ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
บทความใน นสพ.แนวหน้า เรื่อง "กลวิธีล้วงกระเป๋าคนจน!" วันที่ 11 พ.ย.60 พิมพ์ อีเมล
บทความ - บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันพฤหัสบดีที่ ๐๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ เวลา ๑๑:๔๑ น.

     แต่โบราณกาลมา คนไทยจะอบรมสั่งสอนกันให้รู้จักประหยัด ดังเช่นคำพังเพยที่ว่า “มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท” เป็นต้น เพราะการเก็บออมนั้นย่อมเป็นประโยชน์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต มีความจำเป็นขึ้นเมื่อใดก็เอามาจับจ่ายใช้สอยได้ 

     และโบราณก็ว่าไว้ว่า หากแม้นจะเกลียดแค้นชิงชังใคร ไม่ต้องฆ่า ไม่ต้องทำร้ายด้วยประการอื่น เพียงแค่ยุให้เล่นการเมือง หรือยุให้เพลิดเพลินในการจับจ่ายใช้สอย ก็เป็นอันแน่นอนว่าจะบังเกิดความฉิบหายวายวอดโดยมิพักต้องสงสัย 

     ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ทรงเห็นคุณของการออมเป็นอันมาก ในขณะเดียวกันก็ทรงเห็นโทษของการจับจ่ายใช้สอยแบบสุรุ่ยสุร่าย จึงมีพระบรมราโชบายให้จัดตั้งธนาคารออมสินขึ้น เพื่อฝึกสอนอบรมบ่มเพาะคนไทยตั้งแต่เล็กเป็นเด็กน้อยให้รู้จักอดออม ซึ่งจะเป็นการสร้างสมทรัพย์สินสำหรับชีวิตไว้ในภายภาคหน้า 

     ประเทศไหน ๆ เขาก็เป็นเช่นนี้ แม้ประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรืองแล้ว ล้วนสั่งสมให้ผู้คนอดออมกันทั้งสิ้น 

     เพิ่งมาบังเกิดเหตุการณ์เลวทรามสามานย์ขึ้นจากนักการเมือง โดยเริ่มต้นที่อเมริกาก่อน คือในสมัยของประธานาธิบดีนิกสันได้ตั้งนโยบายประชานิยมขึ้น กล่าวสรุปก็คือเป็นนโยบายเอาเงินไปฟาดหัวราษฎร และยุยงส่งเสริมให้ราษฎรจับจ่ายใช้สอยด้วยความเพลิดเพลินจำเริญใจ 

     บ้ากันถึงขนาดยุยงส่งเสริมให้จับจ่ายใช้สอยจนสิ้นเนื้อประดาตัวแล้ว ก็หาหนทางให้ก่อหนี้สร้างสินเพิ่มขึ้น จนกระทั่งระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้สินนั้นยืดยาวออกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งอายุคนที่เหลืออยู่ก็ยังไม่สามารถชำระหนี้ได้หมดสิ้น 

     เมื่อเป็นอย่างนั้นก็หากลวิธีแยบยลขึ้นไปอีก ก็คือการสร้างระบบประกันว่าถ้าลูกหนี้ตายก่อนโดยที่ชำระหนี้ไม่หมดแล้ว บริษัทประกันก็จะเป็นผู้ชำระหนี้ให้แทน 

     เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเกิดช่องทางก่อหนี้เพิ่มขึ้นไปอีก และในปัจจุบันนี้ผลการศึกษาก็ได้ความว่าชาวอเมริกันนั้นก่อหนี้สร้างสินล้นพ้นตัว จะต้องใช้เวลาในการใช้หนี้โดยเฉลี่ยแล้วราว 120 ปี ก็หมายความว่าจะต้องใช้หนี้ต่อไปถึงชาติหน้า แต่เพราะระบบประกันที่ค้ำจุนดังกล่าวแล้ว จึงยังพอหมุนไปได้ แต่ในที่สุดก็คงหมุนต่อไปไม่ไหว คงเหลือว่าจะเจ๊งพินาศวายวอดลงในวันไหนเท่านั้น 

     ไอ้นโยบายประชานิยมแบบนี้ชักจูงคนให้หลงเชื่อได้ง่าย ดังนั้นจึงแพร่ขยายไปในหลายประเทศ รวมทั้งในประเทศไทยของเราด้วย ก็ได้ตั้งนโยบายประชานิยมกันเป็นการใหญ่ โดยเฉพาะในระยะเวลา 16 ปีที่ผ่านมานี้ นโยบายประชานิยมแบบอเมริกันดังกล่าวก็ได้เติบโตและขยายตัวขึ้นในประเทศไทย 

     การส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้คนจับจ่ายใช้สอยจนสิ้นเนื้อประดาตัวเป็นกิจกรรมหลักของผู้มีอำนาจเพื่อหาความนิยมจากราษฎรที่โง่เขลา 

