ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ทักษิณไม่เข้าใจหลักธรรมเรื่องอโหสิกรรม พิมพ์ อีเมล
Q&A - ไขข้อสนใจจากไพศาล
วันจันทร์ที่ ๐๕ ตุลาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๐:๒๓ น.

     ถาม :  เมื่อวานนี้ ผมได้อ่านทวิตเตอร์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เขียนว่าในโอกาสวันออกพรรษา ขอประกาศอโหสิกรรมให้ทุกคนที่ทำร้ายและจองล้างกับตน เมื่ออ่านแล้วรู้สึกว่าไม่ค่อยมีความจริงใจ อยากทราบว่าการประกาศอโหสิกรรมเช่นนั้นถูกต้องตามหลักธรรมในศาสนาพุทธหรือไม่ และการอโหสิกรรมที่ถูกต้องจะต้องทำอย่างไร 

     ตอบ :  ผมเองก็ได้อ่านทวิตเตอร์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เขียนเรื่องนี้เหมือนกัน ก็เป็นดังที่ได้ถามมา และมีความรู้สึกคล้ายคลึงกัน 

     พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ถือโอกาสวันออกพรรษาประกาศอโหสิกรรม ซึ่งต้องถือว่าเป็นเรื่องเจตนาดีและเป็นการกระทำกรรมดีอย่างหนึ่ง แต่ก็ควรจะเข้าใจถึงวันสำคัญของวันออกพรรษาเสียก่อน วันออกพรรษานั้นความจริงไม่ใช่วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 คือวันที่ 4 ตุลาคม 2552 แต่เป็นวันรุ่งขึ้นคือเวลาย่ำรุ่งของวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11

     วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 นั้น เป็นวันมหาปวารณา ชาวบ้านเรียกว่าเป็นวันพระใหญ่ แต่เป็นวันพระใหญ่พิเศษ เพราะเป็นวันที่พระสงฆ์จำพรรษาครบ 3 เดือนตามพระวินัย พระสงฆ์จะลงอุโบสถพร้อมเพรียงกันเพื่อรับฟังพระปาติโมกข์และปวารณาออกพรรษา พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นกล่าวลากันในหมู่สงฆ์ว่าจำพรรษาอยู่ร่วมกันครบ 3 เดือนแล้ว ต่อไปนี้จะต้องแยกย้ายกันไปประกาศพระศาสนา จึงขออำลาต่อกัน นี่เป็นเรื่องหนึ่ง 

     อีกเรื่องหนึ่งคือพระสงฆ์จะทำการปลงอาบัติต่อกันว่าในห้วงเวลาที่ผ่านมานั้นได้ล่วงละเมิดพระวินัยประการใดบ้าง ขอให้สงฆ์จงงดโทษ ถ้าหากเป็นการละเมิดพระวินัยที่มีโทษน้อย แต่ถ้าโทษมากก็ต้องปฏิบัติตามที่พระวินัยบัญญัติ เช่นการอยู่กรรม เว้นแต่ความผิดหนักถึงขั้นพ้นจากความเป็นภิกษุคือต้องอาบัติปาราชิกก็หมดสิทธิ์ที่จะมาปลงอาบัติกันอีก นี่เป็นอีกประการหนึ่ง 

     โดยสรุปก็คือ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เป็นวันมหาปวารณา มีกิจสำคัญที่สงฆ์ต้องทำคือการฟังพระปาติโมกข์ครั้งสำคัญและอำลากันในหมู่สงฆ์ การปลงอาบัติ และการขอขมาสงฆ์ในความผิดพลาดทั้งหลายที่ได้กระทำในระหว่างพรรษานั้น เป็นประเพณีอันงดงามที่มีมาในพระพุทธศาสนาตั้งแต่โพธิกาลแล้ว เป็นประเพณีที่ทำให้เกิดความสามัคคีและความสงบเรียบร้อยในหมู่สงฆ์ 

     ต่อมาก็เป็นเรื่องของอโหสิกรรม หรือนัยหนึ่งก็คือการให้อภัยในกรรมที่กระทำต่อกัน มีทั้งการขออโหสิกรรม และการให้อโหสิกรรม 

     การขออโหสิกรรมเป็นเรื่องของผู้กระทำผิดหรือผู้กระทำการล่วงเกินต่อผู้อื่น แล้วสำนึกในความผิดนั้น พร้อมทั้งมีความประสงค์ไม่อยากให้มีการผูกเวรจองกรรมกันต่อไป เป็นการระงับผิดด้วยการไม่ผูกเวร จึงตั้งจิตอันบริสุทธิ์เข้าไปขออโหสิกรรมต่อผู้ที่ตนได้กระทำความผิดหรือล่วงเกินเอาไว้ นั่นคือต้องเริ่มที่จิตหรือเจตนาก่อนว่ารู้ผิดชอบชั่วดี เห็นผิด เห็นชอบกระจ่าง แล้วมีความสำนึกผิด จากนั้นก็มีจิตที่จะละหรือยุติการจองเวรผูกกรรมต่อกัน จึงพร้อมรับผิดด้วยการขออโหสิกรรม หรือบางทีก็เรียกว่าขอขมาลาโทษ นี่เป็นด้านของผู้ทำผิดที่พึงกระทำตามหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา 

