ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
นายกรัฐมนตรีพูดว่าไม่สามารถเปลี่ยนม้ากลางศึก แล้วจะแก้ปัญหาได้อย่างไร พิมพ์ อีเมล
Q&A - ไขข้อสนใจจากไพศาล
วันเสาร์ที่ ๐๘ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๐:๓๖ น.


     ถาม :  ผมเป็นครูบำนาญ ได้ฟังข่าวเรื่องนายกรัฐมนตรีพูดว่าในขณะนี้แม้ผู้รับผิดชอบด้านความมั่นคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนม้ากลางศึกได้ ผมฟังแล้วคับแค้นใจอย่างยิ่ง ผมเป็นข้าราชการบำนาญ เป็นส่วนหนึ่งที่ได้เสียภาษีให้รัฐบาลไปใช้จ่าย แต่ละปีต้องใช้เงินงบประมาณกว่า 300,000 ล้านบาท เพื่อดูแลความมั่นคงปลอดภัย แต่ขณะนี้ความมั่นคงของประเทศไทย ความปลอดภัยของคนไทยไม่เหลืออยู่เลย พวกกบฎก่อการร้ายใช้อาวุธสงครามฆ่าทหาร ตำรวจ และประชาชน ข่มขู่คุกคามประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แต่ฝ่ายความมั่นคงช่วยอะไรไม่ได้เลย แล้วจะทำอย่างไรกันต่อไป และผมก็อยากรู้จริง ๆ ว่าเปลี่ยนม้ากลางศึกไม่ได้จริง ๆ หรือ หรือว่ามีเหตุผลอะไรจึงเปลี่ยนไม่ได้


     ตอบ :  ผมก็ได้ฟังข่าวนี้เหมือนกัน ฟังแล้วก็รู้สึกอึดอัดขัดใจและเห็นใจพี่น้องประชาชน ที่รู้สึกคับแค้นใจ จนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกันดี ที่ถามมานั้นมี 2 เรื่อง จะขอตอบเป็นเรื่อง ๆ ไป

     เรื่องแรก คือเรื่องเปลี่ยนม้ากลางศึก มีการยกเรื่องนี้ขึ้นมาเปรียบเทียบเพื่อจะได้ไม่ต้องจัดการอะไร ใครไม่ทำงานหรือใครไม่รับผิดชอบก็ไม่ทำอะไร ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม ปล่อยให้ประเทศไทยและคนไทยเสี่ยงภัยกันเอาเอง ซึ่งไม่ถูกต้องเอาเสียเลย

     คนพูดเรื่องนี้พูดราวกับว่าเป็นผู้บัญชาการศึกสงคราม รู้เรื่องการศึกสงคราม แต่แท้ที่จริงกลับทำให้ประชาชนหัวเราะเยาะและอีกฝ่ายหนึ่งเย้ยหยัน เพราะคนพูดนั้นไม่ใช่ผู้บัญชาการในการศึกสงคราม และไม่ได้ทำศึกสงคราม ที่ทำให้เห็นก็คือการโต้วาทีตีฝีปาก ซึ่งขณะนี้คนทั้งปวงก็เห็นแล้วว่าน้ำลายแก้ไขปัญหาชาติบ้านเมืองไม่ได้

     โวหารว่าอย่าเปลี่ยนม้ากลางศึกนั้น เป็นโวหารที่เกิดขึ้นหลังจากบังทองเปลี่ยนม้าที่ขี่กับเล่าปี่ เพราะม้าที่บังทองขี่อยู่แต่เดิมเกิดพยศ เล่าปี่จึงเอาม้าสีขาวที่ตัวเองขี่ไปเปลี่ยนให้กับบังทอง บังทองขี่ม้าของเล่าปี่นำทัพไปตามซอกเขา พวกเตียวหยินซึ่งเป็นข้าศึกซุ่มทหารอยู่ เห็นม้าขาวของเล่าปี่ก็เข้าใจว่าเป็นเล่าปี่ จึงระดมยิงเกาทัณฑ์จนบังทองถึงแก่ความตาย เหตุการณ์นั้นจึงเป็นที่มาของโวหารว่าอย่าเปลี่ยนม้ากลางศึก แต่บ่งบอกความหมายว่าในท่ามกลางศึกสงครามอย่าเปลี่ยนผู้บัญชาการการศึกสงครามหรือขุนพลที่บัญชาการศึก จะพ่ายแพ้เสียทีแก่ข้าศึก

