ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
"มาร์ค"จี้คสช.พูดให้ชัด! ปมตั้งพรรคการเมือง พิมพ์ อีเมล
ข่าว - ข่าวเด่น
เขียนโดย คมชัดลึกออนไลน์   
วันจันทร์ที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๑ เวลา ๐๙:๐๕ น.
        เมื่อวันที่ 15 เมษายน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่ที่กำลังมีการสรรหาว่า กกต.ชุดใหม่ต้องทำงานหนักเพราะมีเรื่องใหญ่ๆ ตามกฎหมายใหม่ที่ต้องทำเยอะ คือต้องสะสางปัญหากฎหมายพรรคการเมืองกับคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีปัญหาขัดแย้งในตัวเอง ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินมีการวินิจฉัยแล้วว่าสร้างความเดือดร้อนและภาระเกินความจำเป็นมีปัญหาในทางปฏิบัติมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพรรคใหม่และเก่าต้องดำเนินการหาสมาชิก ตั้งสาขาพรรค ประชุมใหญ่เลือกกรรมการบริหาร ปรับข้อบังคับ ในฐานะที่กกต.ต้องดูแลก็เป็นงานใหญ่อยู่แล้ว  

          นอกจากนี้ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และร่างพ.ร.ป.การได้มาซึ่งส.ว.ก็เป็นเรื่องใหม่ หากคสช.ยืนยันต้องมีการเลือกตั้งท้องถิ่นอีกก็จะเป็นงานหนักสำหรับกกต.ชุดใหม่ เมื่อเข้ามาทำหน้าที่ก็ต้องเร่งสร้างความพร้อมรองรับกติกาใหม่ในเวลาอันสั้น แต่ยังไม่ทราบว่ากระบวนการได้มาจะเป็นอย่างไร และจะได้กกต.ชุดใหม่เมื่อไหร่

          รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ปลดนายสมชัย ศรีสุทธิยากร พ้นจากกกต. ว่าเป็นปัญหาที่คสช.ต้องสร้างความมั่นใจว่ากลไกกกต.ทำงานเป็นอิสระอย่างแท้จริง เพราะถ้าไม่เริ่มต้นจากการเลือกตั้งสุจริตก็เลิกพูดเรื่องปฏิรูปการเมืองและธรรมาภิบาลได้เลย ซึ่งจะเป็นปัญหามากขึ้นถ้าคสช.เข้ามาเป็นผู้เล่นไม่ได้เป็นแค่กรรมการจึงต้องมีเส้นแบ่งที่ชัดเจน โดยเชื่อว่าคนยอมรับได้ว่าการเป็นรัฐบาลต้องมีการทำงานลงพื้นที่สัมผัสประชาชนและในการขับเคลื่อนนโยบายจะส่งผลให้มีการได้คะแนนเสียงในกรณีที่ประชาชนได้ประโยชน์ แต่ก็มีเส้นแบ่งว่าถ้าจงใจใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ทางการเมืองเป็นหลักก็ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญจะทำให้เกิดการโต้แย้งในเรื่องความเป็นกลางได้ง่าย เมื่อรัฐมนตรีลงพื้นที่จะถูกจับตาถูกร้องเรียนว่าให้คุณให้โทษในเรื่องการเลือกตั้งหรือไม่ อย่างไรก็ตามข้อกังวลของตนไม่ใช่แค่เรื่องเสียเปรียบได้เปรียบทางการเมือง แต่จะทำอย่างไรให้ระบบได้รับความเชื่อมั่น ถ้าคสช.ตระหนักในเรื่องนี้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อจะแปรสภาพมาเป็นผู้เล่นด้วย

จี้คสช.อย่าใช้มาตรา44พร่ำเพรื่อ

          “ต้องไม่ใช้มาตรา 44 กับองค์กรอิสระหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยคสช.ต้องจำกัดการใช้มาตรา 44 ไม่ให้กระทบความเชื่อมั่นการทำงานขององค์กรอิสระ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ คสช.ต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรมเรื่องพรรคการเมืองว่าจะเป็นอย่างไร ตามข่าวนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ บอกว่า เรื่องพรรคให้ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถ้าบุคคลทั้งสองมาเป็นผู้บริหารพรรคตามข่าว ทั้งสองคนก็ลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้เพราะคนที่เป็นรัฐมนตรีต้องลาออกนับแต่รัฐธรรมนูญใช้บังคับภายใน 90 วัน แสดงว่ารัฐธรรมนูญต้องการให้การเลือกตั้งเป็นเรื่องการแข่งขันของคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐในขณะนี้แต่ถ้าเป็นผู้บริหารหลักแล้วไม่ลงสมัครส.ส.ก็เป็นการเลี่ยงในเชิงกฎหมายตามตัวอักษรเท่านั้นเอง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

          นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ขอฝากถึงกกต.ชุดปัจจุบันว่าน่าจะมีความพร้อมที่จะใช้อำนาจของตัวเองในฐานะผู้รักษากฎหมายหลัก เช่นที่เคยตั้งคำถามไปก็กลับได้รับคำตอบว่าต้องถามคสช.ก่อนทั้งๆ ที่เป็นเรื่องกฎหมายพรรคการเมืองไม่ใช่คำสั่งหัวหน้าคสช.ทำให้สังคมเข้าใจว่ากกต.ต้องตอบสนองตามความต้องการของคสช.ส่งผลให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในความเป็นอิสระของกกต. ยิ่งเมื่อคสช.เปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้เล่นก็ยิ่งเกิดปัญหาจึงอยากให้พร้อมแสดงตนเป็นผู้รักษากฎหมายด้วย