     เอะอะก็ใช้เงินฟาดหัวราษฎร แล้วก็ยุยงส่งเสริมราษฎรจับจ่ายใช้สอยเงินนั้นในเวลาอันรวดเร็ว และก็คงบังเกิดผลสำเร็จได้มาก เพราะในปัจจุบันนี้มีคนไทยถึง 14 ล้านคนแล้วที่ได้เข้าสู่ระบบคนขอทานแห่งนโยบายประชานิยมนั้น 

     เมื่อประชากร 70 ล้านคน อยู่ในระบบคนขอทานเสีย 14 ล้านคน ก็คงจะเพิ่มขึ้นโดยลำดับ และนี่ก็คือต้นเหตุที่ทำให้ประชาชนอ่อนแอ ประเทศชาติอ่อนแอ จนในที่สุดประเทศก็ต้องก่อหนี้สร้างสินจนกว่าจะกู้กันไม่ไหว 

     วิญญาณประชานิยมที่เริ่มต้นขึ้นในประเทศไทยเมื่อ 16 ปีก่อน กำลังสืบทอดต่อมาอยู่ในขณะนี้ และกำลังพัฒนาไปอีกขั้นใหญ่ 

     นั่นคือขั้นที่เอาผลแห่งประชานิยมนั้นไปเข้าพกเข้าห่อคนส่วนน้อย หรือที่เรียกกันโดยนิยมในปัจจุบันว่าเจ้าสัว ดังนั้นทางหนึ่งประเทศชาติและประชาชนก็อ่อนแอลง เพราะลัทธิประชานิยมแบบนี้ 

     แต่ลัทธิประชานิยมที่พัฒนาไปนั้นได้ทำให้เงินที่จับจ่ายใช้สอยไม่แพร่กระจายไปยังคงไทยทั้งหลายเหมือนประชานิยมในอดีต แต่จะไปรวมตัวอยู่ในกระเป๋าของเจ้าสัวทั้งสิ้น 

     ดังตัวอย่างเช่น โครงการบัตรคนจนที่แจกเงินให้กับคนยากจนราว 12-14 ล้านคนทั่วประเทศ คนละ 300 บาท โดยที่ผู้รับเงินไม่เห็นตัวเงินและไม่สามารถนำเงินนั้นไปจับจ่ายใช้สอยซื้อหาสินค้าหรือใช้จ่ายใด ๆ ในชุมชนของตนได้เลย 

     เงินคนละ 300 บาทนี้ถูกบังคับให้ต้องนำไปซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าประชารัฐ ดังนั้นยอดเงินรวมเดือนละประมาณ 4,500 ล้านบาท จึงไปอยู่ที่ร้านธงฟ้าประชารัฐทั้งหมด และแน่นอนว่าร้านธงฟ้าประชารัฐนี้ก็ต้องเอาเงินนี้ไปชำระค่าสินค้าแก่กิจการของเจ้าสัวราว ๆ 8 ราย จะเหลือเศษเหลือเลยไว้สำหรับเป็นค่าเช่า ค่าจ้าง และกำไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ของร้านธงฟ้าประชารัฐอย่างมากก็ไม่เกิน 20% 

     ดังนั้นเงินงบประมาณแผ่นดินเดือนละประมาณ 4,500 ล้านบาท จึงไปอยู่ที่ร้านธงฟ้าประชารัฐ เป็นค่าจ้าง ค่าเช่า ราว 900 ล้านบาท เหลืออีก 3,600 ล้านบาท จะตกเป็นของเจ้าสัวราว 8 รายทั้งหมด 

     นี่คือการพัฒนาของประชานิยมขั้นใหม่สุดที่เกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย 

     และล่าสุดนี้ก็ได้เกิดนโยบายช้อปช่วยชาติขึ้นมาอีกนโยบายหนึ่งแล้ว คือยุยงส่งเสริมให้ผู้คนจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลปีใหม่ แล้วเอาเงินที่จับจ่ายใช้สอยนั้นไปหักเป็นรายจ่ายเพื่อคำนวณภาษีอากรได้ 

     รวมความก็คือ รัฐบาลเสียหายขาดรายได้จากภาษีอากร ในขณะที่ประชาชนก็ต้องขนเอาเงินไปจับจ่ายใช้สอยกันอย่างสนุกสนานในเทศกาลปีใหม่ แล้วเงินนี้ไปไหนเล่า? ก็ต้องดูรายการจับจ่ายใช้สอยรายการแรก คือ ต้องไปจับจ่ายใช้สอยที่ร้านสะดวกซื้อของเจ้าสัวนั่นแหละ 

     นี่คือสภาพการณ์ที่กำลังเป็นอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ ดังนั้นจึงถึงเวลาที่คนไทยต้องลุกตื่นขึ้นรักษาเนื้อรักษาตัวรักษาครอบครัวไว้ให้จงดี!



 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License