ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
เรื่อง สัญญาณบอกเหตุแผ่นดินไหวและน้ำท่วมใหญ่ พิมพ์ อีเมล
Q&A - ไขข้อสนใจจากไพศาล
วันศุกร์ที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๗:๒๖ น.

     ถาม : ผมเป็นแฟนคลับของคุณไพศาล และได้ติดตามทางโทรทัศน์ช่อง 13 สยามไท และในเฟซบุ๊ค ได้เห็นข้อเขียนสั้น ๆ เกี่ยวกับเรื่องสัญญาณเตือนภัยจากธรรมชาติและภัยพิบัติจากธรรมชาติแล้วมีความสนใจมาก อยากเรียนถามว่าประเทศไทยจะมีแผ่นดินไหวหรือน้ำท่วมใหญ่หรือไม่ ทำไมจึงเกิดเหตุเช่นนั้น และมีวิธีสังเกตดูเพื่อรู้ก่อนเกิดเหตุอย่างไรบ้าง กรุณาตอบเพื่อเป็นวิทยาทานแก่เพื่อนมนุษย์ด้วย 

     ตอบ : ในปัญหาเรื่องนี้ ก็พูดถึงกันอยู่อย่างกว้างขวาง และในทุกวงการ นักอุตุนิยมวิทยา นักธรณีวิทยา นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ นักดาราศาสตร์ นักโหราศาสตร์ ต่างก็ว่ากันไปจนผมเองก็งงเหมือนกัน และเรื่องนี้ความจริงก็ไม่มีใครที่จะกล่าวยืนยันได้ว่าใครรู้จริงหรือรู้ไม่จริง และที่เข้าใจว่ารู้จะเป็นความจริงหรือไม่ แต่เรื่องที่ถามมานั้นก็เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของผู้คน และเป็นวิสัยที่พอจะไขข้อสงสัยได้ แต่อย่าถือสาหาความว่าจริงหรือไม่จริง เชื่อได้หรือเชื่อไม่ได้ ขอให้ถือเสียว่าเป็นเรื่องประกอบประดับสติปัญญา ดังที่ปรากฏในคำพังเพยบทหนึ่งว่า “รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม” นั้นเถิด 

     เมื่อเกริ่นอย่างนี้แล้วก็ขอเรียนดังต่อไปนี้ 

     1.  ความในพระไตรปิฎกปรากฏคำตรัสของพระพุทธเจ้าว่า พิภพที่เราอยู่อาศัยนี้มีสัณฐานกลม หมุนเวียนเปลี่ยนไปเองโดยธรรมชาติ และระบบสุริยะที่โลกเรานี้เป็นสมาชิกอยู่ก็มิได้มีแต่เพียงระบบสุริยะเดียว แต่มีมากมาย “เป็นหมื่นแสนโลกธาตุ” คำว่า “โลกธาตุ” ก็คือคำที่ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Galaxy นั่นเอง 

     พิภพหรือโลกอันมีสัณฐานกลมนี้ ประกอบขึ้นด้วยชั้นเปลือกผิว คือชั้นดิน รวมทั้งน้ำบนดิน ทั้งที่เป็นพระสมุทร ห้วย หนอง คลอง บึง บาง ลำธาร ละหาร ลำกระโดง และอะไรต่อมิอะไรในเทือกนี้ ชั้นดินที่ลึกลงไปเป็นหิน และหินแกร่งที่มีความแข็งแกร่งมาก ทั้งหมดนี้เป็นชั้นดิน  ถัดลงไปเป็นชั้นของน้ำที่รองรับและหนุนชั้นดินอยู่ น้ำที่ว่านี้ได้แก่น้ำบาดาล และน้ำมันทั้งหลาย ซึ่งมีปริมาณทั้งหมดเท่าใดก็ไม่รู้ แต่ในชั้นนี้นักวิทยาศาสตร์พอจะรู้คร่าว ๆ บ้างแล้ว ถัดลงไปจากชั้นน้ำก็เป็นชั้นลม ซึ่งหมายรวมเอาถึงแก๊สธรรมชาติและแก๊สทุกชนิด ซึ่งยังไม่รู้ว่าทั้งหมดมีปริมาตรเท่าใด ที่คำนวณกันไว้นั้นเชื่อว่าเป็นเพียงตัวเลขคร่าว ๆ ที่น่าจะห่างไกลจากความจริงอยู่มาก ถัดจากชั้นลมทรงตรัสว่าเป็นชั้นไฟ ซึ่งมีปริมาตรมากมายมหาศาล และไม่มีใครรู้ว่ามากเท่าใด ด้วยเหตุนี้พิภพหรือโลกเรานี้จึงประกอบด้วยธาตุทั้งสี่ คือดิน น้ำ ลม ไฟ เช่นเดียวกับร่างกายซึ่งถือว่าเป็นโลกธรรมชาติอีกโลกหนึ่งก็มีทำนองคล้ายคลึงกัน คือประกอบด้วยธาตุทั้งสี่คือดิน น้ำ ลม ไฟ เหมือนกัน เมื่อเข้าใจสัณฐานโลกเช่นนี้แล้ว ก็นึกดูเอาเถิดว่าเมื่อบ้านเรือนตั้งอยู่ที่ไหน ก็ตั้งอยู่บนดิน ใต้ดินก็เป็นน้ำ ใต้น้ำก็เป็นลม ใต้ลมจึงเป็นไฟ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือไฟหนุนลม ลมหนุนน้ำ น้ำหนุนดิน โลกจึงเป็นปกติ ไม่ไหว ไม่สั่นสะเทือน เมื่อใดที่ฐานรากชำรุดหรือเสียหาย ก็จะเกิดการสั่นไหวขึ้น กระทั่งการพังทะลายลง ความอันพระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ นับถึงวันนี้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก็ไปในทางเดียวกัน แต่อาจไม่กระจ่างแจ้งเหมือนที่พระพุทธองค์ทรงรู้ด้วยสัมโพธิญาณ ที่ยกมากล่าวฉะนี้ก็เพื่อให้เห็นถึงรากฐานที่รองบ้าน รองเรือน รองเมือง รองประเทศ รองพิภพนี้อยู่ 