     นั่นเป็นเรื่องที่คนไม่รู้พิชัยสงครามและเรื่องราวแต่หนหลังจึงพูดเอาแต่ข้างเดียว ด้านเดียว ไม่รู้และไม่พูดถึงอีกข้างหนึ่ง คือข้างเล่าปี่ เพราะเปลี่ยนเอาม้าของบังทองมาขี่ ข้าศึกจึงไม่ได้สนใจ และธรรมเนียมการเปลี่ยนม้ากลางศึกก็มีมามากมายหลายกรณี เช่น เมื่อครั้งโจโฉทำศึกปราบอ้วนเสี้ยว ส่งแม่ทัพนายกองออกรบ ก็เจอยอดขุนพลของอ้วนเสี้ยวคืองันเหลียงและบุนทิว กองทัพโจโฉสู้ไม่ได้ ดังนั้นโจโฉจึงต้องออกหมายเรียกกวนอูมาจากเมืองหลวง ให้ไปรบกับงันเหลียงและบุนทิว ในที่สุดกวนอูก็ฆ่างันเหลียงและบุนทิวได้สำเร็จ นี่ก็เปลี่ยนม้ากลางศึก หากไม่เปลี่ยนม้ากลางศึกแล้วกองทัพโจโฉก็ไม่มีทางชนะกองทัพอ้วนเสี้ยวได้

     หรือเมื่อครั้งซุนกวนรับศึกใหญ่ กำลังพลกว่าแปดสิบหมื่นของพระเจ้าเล่าปี่ที่ยกไปตีเมืองกังตั๋ง เพื่อแก้แค้นให้กับกวนอู เตียวหุย ครั้งนั้นซุนกวนตั้งแม่ทัพนายกองคนสำคัญที่มีตำแหน่งหน้าที่ออกไปรับศึกใหญ่ แต่ก็ถูกกองทัพเล่าปี่ตีจนถอยกรูด สูญเสียดินแดนและไพร่พลเป็นจำนวนมาก ซุนกวนจึงต้องเปลี่ยนม้ากลางศึก ตั้งให้ลกซุนบัณฑิตหนุ่มหน้าหยกเป็นแม่ทัพใหญ่ออกไปรับศึกแทน ลกซุนแม้เป็นบัณฑิตหนุ่มหน้ามนก็หาใช่บัณฑิตเต้าหู้ยี้หรือนักวิชากลวงแต่ประการใดไม่ เพราะชำนาญการพิชัยสงคราม และชำนาญภูมิประเทศและภูมิประชากรเป็นอย่างดี คิดอ่านแผนการแยบยล ในที่สุดก็ใช้เพลิงเผากองทัพเล่าปี่จนแตกพ่าย พระเจ้าเล่าปี่เสียพระทัยจนป่วยไข้และตรอมใจตายที่เมืองเป๊กเต้ นั่นก็เพราะเปลี่ยนม้ากลางศึก หากดื้อรั้นดึงดันใช้คนที่ไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่หรือไม่มีน้ำยาต่อไป เมืองกังตั๋งก็คงเสียแก่เล่าปี่ไปแล้ว

     และโวหารเรื่องเปลี่ยนม้ากลางศึกนี้ ในบทอรรถาธิบายคัมภีร์พิชัยสงครามบางฉบับก็ได้ขยายความเอาไว้ว่า การจะเปลี่ยนม้ากลางศึกหรือไม่ ต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ตามที่เป็นจริง ว่านั่นม้าศึกหรือว่าลากันแน่ หากเป็นแค่ลาหรือม้าป่วยพิกลพิการ ไม่สามารถทำการศึกได้ ก็ต้องเปลี่ยนในทันที ดังนั้นการเปลี่ยนม้ากลางศึกจึงมิใช่บทห้ามเด็ดขาดที่จะเปลี่ยนไม่ได้ และเป็นหน้าที่ของผู้มีอำนาจที่ต้องพิเคราะห์ไตร่ตรองว่าอย่างไหนเป็นม้าศึก อย่างไหนเป็นม้าป่วย อย่างไหนเป็นลาหรือว่าหมาขี้เรื้อน หากไม่ใช่ม้าศึกที่จะทำการสงครามได้ ก็ต้องรีบเปลี่ยนแม้จะเป็นกลางศึกก็ตาม มิฉะนั้นเสียเมืองแล

     เรื่องที่สอง เรื่องเสียดายงบประมาณด้านความงบประมาณปีละกว่า 300,000 ล้านบาท แต่ไม่สามารถดูแลความมั่นคงปลอดภัยประเทศไทยและคนไทยได้

