพรรคเก่า คนเก่า ความคิดเก่า และรูปแบบเก่า คือมุ่งมั่นแต่การแสวงหาอำนาจเพื่อตนและครอบครัว ไม่เคยมีความคิดอ่านใด ๆ ที่จะกอบกู้ฟื้นฟูประเทศชาติ ให้รุ่งเรืองเฟื่องฟูขึ้นในโลก ไม่ได้มีความคิดใดๆ ที่จะบำรุงอาณาประชาราษฎรให้ร่มเย็นเป็นสุข 

     ดังนั้นเมื่อการเลือกตั้งคือการคืนอำนาจให้แก่คนพวกนั้น สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตก็ฟื้นกลับคืนมาในทันที การโกงบ้านกินเมือง การกดขี่ข่มเหงข้าราชการและประชาชน การทุจริต การฉ้อฉล การบิดเบือนการใช้อำนาจจนกฎหมายใช้บังคับไม่ได้ และการไม่นำพาต่อประเทศชาติและราษฎรก็ดำเนินต่อไปอย่างกว้างขวางใหญ่โต 

     จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง จึงมีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่ และรัฐบาลผสมที่จัดตั้งขึ้นใหม่นั้นก็เป็นแค่การจัดตั้งใหม่ แต่แท้จริงก็เป็นเรื่องของคนใน 500 คนอย่างเดิม ดังนั้นจึงเกิดเหตุการณ์กลียุคและมิคสัญญีขึ้นในบ้านเมือง คือเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง และสังหารโหดทหารและประชาชนจำนวนมาก แม้กระทั่งล้มการประชุมสุดยอดอาเซียนซึ่งทำลายชื่อเสียงเกียรติภูมิของชาติอย่างยับเยิน 

     แม้กระทั่งหัวหน้ารัฐบาลก็ถูกไล่ทุบตี ไล่ติดตามประหัตประหารราวกับเป็นหมูเป็นหมาก็ปรากฏให้เห็นมาแล้ว 

     เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการเมืองเรื่องของคนใน คือนักการเมือง 500 คนนั้นให้ผลอย่างไรกับบ้านเมือง ดังนั้นเมื่อมีการยุบสภาและเลือกตั้งครั้งใหม่อำนาจรัฐก็กลับคืนไปสู่ระบอบทักษิณเหมือนเดิม 

     การโกงบ้านกินเมือง การกดขี่ข่มเหงข้าราชการ การทุจริต การฉ้อฉล การบิดเบือนการใช้อำนาจจนกฎหมายใช้บังคับไม่ได้ และการไม่นำพาต่อประเทศชาติและราษฎร ขยายตัวเป็นวงกว้างหนักหน่วงและรุนแรงยิ่งขึ้น การโกงชนิดโคตรโกงและโกงทั้งโคตรกึกก้องไปทั้งประเทศโดยไม่แคร์หน้าอินทร์หน้าพรหมกันอีกแล้ว 

     ประชาชนจึงลุกฮือขึ้นต่อสู้ขับไล่ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย โดยการนำของ กปปส. มีประชาชนเข้าร่วมเดินขบวนเฉพาะในกรุงเทพฯ กว่า 6 ล้านคน และมีการเคลื่อนไหวของประชาชนทั่วประเทศกว่า 30 ล้านคน แต่ถูกปราบปรามอย่างโหดเหี้ยมอำมหิต ผู้คนบาดเจ็บล้มตายลงเป็นจำนวนมาก และเกิดความเสียหายลุกลามใหญ่หลวง 

     กระทั่งมีการเตรียมการแบ่งแยกประเทศไทยออกเป็นส่วน ๆ เป็นรัฐไทยใหม่ หรือสหพันธรัฐไทย-ล้านนา เป็นต้น มีการตั้งกองกำลังอาวุธชุดดำ มีการตั้งขบวนการมวลชนชุดแดง มีการก่อตั้งแนวรบสื่อมวลชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ และมีการตั้งขบวนเพื่อจะทำสงครามกลางเมือง เพื่อทำลายล้างคนไทยที่ไม่เห็นด้วย 

     ความกำเริบลำพองถึงขนาดที่ไม่แยแสต่อพระสยามเทวาธิราช ไม่แยแสต่อกองทัพไทย และเหล่าประชาชนคนไทยผู้รักชาติทั้งหลาย ถึงขั้นตรวจพลสวนสนามอวดแสนยานุภาพกันในพื้นที่หลายจังหวัด 

     ในที่สุดเหล่าทหารก็ทนอยู่ไม่ได้ เพราะไม่อาจทนเห็นสงครามกลางเมืองที่คนไทยต้องฆ่าฟันกันเองเป็นมิคสัญญียุค ดังนั้นจึงได้เข้ายึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ท่ามกลางการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากประชาชนทั่วประเทศ โดยตั้งความหวังให้ผู้เป็นรัฏฐาธิปัตย์ได้ทำการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทย เพื่อวางรากฐานอันมั่นคงให้แก่การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขขึ้นมาใหม่ และสร้างความไพบูลย์ให้แก่ระบอบเศรษฐกิจของประเทศ 

