ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
บทความใน นสพ.แนวหน้า เรื่อง "สามก๊กการเมืองไทย" วันที่ 18 เม.ย.61 พิมพ์ อีเมล
บทความ - บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๑ เวลา ๑๔:๕๒ น.

     คสช. เข้ายึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างการเมืองสามานย์กับประชาชนผู้รักชาติที่ขับเคี่ยวต่อสู้กันมาร่วม 10 ปี โดยหวังเอาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง ดังนั้นจึงได้รับการสนับสนุนจากประชาชนทั่วประเทศอย่างท้วมท้น 

     หลังจากเข้าสู่อำนาจแล้ว ทั้งการเมืองสามานย์และประชาชนผู้รักชาติต่างถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกที่ก่อปัญหาแก่บ้านเมืองเหมือนกันและมีฐานะอย่างเดียวกัน คือต้องถูกดำเนินคดี จนต้องติดคุกติดตะรางและถูกเรียกค่าเสียหายเสมอกัน  

     เมื่อพวกทุนสามานย์และประชาชนผู้รักชาติถูกมองว่าเป็นปัญหาของชาติเหมือนกัน ดังนั้นจึงเอาพวกตาอยู่ที่ไม่เคยรู้ร้อนหนาวด้วยการแผ่นดินเข้ามาเป็นที่พึ่งที่อาศัยในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง แม้กระทั่งคณะนายทหารที่ร่วมก่อการมาด้วยกันก็ได้พ้นออกจากวังวนแห่งอำนาจ ไปเลี้ยงหลานอยู่กับบ้านด้วยความชอกช้ำระกำใจ 

     ยกเว้นบางท่านที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี 

     ถ้าลองนึกกันดูว่า หากช่วงที่มีการยึดอำนาจนั้น และใช้ผู้คนพวกตาอยู่เข้าก่อการ สถานการณ์จะมาถึงวันนี้ได้หรือไม่ เพราะในบรรดาตาอยู่นั้น ก็มีอยู่ไม่น้อยที่เป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงของการเมืองสามานย์ บ้างก็เป็นพวกชนะไหนก็เอาด้วยช่วยกระพือ 

     ดังนั้นคนดีมีฝีมือจึงมิได้รับการส่งเสริมให้เข้าสู่อำนาจในบ้านเมือง แต่คนที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว หรืออาจจะหมักหมมกับปัญหามาตลอดกลับได้รับการส่งเสริมให้มีอำนาจในบ้านเมือง 

     ดังนั้นสิ่งที่ต้องการจะทำโดยเฉพาะการปฏิรูปประเทศ กับสิ่งที่ต้องการจะแก้ไขปรับปรุงและการฟื้นฟูประเทศชาติ จึงมีสภาพดังที่เป็นอยู่ 

     และมาถึงวันนี้ก็มีพวกตาอยู่จำนวนหนึ่งที่ต้องการจะอยู่ในอำนาจต่อไป จึงผลักดันให้ คสช. บางส่วนสืบทอดอำนาจต่อไป  

     แต่มาถึงวันนี้ บรรดาอภินิหารทางกฎหมายที่ทำให้เชื่อว่าการกำหนดให้มี ส.ว. 250 คน และจะร่วมโหวตให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ก็เผยตัวออกมาให้เห็นแล้วว่าเป็นเพียงมายาลวงโลก และไม่สามารถทำให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่การเผยตัวนี้ก็เกิดขึ้นในปลายแห่งอำนาจเสียแล้ว จะแก้ไขอย่างไรก็คงไม่ทันการ 

     นี่ก็เป็นวิบากกรรมอย่างหนึ่งของการไปใช้ช่างตัดเสื้อที่เคยตัดมาแล้วกี่ชุดต่อกี่ชุดก็ใช้ไม่ได้ ต้องโยนทิ้งถังขยะไปทั้งหมดแล้ว เสื้อผ้าชุดใหม่ที่เพิ่งตัดก็คงไม่พ้นที่จะต้องถูกโยนทิ้งถังขยะอีก 

     เมื่อรู้ความจริงว่าการที่ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีมติสนับสนุนจากสภาผู้แทนราษฎรเกิน 250 คน และการที่จะบริหารราชการแผ่นดินได้ก็ต้องมีเสียงสนับสนุนจากสภาผู้แทนราษฎรเกิน 250 คน จึงต้องมีการดิ้นรนเพื่อให้ได้เข้าสู่อำนาจทางการเมือง โดยการต้องมีพรรคการเมืองสนับสนุน เพื่อให้มีคะแนนเสียงเกิน 250 คน 

     และจากสภาพความเป็นจริงของประเทศไทยนั้น จึงทำให้ก่อเกิดเป็นลักษณะสามก๊กทางการเมืองขึ้น 