     2.  มนุษย์ได้ขุดเอาน้ำและน้ำมันขึ้นมาใช้มากขึ้นเป็นลำดับ จนสุดที่จะประมาณแล้ว จนไม่รู้ว่าสิ่งที่ขุดขึ้นมาใช้น้อยกว่าหรือเท่ากับหรือมากกว่าปริมาณน้ำที่ยังเหลืออยู่ใต้ดินนั้น ยิ่งเหลือน้อยเท่าใด ฐานน้ำอันรองดินอยู่ก็กลวงโบ๋มากขึ้นเท่านั้น นี่จึงเป็นต้นเหตุของมหันตภัยชั้นที่หนึ่ง และในวันนี้มนุษย์ก็ยังไม่หยุดยั้งในการขุดหรือดูดเอาน้ำ ไม่ว่าน้ำบาดาลหรือน้ำมันขึ้นมาใช้ เมื่อเหตุของมหันตภัยดำรงอยู่และเพิ่มมากขึ้นเท่าใดก็ย่อมคาดหมายได้ว่าผลคือมหันตภัยย่อมมีอยู่ และย่อมมาถึงไวขึ้นเท่านั้น 

     มนุษย์ไม่เพียงแต่ขุดเอาน้ำและน้ำมันขึ้นมาใช้ ความเห็นแก่ตัว ความไร้เมตตาต่อธรรมชาติ ทำให้มนุษย์ไม่หยุดในการทำลายพิภพ หรือทำลายโลก จะโดยรู้เท่าถึงการณ์หรือไม่ก็ตามที มนุษย์ได้ขุดหรือดูดเอาลมคือแก๊สธรรมชาติต่าง ๆ ขึ้นมาใช้ในแต่ละวันเป็นปริมาณมหาศาล จนกระทั่งเกิดพิพาทบาดหมางเป็นศึกสงครามกัน จนเกือบจะเป็นสงครามโลกอยู่แล้วก็เพราะความโลภในประการนี้ และนับถึงขณะนี้ก็คำนวณไม่ถูกว่าลมหรือแก๊สที่เอาขึ้นมาใช้มีปริมาณน้อยกว่าหรือเท่ากับหรือมากกว่าปริมาณลมหรือแก๊สที่ยังคงเหลืออยู่ใต้พื้นพิภพนี้ หากลมหรือแก๊สเหลือน้อยลงเท่าใด ใต้พื้นพิภพนี้ก็กลวงโบ๋มากขึ้นเท่านั้น ฐานรองหนุนชั้นน้ำที่หนุนดินอยู่ก็อ่อนแอและวิกฤตมากขึ้นเท่านั้น นี่คือมหันตภัยชั้นที่สอง และในวันนี้มนุษย์ก็ยังไม่หยุดยั้งในการขุดเอาแก๊สขึ้นมาใช้ เมื่อเหตุของมหันตภัยดำรงอยู่และเพิ่มมากขึ้นเท่าใด ก็ย่อมคาดหมายได้ว่าผลคือมหันตภัยย่อมมีอยู่และย่อมมาถึงไวมากขึ้นเท่านั้น 