     ความหวังอันยิ่งใหญ่ของประชาชนชะงักลงประหนึ่งเกิดเสียงประทัดใหญ่ดังสนั่นหวั่นไหว เพราะแทนที่ความมุ่งมาดปรารถนาดังกล่าวจะก้าวรุดหน้าไปสู่ความสำเร็จ กลับปรากฏว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้น ซึ่งทำให้ความหวังของประชาชนห่างไกลออกไปทุกที นั่นคือ 

     ประการแรก มวลชนทั้งฝ่ายรักชาติและฝ่ายของระบอบทักษิณถูกมองว่าเป็นพวกก่อปัญหาเหมือนกันทั้งคู่ ถูกมองว่าฝ่ายกอบกู้ฟื้นฟูชาติกับฝ่ายที่ต้องการให้ระบอบทักษิณปักหลักปักฐานขึ้นในราชอาณาจักรนี้ต่างก็เป็นพวกมีปัญหาเหมือนกัน และเมื่อมองเช่นนั้นแล้วก็ไปรวบรวมเอาพวกที่ไม่รู้จักร้อนหนาวด้วยการแผ่นดินเข้ามาเป็นกำลังในการขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดิน ทำให้ถูกเรียกอำนาจรัฐชนิดนี้ว่าอำนาจรัฐราชการ ซึ่งเป็นอย่างไรก็เห็น ๆ กันอยู่ 

     ประการที่สอง แม้เห็นปัญหาอย่างชัดเจนว่าจะต้องแก้ไขปัญหารากฐานให้เสร็จสิ้นไปก่อน แต่กลับถูกชักพาไปด้วยกระแสเลือกตั้ง แบบที่เคยเกิดขึ้นในการยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 โดยลืมบทเรียนว่าการเลือกตั้งนั้นไม่ใช่การคืนอำนาจแก่ประชาชน แต่เป็นเพียงการคืนอำนาจให้แก่นักการเมือง 500 คน ที่มีส่วนในการสร้างกรรมทำเข็ญให้กับบ้านเมืองมายาวนานและเป็นต้นเหตุให้มีการยึดอำนาจนั่นเอง จึงเปิดทางโล่งให้แก่เหล่าผู้มีอาชีพในการปั่นรัฐธรรมนูญและกฎหมายให้เข้ามาครองบ้านครองเมืองโดยไม่ต้องลงแรง 

     ประการที่สาม หลงใหลในความคิดปรองดองทั้งที่ถูกทักท้วงอย่างหนักแน่นว่าในที่สุดจะต้องถูกโยนทิ้งทั้งจาน และเพราะความคิดแบบนี้การเลี้ยงไข้ การซุกบรรดาคดีความทั้งหลาย และการปกป้องผู้ก่อกรรมทำเข็ญกับบ้านเมือง กระทั่งการช่วยเหลือต่างๆ จึงเกิดขึ้น และสร้างความอิหลักอิเหลื่อให้กับประชาชนทั้งประเทศ 

     ประการที่สี่ เพราะฝ่ายที่รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ถูกผลักออกไปให้เป็นพวกที่มีปัญหา ในขณะที่พวกขี้ข้าลิ่วล้อบริวารของอำนาจเก่าก็แทรกซึมเข้ามายิ่งกว่าน้ำป่าหลากในฤดูฝน จนในที่สุดลิ่วล้อบริวารของระบอบทักษิณก็เข้ามายึดครองอำนาจรัฐไปเกือบหมดสิ้น เหตุการณ์แปลกประหลาดที่เรียกว่าเป็นการวางยาก็เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน พร้อม ๆ กับการนำเอาสมบัติชาติไปยกให้เอกชนแสวงหาประโยชน์อย่างทุเรศทุรัง 

     สภาพทั้งสี่ประการนี้จึงทำให้ปัญหาชาติบ้านเมืองไม่ได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง และกำลังบ่มเพาะฝีให้เป็นหนองที่กำลังอักเสบรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกวัน 

     ดังนั้นเมื่อมีการส่งสัญญาณป่วนงานพระราชพิธีอันเป็นจุดชี้ขาดการสิ้นสุดของการเลี้ยงไข้แล้ว ก็เป็นการถึงเวลาที่คนทั้งหลายจะได้หันมาคิดอ่านกันว่าจะปล่อยให้สภาพเช่นนี้เดินหน้าต่อไปจนกว่าจะสิ้นชาติ หรือว่าจะตัดสินใจด้วยความเด็ดเดี่ยวแก้ไขปัญหาชาติให้เสร็จสิ้นไป นำพาประเทศเข้าสู่ยุคศิวิไลซ์อันไพบูลย์เสียที 

     ประชาชนเขาเบื่อเต็มทีแล้ว!



























 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License