 
เหน็บอยู่ในอำนาจ4ปีไม่พอหรือ

          ส่วนนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขอให้นักการเมืองหยุดกดดัน เพราะอีกไม่กี่เดือนก็จะมีเลือกตั้งแล้วอดทนรอหน่อยไม่ได้หรือ ว่าน่าเห็นใจรัฐบาลคสช.ในขณะที่คะแนนนิยมลดต่ำลงอย่างมากกลับอยากยืดเวลา อยากอยู่ต่อในอำนาจให้นานที่สุดแต่ไม่มีผลงานอะไรเป็นที่ประจักษ์ เรื่องพูดที่สร้างสรรค์เป็นนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนแทบไม่มีให้พูดหรือไม่ ก็เลยต้องพูดเรื่องซ้ำในบริบทเดิม ความจริงถ้าไม่มีอะไรจะพูดก็เงียบบ้างก็ได้

          “พอประชาชนตรวจพบทุจริตก็โยนบาปให้ฝ่ายการเมืองบอกว่าเกิดมานานแล้ว ไม่มีผลงานก็บอกว่า ฝ่ายการเมืองกดดัน มันสะท้อนชุดความคิดของคนที่อยู่ในอำนาจโดยไม่ผ่านการเลือกตั้ง ไม่ได้มาจากฉันทานุมัติของประชาชน ช่างแตกต่างกับชุดความคิด ความรู้สึกของประชาชน การเลือกตั้งที่ทอดยาว ถูกยื้อ ถูกเลื่อนออกไป จนไม่มีความเชื่อมั่นหลงเหลือ พูดอะไรคนก็ไม่ฟัง ไม่เชื่อแล้วหรือไม่” นายอนุสรณ์ กล่าว

          นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า ประชาชนเดือดร้อน เศรษฐกิจปากท้องกระทบหนัก ค่าครองชีพสูง รายได้ต่ำ ราคาสินค้าเกษรตกต่ำ หันไปทางไหนก็ไม่มีความหวัง ไม่มีอะไรที่จะเป็นจุดเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ดีกว่า แตกต่างจากกลุ่มคนที่เข้าสู่อำนาจไม่ต้องลงทุนอะไร มาโดยวิธีพิเศษหรือไม่ เข้าทำนองชาวบ้านทำงานทั้งวันได้ 300 แต่เครือข่ายแม่น้ำ 5 สายเดินไปเดินมารับ 3 แสน เป็นทั้งทหาร เป็นทั้งข้าราชการการเมือง เป็นอธิบดี เป็นมันสารพัดหรือไม่ 

          “ชาวบ้านอยากรู้ วันหนึ่งๆ ไปทำงานยังไงตั้ง 3 ตำแหน่ง เสื้อพอติดเครื่องหมายหรือไม่ และเป็นแบบนี้แทบทั้งนั้น เป็นทหาร เป็นข้าราชการประจำ เป็นสนช. เป็นสารพัด จึงตอบไม่ยากว่า ทำไมประชาชนจึงอยากเลือกตั้ง แล้วเครือข่ายแม่น้ำ 5 สายไม่อยากเลือกตั้ง เพราะธรรมดาของคนมีความสุขก็อยากให้ความสุขมันทอดยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนคนเดือดร้อนมีความทุกข์ก็อยากให้ความทุกข์มันผ่านไปเร็วๆ แม่น้ำ 5 สายอยู่ในอำนาจ 4 ปี โดยไม่ผ่านการเลือกตั้งยังไม่นานอีกหรือ ยังมีความสุขไม่พออีกหรือ ความกลัวทำให้เสื่อม ถ้ามั่นใจว่ามีผลงาน กลัวทำไมกับการเลือกตั้ง ที่กลัวเพราะรู้ว่าถ้าปล่อยให้มีการเลือกตั้งจะไม่สามารถกลับมาได้อีกใช่หรือไม่” นายอนุสรณ์กล่าว

 
พท.ขู่ส.ส.ทิ้งพรรคระวังสอบตก

            นายสามารถ แก้วมีชัย อดีตส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะฐานะคณะทำงานติดตามการร่างรัฐธรรมนูญพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวดูดอดีตส.ส.ของพรรคผู้มีอำนาจว่า ในส่วนของอดีต ส.ส.ภาคเหนือของพรรคยังมั่นคง คงที่ ไม่มีใครกล้าดูด หรือดูดไปได้อย่างแน่นอน ที่ผ่านมาประชาชนคอยให้กำลังใจ และอดีตส.ส.คนไหนที่คิดว่าจะถูกดูดด้วยวิธีใดก็ตาม จะด้วยอำนาจพิเศษหรืออามิสสินจ้างใดๆ ถ้าไม่เชื่อศรัทธาของประชาชนแล้วก็ขอให้ลองไป จะได้รู้ว่าคำว่าสอบตกเป็นอย่างไร