     ในปัญหานี้ ตัวผมเองมีความเชื่อมั่นในกำลังพลของกองทัพไทย และเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งฝ่ายปกครอง และกำลังอาสาราษฎร  แต่ก็ไม่มั่นใจในสติปัญญาความสามารถในการบัญชาการว่าจะสามารถรับมือกับปัญหาได้หรือไม่ แต่ความจริงที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราทุกวันนี้ก็เห็นกันอยู่ทุกผู้คนแล้วว่า แม้มีการจัดสรรงบประมาณปีละกว่า 300,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงก็ไม่สามารถคุ้มครองป้องกันความมั่นคงปลอดภัยให้กับประเทศชาติและราษฎรได้ คนร้ายยังคงอหังการ์ก่อการกำเริบมากขึ้นและเป็นปริมณฑลกว้างขวางมากขึ้นทุกที ทั้งเพิ่มความรุนแรงยิ่งขึ้นจนทำให้ประเทศไทยและคนไทยต้องเสี่ยงภัยครั้งใหญ่ที่สุดนับแต่เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองเป็นต้นมา

     การทั้งนี้ทำให้รำลึกถึงสิ่งที่พระเจ้าอยู่หัวได้ตรัสสอนไว้ คือต้องกำจัดขัดขวางไม่ให้คนไม่ดีมีอำนาจและต้องส่งเสริมให้คนดีมีอำนาจ การที่เป็นไปปานนี้ก็เพราะว่าการแต่งตั้งและการปูนบำเหน็จมิได้ถือเอาผลงานและคุณงามความดีเป็นที่ตั้ง ถือเอาแต่ความชอบใจและอามิสที่ซื้อขายตำแหน่งกันเป็นที่ตั้ง จึงทำให้คนดีมีฝีมือไม่มีโอกาสเข้าสู่อำนาจ รับใช้ชาติบ้านเมือง มีแต่พวกประจบสอพลอขี้ฉ้อตอแหลได้เข้าสู่อำนาจทำลายชาติบ้านเมืองทั้งโดยกระทำและไม่กระทำหรือโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ บ้านเมืองจึงเป็นอยู่เช่นนี้

     ในเรื่องนี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ในงานด้านความมั่นคงไม่มีคนดีหรือไม่มีคนมีฝีไม้ลายมือ เพราะมีอยู่มากมายดาษดื่นไปทั้งแผ่นดิน แต่เขาไม่มีโอกาสได้เข้าถึงอำนาจและใช้ความสามารถให้ก่อเกิดประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองต่างหาก จึงทำให้ประเทศไทยและคนไทยต้องรับวิบากกรรมจากผลกรรมที่พวกนักการเมืองชั่วได้กระทำย่ำยีไว้กับบ้านเมือง

     ซึ่งจะแก้ไขปัญหาความมั่นคงของประเทศ ของสถาบันพระมหากษัตริย์และความปลอดภัยของประชาชนนั้นต้องแก้ที่รัฐบาลก่อนเพื่อน และจะแก้ที่รัฐบาลได้ก็ต้องอาศัยพลังของมหาชนชาวไทยที่ต้องพร้อมเพรียงน้ำใจกันสนับสนุนให้คนดีมีฝีมือมีอำนาจในบ้านเมือง ต่อต้านและประณามพวกคนชั่วช้าสารเลวอย่าให้เข้าสู่วงอำนาจทางการเมืองอีกต่อไป ในเรื่องนี้พระพุทธเจ้าเคยตรัสสอนเปรียบเทียบเอาไว้ว่า เมื่อพระอาทิตย์ พระจันทร์โคจรเป็นปกติ ดาวเดือนก็จะโคจรเป็นปกติ เมื่อดาวเดือนโคจรเป็นปกติฤดูกาลดินฟ้าอากาศก็จะเป็นปกติ เมื่อฤดูกาลดินฟ้าอากาศเป็นปกติ ราษฎรก็ทำสัมมาอาชีวะได้ตามปกติ บ้านเมืองก็ร่มเย็นเป็นสุข แต่ถ้าพระสุริยันจันทราวิปริตผันแปรไป ความวิปริตวิปลาสนั้นก็จะส่งผลเป็นทอด ๆ ทำให้บ้านเมืองเป็นกลียุคทุกข์เข็ญ ดังเช่นที่เป็นมาในประวัติศาสตร์และที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันนั้น

     ก็ต้องขอสรุปลงท้ายว่าผมเองก็เสียดายงบประมาณจากหยาดเหงื่อแรงงานและการทำมาหาได้ของราษฎรทั้งประเทศปีละกว่า 300,000 ล้านบาท เพื่อให้ปกป้องคุ้มครองดูแลความมั่นคงปลอดภัยให้กับชาติและประชาชน แต่ผลปรากฏในขณะนี้ทั้งประเทศไทยและคนไทยหวังพึ่งพาอันใดมิได้เลย.

แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ ๐๘ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๔:๕๗ น.
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License