ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
คดีโทษ 3 ปี ขอออกหมายจับ แล้วทำไมโทษประหารชีวิตออกหมายเรียก? พิมพ์ อีเมล
Q&A - ไขข้อสนใจจากไพศาล
วันเสาร์ที่ ๑๑ กรกฏาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๖:๓๗ น.


     ถาม :  ดิฉันเป็นพันธมิตรฯ รู้สึกเกลียดรัฐบาลนี้เต็มทีแล้ว เพราะไม่รับผิดชอบอะไรสักอย่างเดียว ดีแต่พูดตามข่าวหนังสือพิมพ์ไปวันๆ ดิฉันสงสัยว่าทำไมคดีหมิ่นประมาทโทษแค่ 3 ปี ตำรวจเคยออกหมายจับพันธมิตรฯ แต่เหตุใดคดีก่อการร้ายโทษประหารชีวิตจึงออกหมายเรียก อยากทราบว่ามีวาระซ่อนเร้นอะไรหรือไม่ 


     ตอบ :  เมื่อครั้งชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล เคยมีการขอศาลออกหมายจับแกนนำพันธมิตรฯ แต่ในที่สุดศาลก็ยกคำร้องไม่อนุญาตให้ออกหมายจับ พร้อมกับชี้ว่าเป็นการตั้งข้อหาเลื่อนลอย จึงเป็นบทเรียนสำคัญว่าการทำคดีมั่ว ๆ นั้นมีแต่จะเกิดความเสียหาย เพราะศาลยังเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนได้อยู่ ส่วนเรื่องการก่อการร้ายนั้นมีโทษสูงมาก ถึงขั้นประหารชีวิต เป็นกฎหมายใหม่ที่ยังไม่เคยปรากฏว่ามีใครต้องโทษข้อหานี้มาก่อนเลย เพราะเป็นกฎหมายที่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังและต้องใช้กับผู้ก่อการร้ายจริง ๆ เท่านั้น ไม่ใช่ใช้กับคนไทยที่เพียงแค่ชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ โดยที่ไม่ได้เผา ไม่ได้วางระเบิด ไม่ได้จับตัวประกัน และไม่ได้สังหารใครตามที่ปรากฏในข้อบัญญัติของสหประชาชาติ การที่กลุ่มพันธมิตรฯ ถูกแจ้งข้อหาเหล่านี้จึงกระทบต่อความยุติธรรมในบ้านเมืองอย่างร้ายแรงที่สุด ที่ขนาดรัฐบาลนอมินี่ก็ยังไม่กล้าใช้ แต่กลับมาเกิดขึ้นในรัฐบาลนี้ และมีการเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน เพราะบางคนกระทำอย่างเดียวกันแต่ไม่ถูกกล่าวหา บางคนถูกกล่าวหาจึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามีวาระซ่อนเร้น 

     การที่มีการออกหมายเรียกโดยที่ไม่มีการออกหมายจับก็เพราะว่าถ้าหากออกหมายจับก็ต้องผ่านกระบวนการไต่สวนของศาลยุติธรรมเสียก่อน และศาลท่านก็ต้องทำการไต่สวนจนได้ความชัดว่ามีขบวนการก่อการร้ายและขบวนการก่อการร้ายนั้นได้ทำการประทุษร้ายตามกฎหมาย โดยจะนำข้อบัญญัติของสหประชาชาติซึ่งเป็นแม่บทของกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายทั่วโลกมาใช้ด้วย ซึ่งถ้าหากมีการขอออกหมายจับและผ่านการไต่สวนแล้ว ศาลอาจไม่ออกหมายจับให้ และอาจจะระบุในคำสั่งด้วยว่าเป็นข้อหาเลื่อนลอยเกินจริง เช่นเดียวกับการตั้งข้อหากบฎที่หน้าแตกกันมาแล้ว ตรงนี้น่าจะเป็นเหตุผลที่ไม่กล้าออกหมายจับ คือออกแค่หมายเรียก เพราะตำรวจทำได้เอง และแค่เป็นข่าวออกไปเท่านั้น ก็กระเทือนรัฐบาลแล้ว เพราะไปกระทบเอารัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรีในรัฐบาลหลายคน และย่อมกระทบไปถึงนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการแต่งตั้งรัฐมนตรีต่างประเทศด้วย เห็นหรือยังว่าแค่กระบวนการที่ทำไปโดยไม่ผ่านกระบวนการไต่สวนของศาลก็สามารถเกิดผลกระเทือนทางการเมืองได้ ทั้งๆ ที่ยังจะต้องมีกระบวนการพิจารณาว่าคดีมีมูลอันควรสั่งฟ้องหรือไม่อีกหลายขั้นตอน 

     ดังนั้นกรณีเรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องเหตุผลทางกฎหมาย เพราะในสายตาของผมที่ร่ำเรียนกฎหมายมา ไม่เห็นว่าเป็นความผิดฐานก่อการร้าย หากขอหมายจับต่อศาลก็อาจหน้าแตกเหมือนคดีกบฎ ดังนั้นการออกหมายเรียกจึงก่อให้เกิดผลสะเทือนใหญ่โตต่อรัฐบาลและความยุติธรรมในบ้านเมือง เป็นการสมประโยชน์ของกลุ่มก๊วนทางการเมืองบางกลุ่มไปเรียบร้อยแล้ว คอยดูต่อไปได้เลยว่าทันทีที่นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ลาออกตามข้อเรียกร้อง ณ เวลานั้นขบวนการเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะตามมาทันที เพราะมีเหตุผลที่จะอ้างได้ว่าต้องรับผิดชอบในการตั้งผู้ก่อการร้ายเป็นรัฐมนตรี ทีนี้นักการเมืองคงจะสนุกกันใหญ่ ในขณะที่ประชาชนจะยิ่งย่ำแย่ทั้งวิกฤตและหวัดมรณะ 

     เพราะข้อหาก่อการร้ายมีโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต ตำรวจจับเองไม่ได้ ต้องขออำนาจศาล การที่นายวีระ สมความคิด แถลงว่าจะไม่ไปรับทราบข้อกล่าว หา และจะรอให้ตำรวจไปขอหมายจับต่อศาลนั้น เป็นความคิดที่ถูกต้อง เพราะถ้านายวีระ สมความคิด ไม่ไปรับทราบข้อหา ตำรวจก็จับกุมไม่ได้ ต้องไปขอหมายจับต่อศาล และจะเข้าสู่กระบวนการไต่สวนของศาล ซึ่งฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาสามารถไปซักค้านและอาจขอสืบพยานได้ด้วย ทีนี้แหละความจริงก็จะปรากฏว่ามีการใช้อำนาจกลั่นแกล้งกันโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ พวกแกนนำพันธมิตรฯ น่าจะปฏิบัติตามความคิดของนายวีระ สมความคิด นอกจากนั้น เรื่องนี้ก็มีรายงานข่าวแล้วว่านายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ยื่นฟ้องผู้กล่าวหาขอให้ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ในข้อหาความผิดต่อกระบวนการยุติธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 200 แล้ว อาจจะเป็นแบบอย่างและบรรทัดฐานของการใช้อำนาจในวันข้างหน้า ซึ่งจะต้องติดตามดูเรื่องนี้ต่อไป.

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License