          นายสามารถ กล่าวยอมรับว่าในช่วงเทศกาลหยุดยาวฉลองสงกรานต์ทำให้มีผลกระทบต่อการยืนยันสมาชิกพรรคเพื่อไทยอยู่บ้าง แต่เราคงไม่ร้องขอให้ คสช.ขยายเวลาให้ เราจะทำตามที่กติกากำหนดไว้ เพราะสมาชิกพรรคเพื่อไทยเดิมมีอยู่ประมาณแสนกว่าคน ซึ่งถือว่าไม่มาก ดังนั้นหากมีที่มายืนยันความเป็นสมาชิกจำนวนเท่าไรก็เอาเท่าที่ได้ก่อน แต่หากพื้นที่ไหนสมาชิกขาด ไม่เพียงพอต่อองค์ประกอบ อาทิ ไม่พอต่อการตั้งผู้แทนพรรคประจำจังหวัดก็ค่อยสมัครเพิ่มเติมได้ เชื่อว่าทุกพรรคการเมืองจะใช้แนวทางนี้

          “เราคงต้องปรับตัวไปตามกติกาที่เขาเขียนเอาไว้อย่างมีอคติ ไม่สอดคล้องกับหลักสากล ทำอย่างไรได้ คนใช้ไม่ได้เขียน คนเขียนไม่ต้องมาใช้ เขียนแบบตีกรอบบอนไซพรรคไปเรื่อยๆ” นายสามารถ กล่าว

ชทพ.หนุนคนรุ่นใหม่บริหารพรรค

          ด้านนายธีระ วงศ์สมุทร หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ยอมรับถึงความหนักใจที่คสช.ยังไม่ปลดล็อกคำสั่งห้ามพรรคทำกิจกรรมทางการเมือง ทำให้พรรคไม่สามารถหาสมาชิกใหม่ จัดตั้งสาขาพรรคเพิ่มเติม หรือจัดประชุมใหญ่เพื่อปรับปรุงระเบียบกติกาและตำแหน่งทางการบริหารชุดใหม่เพื่อขับเคลื่อนและดำเนินการทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ความหนักใจที่เกิดขึ้นเป็นสภาพที่ทุกพรรคการเมืองต้องเผชิญเหมือนกัน อย่างไรก็ตามยังเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. ที่ประกาศว่าจะจัดการเลือกตั้งภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562

          นายธีระกล่าวถึงความเคลื่อนไหวภายในพรรคการเมืองว่า เมื่อกติกาเปิดโอกาสพรรคจะจัดประชุมเพื่อเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ซึ่งที่ผ่านมาสมาชิกภายในพรรคหารือร่วมกันว่าจะผลักดันกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาดูแลกิจการต่างๆ ของพรรค ขณะนี้คนรุ่นเก่า ผู้อาวุโส และผู้ใหญ่ของพรรคจะเป็นฝ่ายสนับสนุนให้คำแนะนำและคำปรึกษา

          “เชื่อมั่นว่าคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาบริหารซึ่งผสมผสานการทำงานร่วมกับผู้อาวุโสของพรรคจะไม่เกิดภาพความขัดแย้งหรือส่งผลกระทบต่อความไม่มั่นใจในอนาคตทางการเมืองของพรรค ซึ่งผมมองว่าการชูคนรุ่นใหม่ถือเป็นจุดขายที่สำคัญ เพราะหากเทียบการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2554 มาจนถึงปีที่คาดว่าจะมีการเลือกตั้ง จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนที่เป็นคนรุ่นใหม่จะมีเพิ่มมากขึ้น และผู้มีสิทธิเลือกตั้งยุคใหม่อาจไม่รู้จักนักการเมืองรุ่นเก่าก็ได้ ส่วนทิศทางของผมนั้นยังยืนยันจะอยู่กับพรรคชาติไทยพัฒนาและลงสมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ” นายธีระ กล่าว


หวั่นปัญหายืนยันสมาชิกสิ้นเดือน

         ด้านนายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงปัญหาที่ประสบในการดำเนินการรับยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคและชำระค่าบำรุงสมาชิกของสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนาที่กำหนดภายในวันที่ 30 เมษายน ว่าขณะนี้ทุกพรรคการเมืองมีปัญหาเหมือนกันหมด ดังนั้นโดยภาพรวมแล้วเชื่อว่าน่าจะทำกันได้ไม่มากเนื่องจากประสบปัญหาเรื่องระยะเวลาที่อยู่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผู้คนมีการเดินทางกลับภูมิลำเนาเดิมซึ่งการจะโอนค่าบำรุงสมาชิกธนาคารก็หยุดยาวหลายวัน การส่งจดหมายตอบกลับทางไปรษณีย์ก็ประสบปัญหาเพราะระบบไปรษณีย์ที่หยุดหลายวันแล้วอาจเกิดจดหมายสะสมก็จะเป็นปัญหาอีก ที่ยังหวังอยู่บ้างตอนนี้ก็คือคสช.เคยรับเรื่องจากพรรคการเมืองไปแล้วว่าจากคลี่คลายแต่จะคลี่คลายได้อย่างไรเมื่อไหร่ 