     3.  ส่วนชั้นของไฟซึ่งอยู่ชั้นล่างสุดนั้น แต่ก่อนมาจะระบายออกมาได้บ้างก็โดยการระเบิดของภูเขาไฟ ซึ่งนาน ๆ เกิดขึ้นเสียทีหนึ่ง ทำให้มนุษย์ได้เรียนรู้ว่าชั้นของไฟนั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง แต่ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าใต้พิภพนี้มีไฟอยู่เท่าใด ชั้นไฟนี้หนุนชั้นลมอยู่ แต่ปรากฏว่าเมื่อมนุษย์มีความรู้มากขึ้น ก็มีความคิดเห็นแก่ตัวมากขึ้น จึงดูดเอาไฟหรือความร้อนจากใต้พิภพขึ้นมาใช้เพิ่มขึ้นอีก โดยเยอรมันเป็นผู้ริเริ่มแรกในการเอาพลังงานไฟจากใต้พิภพขึ้นมาใช้แทนพลังงานอื่นในฤดูหนาว แต่แม้กระนั้นก็ยังถือได้ว่าปริมาณการใช้ยังไม่มากนัก แต่นี่ก็เป็นเหตุของมหันตภัยในชั้นที่สาม 

     4.  เมื่อฐานรองรับพื้นผิวโลกกลวงโบ๋มากขึ้น อ่อนแอมากขึ้น พื้นผิวโลกก็ทรุดตัวลง และเกิดรอยแยกเพิ่มขึ้น นี่คือต้นเหตุของแผ่นดินไหว 

     อาการแผ่นดินไหวเกิดขึ้นได้ทั้งบนบกและในทะเล ถ้าเกิดบนบกก็แค่แผ่นดินแยก ทรุด ไหว บ้านเมืองก็พินาศฉิบหายวายวอด ชีวิตทั้งหลายก็มีอันเป็นไปด้วยประการต่าง ๆ ตามความรุนแรงมากและน้อยนั้น 

     อาการแผ่นดินไหวที่เกิดในทะเลจะทำให้น้ำในพระสมุทรไหลลงไปในจุดที่แผ่นดินแยกตัวนั้นด้วยปริมาณมากมายมหาศาล จึงดูดเอาน้ำทั่วทั้งพระสมุทรให้ไหลมารวมกันที่จุดนั้นตามขนาดของความรุนแรงที่ไหวมากและน้อย เมื่อน้ำบนพิภพลงไปอัด แผ่นดินที่ไหวก็จะหยุดไหว น้ำทั่วทั้งพระสมุทรที่กำลังไหลหลั่งมารวมกันก็ถูกแรงกระแทกกลับเข้าสู่ฝั่ง หรือตามทิศทางที่ไหลมานั้น ก็จะกลายเป็นคลื่นขนาดใหญ่หรือที่เรียกว่าสึนามิ การเกิดขึ้นของสึนามิมีมาช้านานแล้ว ที่ปรากฏหลักฐานที่เห็นเป็นหนังสือก็มีอยู่ในเรื่องสามก๊กตอนตั้งต้นเรื่อง มีแผ่นดินไหว มีน้ำทะเลท่วม กวาดเอาบ้านเรือนราษฎรหายไปในทะเลเป็นอันมาก ในครั้งนั้นตอนต้นสามก๊กระบุว่าน้ำทะเลท่วมมาถึงเมืองลกเอี๋ยง หรือเมืองลั๊วหยางในปัจจุบันนี้ หลังจากนั้นก็เกิดเหตุแผ่นดินไหวในทะเลและเกิดสึนามิเป็นระยะ ๆ แต่ความถี่ไม่มากนัก ต่างกับระยะหลัง ๆ นี้ที่เกิดขึ้นไม่หยุดไม่หย่อน 

     ดังนั้นการที่แผ่นดินไหวและการเกิดภัยสึนามิจึงเกี่ยวเนื่องกับฐานรองพิภพนี้กลวงโบ๋ อ่อนแอ และทำให้เกิดรอยแยก รอยเลื่อน นั่นเอง 

     5.  ส่วนอาการน้ำท่วมซึ่งหมายถึงกรณีน้ำท่วมใหญ่ที่อาจทำให้พื้นทวีปหรือบางประเทศหายไปในพระสมุทรนั้น ก็เกิดได้จากกรณีแผ่นดินไหวนั่นเอง ซึ่งทำให้น้ำทั่วพระสมุทรบรรจบสมทบกับน้ำใต้พิภพ จึงทำให้แผ่นดินจมหายลงไป ซึ่งขณะนี้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก็ได้ค้นพบเมืองและนครในอดีตที่จมลงไปใต้พระสมุทรเป็นระยะ ๆ 