     ก๊กแรก ก็คือพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคเก่าแก่ของประเทศไทย ซึ่งได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่สนับสนุนคนนอก คือผู้ที่ไม่ได้เป็น ส.ส. เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นอันขาด และความเก๋าของพรรคนี้ก็เป็นที่คาดหมายว่าดีร้ายอย่างไรก็คงจะได้ผู้แทนราษฎรระหว่าง 90-110 ที่นั่ง 

     ก๊กที่สอง ก็คือพรรคเพื่อไทย ซึ่งแม้ก่อตั้งขึ้นหลังพรรคประชาธิปัตย์ แต่เพราะเป็นพรรคที่ต่อเนื่องมาจากพรรคพลังประชาชนและพรรคไทยรักไทย ซึ่งเคยเรียนรู้วิธีจัดตั้งทางการเมืองมาจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน และเป็นแชมป์ในสมรภูมิการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา นับแต่ปี 2543 จึงเป็นพรรคที่มีพลังทางการเมืองมากที่สุด และมีการนำที่เฉลียวฉลาดมากที่สุด ที่ถึงขั้นประกาศว่า “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ”  

     ดังนั้นดีร้ายอย่างไร ก๊กที่สองนี้คงจะได้ ส.ส. ระหว่าง 200-230 ที่นั่ง และปัจจัยสำคัญที่จะเพิ่มหรือลดยังมีอีก คือ ความนิยมหรือกองหนุนรัฐบาลปัจจุบันว่าเพื่อขึ้นหรือลดลงประการใด ในช่วงก่อนที่จะถึงวันเลือกตั้ง 

     ก๊กที่สาม ก็คือก๊กที่สนับสนุนพลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เป็นนายกรัฐมนตรีสืบต่อไป ซึ่งประกอบด้วยหลายพรรค ส่วนใหญ่เป็นพรรคที่จัดตั้ง หรือจะจัดตั้งขึ้นมาใหม่ และส่วนใหญ่ไม่เคยปรากฏฝีไม้ลายมือในสมรภูมิเลือกตั้ง พรรคเล็ก ๆเหล่านี้ประกาศเปิดหน้าตัวเองว่าไม่สนับสนุนคนในพรรคการเมืองตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี แต่จะสนับสนุนพลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี 

     ก๊กที่สามนี้ยังมีข่าวการประสานงานเชื้อเชิญพรรคเล็กพรรคน้อยที่เคยร่วมรัฐบาลกับพรรคไทยรักไทยให้เข้ามาเป็นพวก แต่ก็มีเสียงแบ่งรับแบ่งสู้ หาความแน่นอนอันใดไม่ได้ 

     คงเหลืออีกพรรคหนึ่งซึ่งลับๆ ล่อ ๆ คือพรรคประชารัฐ ที่เดิมที่มีข่าวว่านายสมคิด   จาตุศรีพิทักษ์ จะเป็นหัวหน้าพรรค เพื่อสนับสนุนพลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป แต่ไม่ทันเสียงปี่กลองดังก็มีการปฏิเสธว่าจะไม่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค และมีข่าวว่าจะมีการมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค  

     แต่ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ ว่าเอาหรือไม่เอา จริงหรือไม่จริง แต่ที่จริงแท้ก็คือทั้งสองคนนี้ไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่นักธุรกิจ และเป็นเพียงทีมงานของนายสมคิด  จาตุศรีพิทักษ์ เท่านั้น จึงถูกมองด้วยความวิตกว่าสภาพเช่นนี้จะนำทัพทางการเมืองช่วงชิงอำนาจรัฐมามอบแก่พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา ได้หรือ 

     เมื่อไม่มีเสียงตอบรับ ก็ปรากฏเหตุการณ์สำคัญขึ้น นายสุเทพ  เทือกสุบรรณ ซึ่งเมื่อครั้งบวชเป็นภิกษุ ได้ประกาศย้ำแล้วย้ำเล่าว่าไม่เข้าสู่ถนนทางการเมืองอีก แต่เมื่อ 2 เดือนมานี้ ก็มีข่าวว่าน้องชายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะตั้งพรรคการเมือง เพื่อสนับสนุนพลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี 

     แต่พอถึงวันจะไปยื่นจดทะเบียน ปรากฏว่านายทหารใหญ่ที่มั่นหมายจะเป็นหัวหน้าพรรคได้ถอนตัวอย่างฉับพลัน เพราะทราบว่าไม่ได้มีสัญญาณดังที่เอ่ยอ้างกัน จึงเป็นที่มาของการแถลงอีกครั้งหนึ่งว่าไม่ตั้งพรรคการเมือง 

     แต่เมื่อไม่มีเสียงขานรับจากสองรัฐมนตรีว่าจะออกมานำทัพทางการเมืองหรือไม่ นาย  สุเทพ  เทือกสุบรรณ จึงต้องประกาศจัดตั้งพรรคการเมืองอีกครั้งหนึ่ง และก็เป็นพรรคในก๊กที่สามนี้ 

     สามก๊กทางการเมืองในประเทศไทยเกิดขึ้นแล้ว จับตาดูกันต่อไปให้ดี ๆ ก็แล้วกัน.

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License