          "เวลากระชั้นเข้ามาทุกทีแล้วแต่เหลือเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ คงจะทำอะไรไม่ได้มาก และที่น่าเป็นห่วงคือพรรคการเมืองใหญ่ที่มีสมาชิกพรรคจำนวนมากๆ ขนาดพรรคชาติไทยพัฒนามีเท่านี้เรายังลำบากอยู่เลย ตามกำหนดให้ยืนยันภายในวันที่ 30 เมษายน จึงถือเป็นเดดล็อกไปเสียแล้ว งาไหม้ไปแล้ว ถั่วจะรอสุกก็ไม่มีประโยชน์ มาถึงตอนนี้เราเองก็ไม่กล้าแนะอะไรให้คสช.แล้ว เพราะแนะไปแล้วตั้งแต่ต้นที่เริ่มออกคำสั่งมาใหม่ๆ แนะหลายหนแล้ว ก็ได้แต่บอกว่าปัญหาเป็นอย่างนี้เกิดขึ้นกับพรรคเก่าทุกพรรค เดี๋ยวคสช.เองก็จะถูกกล่าวหาว่ากลั่นแกล้งพรรคการเมืองเก่าไปเสียเปล่าๆ เพราะถ้าตัวเลขออกมาแล้วมันฟ้อง บุคคลที่เป็นสมาชิกพรรคอยู่เดิมก็ไม่รู้ว่าเขาจะโกรธหรือไม่โกรธจะทำให้เสียรังวัดกันไปเสียเปล่าๆ เรื่องนี้มีปัญหาในเชิงระบบมาก ประชาชนกลับภูมิลำเนาก็ไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องการเมืองมากกว่าเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของเขาหรอก ดังนั้นจะไปโทษประชาชนไม่ได้แต่เป็นปัญหาของระบบการเมืองเอง” นายนิกรกล่าว

          นายนิกร กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีที่คสช. และรัฐบาล เตรียมให้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เชิญพรรคการเมืองเข้าหารือเรื่องการเลือกตั้งในช่วงเดือนมิถุนายนนี้หรืออาจจะเร็วกว่านั้น หากเชิญมาพรรคชาติไทยพัฒนาก็จะไปร่วมอย่างแน่นอน เพราะถ้าไม่เข้าถ้ำเสือแล้วจะไปรู้หรือว่าอะไรเป็นอะไร ที่ผ่านมาเมื่อเชิญมาพรรคชาติไทยพัฒนาก็ไปทุกครั้ง เช่น เรื่องการปฏิรูป หรือประชุมป.ย.ป. แต่เราคงไม่พกความหวังอะไรไปมาก เพราะจะได้ไม่ต้องผิดหวังมาก

“มีชัย”มั่นใจมีเลือกตั้งปี62แน่

         นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงโรดแม็พเลือกตั้งปี 2562 ว่ามั่นใจว่าจะเกิดขึ้น ส่วนที่หลายฝ่ายระบุว่าหากไม่มีเลือกตั้งอาจทำให้เกิดความขัดแย้งนั้นตนมองว่าอยู่ที่ลักษณะขอความขัดแย้งหากเป็นความขัดแย้งเชิงความคิดการเมืองถือเป็นเรื่องปกติเพราะการเมืองเป็นเรื่องของบุคคลที่ต่างคนก็ต่างความคิด แต่หากความขัดแย้งลักษณะยกพวกตีกันไม่เป็นของดีเชื่อว่าประชาชนจะไม่ยอมรับ

          นายมีชัย ยังกล่าวถึงการขอการจดจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองของกลุ่มการเมืองจำนวนมากว่า เป็นความคึกคักทางการเมืองและเพิ่มทางเลือกใหม่ๆ ให้ประชาชนในการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึงได้มากขึ้นแต่พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่จะได้รับความนิยมหรือไม่ตนมองว่าต้องขึ้นอยู่กับนโยบาย ส่วนคนรุ่นที่เข้าสู่ถนนการเมืองนั้นหากเป็นบุคคลที่มีคุณภาพจะเป็นส่วนที่ได้เปรียบเพราะเชื่อว่าความคิดของประชาชนเปลี่ยนไปมาก โดยไม่มองเฉพาะชื่อเสียงเกียรติคุณ หรือความเป็นคนรุ่นเก่าในระบบการเมืองไทยเท่านั้น

          “ผมเชื่อว่านักการเมืองหน้าใหม่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงการเมืองของประเทศ โดยยึดประโยชน์ของส่วนรวมของประเทศมากกว่าประโยชน์พรรคการเมือง หากทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรือง ประชาชนมีความสุข พรรคย่อมได้คะแนนนิยมไปในตัว แต่ไม่ใช่ตั้งใจทำให้พรรคได้คะแนนนิยมเป็นหลักแล้วสิ่งที่ประชาชนจะได้เป็นผลพลอยได้ ส่วนที่นักการเมืองหน้าใหม่ชูประเด็นแก้รัฐธรรมนูญหลักเลือกตั้ง ผมถือว่าเป็นสิทธิของเขา ห้ามไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญต้องจับตาว่าเขาจะแก้ไขเรื่องอะไร” นายมีชัยกล่าว


“พรเพชร”ปัดสนช.รอใบสั่งคสช.

          นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงการทำงานของสนช.หลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ว่า จะมีการออกกฎหมายตามรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลเริ่มทยอยส่งมาแล้วหลายฉบับ อาทิ กฎหมายเกี่ยวกับศาล อัยการ เป็นต้น ซึ่งตามรัฐธรรมนูญจะกำหนดให้สนช.ต้องร่างให้เสร็จภายใน 1 ปี หรือ 3 ปี แล้วแต่รัฐธรรมนูญจะกำหนด แต่กฎหมายที่จะต้องออกให้เสร็จภายใน 1 ปีนั้นมีเยอะกว่า ดังนั้นเราก็จะต้องเร่งทำงานให้ทัน นอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่เป็นไปตามแผนปฏิรูปของรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ และเป็นแผนปฏิรูปของรัฐบาลซึ่งส่วนหนึ่งเรามีการเตรียมการไว้แล้ว รวมถึงการปฏิรูปตำรวจด้วย ทั้งนี้ กฎหมายตามแผนการปฏิรูปอาจจะต้องใช้เวลาเพื่อให้สอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติที่จะออกมาด้วยเช่นกัน

          เมื่อถามว่านายอภิสิทธิ์ออกมาพูดถึงการทำงานของสนช. ว่าทำตามคำสั่งของคสช.และทำงานไม่รอบคอบ นายพรเพชร กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่เคยรอคำสั่งคสช. เพราะกฎหมายเสนอโดยรัฐบาลก็เป็นไปตามหลักสากล ซึ่งรัฐบาลก็จะมีผู้แทนเข้ามาชี้แจงในกฎหมายแต่ละฉบับเป็นสัดส่วน 1 ใน 5 โดยที่เวลาผู้แทนรัฐบาลเข้ามาชี้แจงกฎหมายไม่ว่าฉบับใดก็ตาม เราก็รับฟัง ดังนั้นการทำงานจะเป็นไปตามคำสั่งได้อย่างไร ในเมื่อตัวแทนของรัฐบาลที่เข้ามามีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายเขาประสงค์สิ่งใดเขาก็จะเขียนไว้ในกฎหมายมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

           “การที่พรรคการเมืองออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ สนช.ก็ดีแล้ว เราจะได้รับรู้ แต่ที่ออกมาวิจารณ์กันนั้น ผมถือว่าไม่เป็นไร แต่ขอยืนยันว่า การทำงานของเราที่ผ่านมาไม่เห็นข้อบกพร่องและไม่ได้มีปัญหาอะไร จะมีก็แต่ในส่วนของกฎหมายที่ต้องส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตรงนี้เราก็ต้องรอดูผล ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้วินิจฉัยเองว่ากฎหมายนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไป” ประธาน สนช. กล่าว

ไก่อูเย้ยมาร์คเข้ามาเป็นรัฐบาลก่อน

          พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวตอบโต้นายอภิสิทธิ์  ออกมาระบุว่า การทำงานของรัฐบาล คสช. 4 ปี ที่ผ่านมา การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจล้มเหลว ใช้เงินไปเกือบล้านล้านบาท แต่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ว่า ส่วนตัวไม่ขอวิจารณ์ในส่วนนี้

           เมื่อถามว่านายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงการปฏิรูปที่ผ่านมายังมีความสับสนด้วยนั้น พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า “รอให้เขามาเป็นรัฐบาลก่อน”

พรรคประชาภิวัฒน์ตั้งกก.บริหาร

          วันเดียวกันที่โรงรีมเบเวอรี่ฮิลล์ปาร์ค ต.วัดไทร อ.เมือง จ.นครสวรรค์ นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ อดีตส.ว.นครสวรรค์ อดีต ส.ส.นครสวรรค์ พร้อมคณะได้ร่วมจัดประชุมผู้ร่วมจัดตั้งพรรคประชาภิวัฒน์ โดยมีประชาชนจากหลายอำเภอของจ.นครสวรรค์ และภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน จำนวนกว่า 300 คน โดยพรรคประชาภิวัฒน์ได้จัดตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมายและขออนุญาตจัดตั้งพรรคการเมืองเมื่อวันที่ 2 เมษายน ได้รับอนุญาตจากกกต. และคสช.แล้ว โดยมี พล.ต.ไชยนาจ ญาติฉิมพลี เป็นผู้ขอจดตั้งพรรค

นายสมเกียรติ กล่าวว่า ที่ประชุมได้เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค โดยมีตนเป็นหัวหน้าพรรค นางนันทนา สงฆ์ประชา หรือ ส.ส.มันแกว ส.ส.ผูกขาดของจ.ชัยนาท เป็นเลขาธิการพรรค มีรองหัวหน้าพรรคคือ พล.ต.ไชยนาจ, พ.ต.ท.นาวิน วงศ์รัตนมัจฉา และนายยู เจียรยืนยงพงศ์ ส่วนการที่ตนมาทำการเมืองเพราะเห็นว่าประชาธิปไตยของบ้านเราเริ่มเดินมาถูกทางมีระบบแบบสหรัฐอเมริกาซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่ารูปแบบเดิม ส่วนการส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งพรรคจะส่งผู้สมัครลงทุกเขตเลือกตั้งทั้ง 350 เขต แต่พรรคไม่ได้หวังว่าจะได้รับเลือกส.ส.เขตมากน้อยเท่าไหร่ หากพรรคมีสมาชิกเกินกว่า 3,500,000 คนก็จะสามารถมีส.ส.ได้ถึง 50 คน นับเป็นอีกโอกาสทางประชาธิปไตยของการเมืองยุคใหม่

          ด้านผู้สนับสนุนใหญ่ของพรรคที่ลงมาร่วมเป็นรองหัวหน้าพรรคคือนายยู เจียรยืนยงพงศ์ ประธานสมาคมผู้ประกอบการขนส่งแห่งประเทศไทยและแห่งอาเซียน ที่มีแนวคิดทางด้านธุรกิจที่จะตอบสนองการดำเนินการของรัฐบาลที่ทำไว้คือระบบการเชื่อมโยงเส้นทางไปยังประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาระบบโลจิสติกส์อีกมาก