     อีกทางหนึ่งก็คือการให้อโหสิกรรม เป็นเรื่องของผู้ถูกกระทำการล่วงเกินหรือถูกทำร้ายหรือถูกทำอันตราย หรือการเบียดเบียนด้วยประการใด ๆ เมื่อถูกกระทำแล้วก็ไม่ผูกเวรผูกกรรมในใจให้จองเวรจองกรรมกันต่อไป ปรารถนาจะระงับเวรด้วยการไม่จองเวร จึงมีใจที่จะให้อโหสิกรรมแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ดังนั้นการให้อโหสิกรรมก็ต้องเริ่มต้นขึ้นที่จิตหรือเจตนาก่อนว่าแม้ถูกกระทำการล่วงเกินหรือเบียดเบียนด้วยประการใด ๆ แต่ไม่ประสงค์จะผูกเวรจองล้างจองผลาญกันอีกต่อไป มีความปรารถนาระงับเวรกรรมด้วยการไม่จองเวรจองกรรม จึงกระทำจิตให้บริสุทธิ์ด้วยความเมตตา แล้วตั้งความปรารถนาอโหสิกรรมให้กับผู้กระทำกรรมแก่ตนนั้น 

     จากทวิตเตอร์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวานนี้ พูดถึงแต่การให้อโหสิกรรมกับคนที่ทำร้ายทำอันตรายแก่ตน โดยถือเอาโอกาสเอาวันออกพรรษาเป็นเหตุปรารภเรื่องนี้ แม้เป็นเรื่องที่ดีแต่ยากที่จะทำให้คนเชื่อได้ เพราะใครได้อ่านแล้วก็รู้สึกเหมือนกันว่าเขียนหรือพูดไปอย่างนั้นเอง เพราะพูดเอาแต่ด้านเดียวว่ามีคนอื่นกระทำผิด กระทำกรรมแก่ตน โดยไม่พูดถึงด้านของตนว่าได้กระทำผิดหรือล่วงเกินคนอื่นบ้างหรือไม่ ทำให้ถูกสงสัยได้ว่าเกิดจากการเพ่งโทษคนอื่นมากเกินไป จึงไม่เห็นโทษตนเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงภาวะของจิตว่าบริสุทธิ์หรือไม่ ต้องการระงับดับเวรจริงหรือไม่ และเกิดจากความเห็นที่เป็นสัมมาทิฐิหรือไม่ 

     ผมเองเคยรู้จักกับท่านมาเป็นเวลาไม่น้อย ในห้วงเวลานั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีจิตใจโอบอ้อมอารีดีงามมาก มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เอาพรรคเอาเพื่อนเอาฝูงกระทั่งรังเกียจคนชั่ว ดังที่เห็นได้จากการตั้งรัฐบาลในตอนต้นไม่ยอมให้คนไม่ดีเข้ามาร่วมรัฐบาลเลย แต่มากลับกลายไปในภายหลังและมีเรื่องราวในทางร้ายๆ เกิดขึ้นมาก ดังนั้นผลทั้งหลายที่เกิดขึ้นย่อมมีที่มาจากเหตุ และเหตุที่ว่านี้ก็ควรพิจารณาให้เห็นว่ามันประกอบเกิดขึ้นจากทั้งสองด้าน เป็นปัจจัยให้แก่กันและกัน คือกระทำการล่วงเกินหรือผิดพลาดต่อผู้อื่นด้วย คนอื่นก็กระทำการล่วงเกินผิดพลาดต่อตนเองด้วย ถ้าเห็นอย่างนี้ เริ่มต้นอย่างนี้ก็จะข้ามพ้นไปจากการเพ่งโทษผู้อื่น เห็นความจริงถึงโทษของตนและโทษของท่าน จากนั้นเมื่อได้ทำจิตใจให้มีความเมตตาเกิดขึ้น ตั้งความปรารถนาระงับเวรกรรมด้วยการไม่จองเวรจองกรรมแก่กัน แล้วประกาศให้อโหสิกรรมแก่คนอื่น ในขณะเดียวกัน ก็ต้องประกาศกรรมของตนและขออโหสิกรรมจากคนอื่นด้วย จึงจะครบถ้วนสมบูรณ์และสะท้อนให้เห็นถึงสัมมาทิฐิที่บังเกิดขึ้นกับใจแล้ว เมื่อสัมมาทิฐิเกิดขึ้นกับใจก็เรียกได้ว่าได้เข้าสู่กระแสแห่งอริยมรรคเป็นเบื้องต้นแล้ว ความสงบสุขและการระงับเวรก็จะสัมฤทธิ์ผลตามหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา ซึ่งนับว่าเป็นโชคดีของพุทธศาสนิกชนที่มีพระธรรมอันประเสริฐแห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเครื่องชี้ทิศนำทางแห่งศานติทั้งแก่ตนเองและแก่ผู้อื่น ที่ชาวพุทธทุกคนสามารถดื่มกินและพึ่งพาอาศัยได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าในกาลไหน ๆ เพราะพระธรรมนั้นทำเมื่อใดก็ได้ผลเมื่อนั้น ให้ผลจริงทุกเมื่อโดยไม่เลือกคนเลือกกาลเลย.
แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ ๐๕ ตุลาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๐:๓๕ น.
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License