          พรรคประชาภิวัฒน์ มีสัญลักษณ์ประจำพรรคคือนางมณีเมฆขลาถือดวงแก้วมณี มีอักษร ปชภ. ที่ด้านซ้ายของรูป มีตัวอักษร PRA ที่ด้านขวาของรูป ชื่อภาษาอังกฤษ “PEOPLE PROGRESSIVE PARTY” ชื่อย่อ PRA สีประจำพรรคสีเขียว

“บิ๊กป้อม”เปิดบ้านวันสงกรานต์

          มีรายงานข่าวว่าเวลา 07.00 น. วันที่ 16 เมษายน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม จะเปิดบ้านพักย่านลาดพร้าวซอย 71 เพื่อจัดพิธีทำบุญพร้อมเปิดให้รดน้ำอวยพรเนื่องในวันสงกรานต์ โดยมีผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายทหาร ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ตลอดจนถึงข้าราชการ พ่อค้า นักธุรกิจ เข้าร่วมงาน 

          จากนั้นเวลา 11.00 น. พล.อ.ประวิตร ต้อนรับประธานโอลิมปิกสากล พร้อมเลี้ยงอาหารกลางวันที่บ้านเกษะโกมล ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร มีกำหนดเดินทางถึงประเทศไทยในช่วงเย็นวันที่ 15 เมษายนนี้ ภายหลังยื่นใบขอลาพักต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อไปตรวจสุขภาพที่ต่างประเทศในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

“บิ๊กตู่”สั่งผู้ตรวจฯทำงานเชิงรุก

          นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ผู้ตรวจราชการสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกลไกในการติดตามขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.สั่งการให้แบ่งฟังก์ชันการดำเนินงานออกเป็น 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.เรื่องที่ต้องเร่งรัด เป็นเรื่องสาธารณะที่อยู่ในความสนใจของประชาชน โดยผู้ตรวจราชการสปน. ต้องเร่งรัดให้มีคำตอบในทุกพื้นที่ 2.เรื่องที่เป็นฟังก์ชันประจำที่ต้องขับเคลื่อนให้เป็นงานปกติ โดยให้หน่วยงานต่างๆ ขับเคลื่อนงานที่รับผิดชอบให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด และสุดท้าย 3.เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นเรื่องที่นายกฯ เน้นย้ำมากที่สุด โดยผู้ตรวจราชการสปน. จะต้องเป็นผู้หาข้อมูลเพื่อรายงานผลต่างๆ กลับมายังรัฐบาล

          นางพัชราภรณ์ กล่าวอีกว่า ภายหลังจากนายกฯ สั่งการเน้นย้ำสำนักผู้ตรวจราชการสปน.ก็มีการปรับกระบวนการทำงานใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เป็นการทำงานเชิงรุกไม่ใช่การรอให้แต่ละพื้นที่ชี้เป้าให้เพื่อผู้ตรวจฯ ลงไปดูและติดตาม แต่จากนี้จะเป็นการลงไปติดตามและเข้าถึงประชาชนมากขึ้น โดยสุ่มพื้นที่ที่จะลงไปติดตามและพูดคุยกับประชาชนไม่รอให้จังหวัดหรือพื้นที่ชี้เป้าชงเรื่องขึ้นมาก่อนเหมือนที่ผ่านมา

“ไก่อู”ลุ้นม.44ปลดล็อกโฆษณาได้

          พล.ท.สรรเสริญ ในฐานะรักษาราชการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวถึงกรณีเสนอให้คสช.ใช้มาตรา 44 ให้ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ของกรมประชาสัมพันธ์สามารถหาโฆษณาได้ว่า ยังไม่ทราบว่าเนื้อหาในคำสั่งมาตรา 44 จะเป็นอย่างไร เพราะอยู่ที่คสช.จะพิจารณาในรายละเอียด ตนมีหน้าที่สะท้อนปัญหาของกรมประชาสัมพันธ์ให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.ฟังเท่านั้น จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและคสช.จะพิจาณาช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหา

          เมื่อถามว่าเรื่องนี้มีความเร่งด่วนอย่างไรถึงต้องใช้มาตรา 44 พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า สื่อของรัฐมีหน้าที่สร้างความรับรู้และเข้าใจแก่ประชาชน ถือเป็นเรื่องสำคัญ เราไม่ได้บอกว่าจะเปิดให้มีโฆษณาเพื่อจะสร้างหนัง สร้างละคร แต่ต้องการผลิตรายการข่าวเพื่อรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงต้องการให้ผู้ผลิตที่มีทักษะและความสามารถมาทำรายการให้ช่องเอ็นบีที เพื่อสร้างการรับรู้ที่ดีต่อประชาชน ยืนยันว่าเราไม่ได้ต้องการทำกำไร และการหาโฆษณาที่นี่ก็จะน้อยกว่าช่องอื่นๆ ด้วย ทั้งนี้เมื่อมาตรา 44 ประกาศใช้แล้วผู้ผลิตรายการโทรทัศน์สามารถติดต่อมาขอผลิตรายการได้ที่กรมประชาสัมพันธ์

ป.ป.ช.คลอด3หลักสูตรป้องทุจริต

           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดทำหลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติมการป้องกันการทุจริตภายใต้ชุดหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) เพื่อให้สถานศึกษาทุกแห่งนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อปลูกฝังและสร้างวัฒนธรรมต่อต้านการทุจริตให้แก่นักเรียน สร้างความตระหนักให้นักเรียนยึดถือประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน มีจิตพอเพียงต้านทุจริต ละอาย และเกรงกลัวที่จะไม่ทุจริต และไม่ทนต่อการทุจริตทุกรูปแบบ ตามยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2560–2564) ยุทธศาสตร์ที่ 1.การสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต ซึ่งมีกลยุทธ์ว่าด้วยเรื่องของการปรับฐานความคิดทุกช่วงวัยตั้งแต่ปฐมวัย ให้สามารถแยกระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม ส่งเสริมให้มีระบบและกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมเพื่อต้านทุจริต ประยุกต์หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องมือต้านทุจริต เสริมพลังการมีส่วนร่วมของชุมชน และบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อต่อต้านการทุจริต

          โดยหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) ประกอบด้วย 5 หลักสูตรคือ 1.หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รายวิชาเพิ่มเติม การป้องกันการทุจริต) สำหรับการเรียนการสอนในระดับปฐมวัย ประถมศึกษา 1-6 มัธยมศึกษา 1-6 ประกอบด้วย การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม ความไม่ทนและความอายต่อการทุจริต STRONG : จิตพอเพียงต่อต้านการทุจริต และพลเมืองกับความรับผิดชอบต่อสังคม โดยกำหนดเป็น 1 หลักสูตรในแต่ละระดับชั้นปีใช้เวลาเรียน 40 ชั่วโมงต่อปี 2.หลักสูตรอุดมศึกษา (วัยใส ใจสะอาด Youngster with good heart) สำหรับการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา ประกอบด้วย วิชาปรับฐานความคิดต้านทุจริตส่วนตนและส่วนรวม วิชาสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต วิชายกระดับดัชนี สร้างพลเมืองดีในสังคม และวิชาปราบทุจริตด้วยจิตพอเพียง โดยใช้เวลาเรียน 45 ชั่วโมงต่อปี

          3.หลักสูตรตามแนวทางรับราชการ กลุ่มทหารและตำรวจ ประกอบด้วย วิชาการคิดแยกแยะผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม วิชาจิตพอเพียงต่อต้านการทุจริต วิชาความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริต และวิชาพลเมืองกับความรับผิดชอบต่อสังคม โดยระยะเวลาการเรียนรู้สำหรับทหารแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 3-4 ชั่วโมง 6-8 ชั่วโมง และ 9-12 ชั่วโมง ส่วนหลักสูตรสำหรับตำรวจใช้สำหรับหลักสูตรการฝึกอบรมที่เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ให้มีการเรียนการสอนไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมง หลักสูตรนักเรียนนายสิบตำรวจให้มีการเรียนการสอนไม่น้อยกว่า 16 ชั่วโมง 4.หลักสูตรสร้างวิทยากรผู้นำการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต สำหรับบุคลากรภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการคิดแยกแยะผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม มีทักษะและสามารถขยายผลองค์ความรู้ไปสู่กลุ่มเป้าหมายอื่นๆ เพื่อสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต ใช้เวลาเรียน 18 ชั่วโมง และ 5.หลักสูตรโค้ชเพื่อการรู้คิดต้านทุจริต ศึกษาเกี่ยวกับการสร้างโค้ชที่มีความสามารถและทักษะเพื่อเป็นตัวแทนของสานักงานป.ป.ช. ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ และประสบการณ์เกี่ยวกับการคิดแยกแยะผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม ความไม่ทนและความอายต่อการทุจริต ใช้เวลาเรียน 15 ชั่วโมง 

แก้ก.ม.เลือก2ก.ต.บุคคลภายนอก

          นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานศาลยุติธรรมได้เสนอเเก้ไขกฎหมายโดยขอให้มีการกำหนดหลักการใหม่ในเรื่ององค์กระกอบของคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) โดยส่วนที่ได้เสนอแก้ไขก็คือในเรื่องของการได้มาซึ่งก.ต.ที่มาจากบุคคลที่ไม่ใช่ผู้พิพากษา เดิมก.ต.จะมีทั้งหมด 15 คน มีประธานศาลฎีกาเป็นประธานโดยตำเเหน่ง 1 คน เลือกจากผู้พิพากษาชั้นศาลฎีกา 6 คน ชั้นศาลอุทธรณ์ 4 คน เเละศาลชั้นต้น 2 คน เเละบุคคลภายนอกที่คัดเลือกมาจากวุฒิสภา 2 คน ซึ่งได้เสนอบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ผู้พิพากษา 2 คนที่เดิมให้วุฒิสภาเป็นคนเลือกเปลี่ยนมาให้ผู้พิพากษาทั้งประเทศเป็นคนเลือกเเทนของเดิม

          สำหรับเรื่องการแก้ไขกฎหมายนี้ที่สำนักงานศาลยุติธรรมเป็นคนเสนอ เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 188 บัญญัติให้การพิจารณาพิพากษาทางคดีเป็นอำนาจของศาลซึ่งต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีความตุลาการย่อมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายให้เป็นไปโดยรวดเร็วเป็นธรรมและปราศจากอคติทั้งปวง หลักการที่สำคัญในรัฐธรรมนูญมาตรา 188 คือความเป็นอิสระและความเป็นกลางของผู้พิพากษา การที่ผู้พิพากษาจะเป็นกลางหรืออิสระได้ขึ้นอยู่ที่ก.ต.ที่เป็นองค์กรบริการงานส่วนบุคคลของผู้พิพากษา มีอำนาจเเต่งตั้งโยกย้ายลงโทษผู้พิพากษาได้ ตรงนี้จึงเป็นหลักประกันการพิจารณาคดีเเละความเป็นอิสระความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา เเละ พ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 196 ก็กำหนดไว้ว่าให้กำหนดหลักการใหม่ในเรื่ององค์ประกอบของก.ต.เรื่องการได้มาของก.ต. 2 คนที่มาจากบุคคลภายนอกให้มีการเลือกจากผู้พิพากษาทั้งประเทศ

         “สิ่งที่สำคัญสำหรับเจตนารมณ์ของการเเก้ไขกฎหมาย คือการทำหน้าที่ของผู้พิพากษาจะต้องปราศจากการแทรกแซงการใช้อำนาจจากบุคคลหรือองค์กรใดๆ ทั้งนั้น จะเห็นได้ว่าเวลาผู้พิพากษาตัดสินคดี องค์คณะมีสิทธิเด็ดขาด ไม่ว่าประธานศาล อธิบดีศาลหรือหัวหน้าศาลก็ไม่สามารถสั่งผู้พิพากษาในการตัดสินคดีได้ การแทรกแซงไม่ว่าอำนาจจากภายในและภายนอกก็ทำไม่ได้ สิ่งนี้ก็จะทำให้ตรงหลักการสากลที่ว่าผู้พิพากษาต้องมีความเป็นอิสระ กระบวนการแสวงหาความจริงของผู้พิพากษาต้องไม่หวาดกลัวและสามารถให้ความบริสุทธิ์แก่บประชาชนได้ ซึ่งขั้นตอนการเเก้ไขหลักการดังกล่าวสภาได้รับในหลักการไปแล้วตอนนี้ก็ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาอยู่” นายสราวุธกล่าว

          เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมกล่าวอีกว่า ขั้นตอนจะเป็นสำนักงานศาลยกร่างเสนอโดยผ่านความเห็นชอบต่อคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) และยื่นเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น แล้วก็ส่งไปยังครม.อีก ถ้าให้ความเห็นชอบก็ส่งไปกฤษฎีกาตรวจร่างเสร็จก็ส่งเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งสนช.ได้รับหลักการวาระเเรกไปเมื่อวันที่ 4 เมษายน จากนั้นก็จะตั้งกรรมธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณา โดยนัดประชุมนัดแรกวันที่ 5 เมษายน ซึ่งตนก็เป็นโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ด้วย โดยสนช.จะใช้ระยะเวลาพิจารณาภายใน 60 วัน แต่ถ้าไม่เสร็จก็ขยายได้ แต่เนื่องจากว่าในรัฐธรรมนูญเองกำหนดไว้ว่ากฎหมายที่ต้องมีการแก้ไของค์ประกอบของก.ต.จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีนับตั้งแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ซึ่งตรงนี้หากสนช.เห็นชอบผ่านเป็นกฎหมายก็จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วประกาศในราชกิจจานุเบกษาบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป

ยันเพื่อให้ปลอดการเมืองเด็ดขาด

          ผู้สื่อข่าวถามว่า ก.ต.คนนอก 2 คนที่ต้องเลือกจากผู้พิพากษาทั้งประเทศใช้วิธีการลงคะเเนนอย่างไร นายสราวุธ กล่าวว่า คงจะใช้วิธีกาบัตรลงคะแนน ผู้พิพากษาทั่วประเทศเลือกกันเราก็ส่งบัตรว่าคนที่แสดงความประสงค์จะได้รับการคัดเลือกเป็นก.ต.ชั้นต้นมีใครบ้าง สมมุติว่ามีคนประสงค์ที่จะเข้ารับการคัดเลือกเป็นก.ต.คนนอก 10 คน เราก็ลงคะเเนนเลือก 2 คนจากในนั้น แล้วก็มานับคะแนนรวม

         ส่วนข้อกังวลที่ว่าศาลจะกันบุคคลภายนอกเข้าไปตรวจสอบการบริหารงานของศาล นายสราวุธ ยืนยันว่า ก.ต.จากบุคคลภายนอกยังมีอยู่ 2 คนเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนจากให้สนช.เลือกกลายเป็นผู้พิพากษาทั่วประเทศเป็นคนเลือก ซึ่งเหตุผลจริงๆ คือต้องการให้ปลอดจากการเมืองเด็ดขาดเลยเพราะต่อไปถ้ามีวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งก็กลายเป็นว่าก.ต.2 คนที่มาจากสภาที่มีการเลือกตั้งเป็นคนเลือก ส่วนเรื่องคุณสมบัติของผู้เข้ารับการคัดเลือกเป็นก.ต.จากบุคคลภายนอกก็มีคุณสมบัติที่ระบุไว้ตามกฎหมายอยู่แล้วว่าต้องมีคุณสมบัติอย่างไร แต่รายละเอียดวิธีเลือกนั้นก็ต้องเป็นไปตามข้อบังคับคือความเห็นชอบก.บ.ศ.
 
ที่มา คมชัดลึกออนไลน์ 
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License