     กรณีน้ำท่วมใหญ่ที่มิได้เกิดจากเหตุแผ่นดินไหว เกิดรอยแยก ปกติจะไม่รุนแรงนัก เพราะเป็นกรณีน้ำท่วมใหญ่จากน้ำบนพื้นผิวโลก และน้ำในอากาศ เมื่อกล่าวอย่างนี้ก็พึงเข้าใจว่าธาตุที่เรียกว่าธาตุน้ำนั้นมีอยู่ 3 แหล่ง คือน้ำใต้พิภพหนึ่ง น้ำบนผิวโลกหนึ่งและน้ำบนอากาศอีกหนึ่ง หากจะนับให้เป็น 4 แหล่งก็ได้ โดยแหล่งที่สี่คือน้ำในกายของชีวิตต่าง ๆ โดยเฉพาะมนุษย์ที่ยาววาหนาคืบนี้ และเป็นที่น่าทึ่งสักเพียงไหนที่แหล่งธาตุทั้งสี่ไม่ว่าน้ำ ลม ไฟ ก็มี 3 แหล่งเช่นเดียวกัน เป็นที่อัศจรรย์นัก เช่นลมก็มีลมบนอากาศ ลมใต้พิภพ และลมบนผิวโลกที่มนุษย์ สัตว์ ใช้หายใจอยู่นี้ หากจะนับแหล่งที่ 4 ก็คือปราณ 

     ในบางครั้ง น้ำท่วมใหญ่ที่เกิดจากน้ำบนผิวโลกก็อาจมีความรุนแรงและท่วมหนัก ท่วมมาก ท่วมใหญ่ได้เหมือนกัน แต่ก็มีพื้นที่อันจำกัด ต่างกับน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดจากแผ่นดินแยกจนจมหายลงไปในน้ำใต้พิภพ 

     6.  เมื่อได้กล่าวถึงต้นเหตุของแผ่นดินไหว สึนามิ และน้ำท่วมใหญ่แล้ว เรื่องต่อไปก็คือมีสัญญาณธรรมชาติอะไรบ้างหรือไม่ที่จะบอกเหตุให้ได้รู้ก่อน ซึ่งความจริงขณะนี้ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ก็ได้บอกเหตุล่วงหน้าและให้ความรู้ได้มากแล้ว แต่ก็เป็นธรรมดาที่ยังต้องมีความคลาดเคลื่อนอยู่ แต่ในขณะเดียวกันสิ่งบอกเหตุตามธรรมชาติก็มีที่มาที่ไปและเกี่ยวเนื่องอันจะสังเกตเห็นสัญญาณได้ก่อน ที่สำคัญจะมีดังนี้ 

     6.1  สัญญาณบอกเหตุแผ่นดินไหวบนบก จะมีเหตุบางประการปรากฏให้เห็นก่อนล่วงหน้าในระยะ 1-7 วัน เช่น ฝูงนกบินไปบินมา แล้วพากันตกใจตายหมู่ ตกลงมาจากฟากฟ้า หรือฝูงมดหรือแมลงบางชนิดที่อาศัยอยู่ใต้ดินพากันหนีตายขึ้นมาอยู่บนอาคารบ้านเรือนหรือยอดไม้ หรือฝูงงูพากันหนีขึ้นจากรูขึ้นไปอยู่บนต้นไม้หรือที่สูง ถ้ามีสัญญาณเหล่านี้ก็บ่งบอกว่าจะมีแผ่นดินไหวบนบกเกิดขึ้น 

     6.2  สัญญาณบอกเหตุแผ่นดินไหวในทะเลหรือพระสมุทร ก็จะมีเหตุบางประการปรากฏให้เห็นก่อนล่วงหน้าในระยะ 1-4 สัปดาห์ เช่น ฝูงปลาน้ำลึกพากันว่ายหนีตายเข้าหาฝั่ง ดังที่เกิดเหตุปลาวาฬว่ายเกยตื้นเป็นฝูง ๆ หรือปลาใหญ่พากันว่ายหนีตายเข้าหาฝั่ง หรือสัตว์น้ำเย็นในทะเลลึกอพยพย้ายถิ่นกันเป็นมหกรรม ถ้ามีสัญญาณเหล่านี้ก็บ่งบอกว่าจะมีแผ่นดินไหวในทะเลและพระสมุทร และถ้าจะกระทบฝั่งทะเลย่านใด ก็ให้สังเกตจากบรรดาฝูงนกและสัตว์พากันร้องระงมและอพยพหลบภัยเข้าสู่เขตที่สูงหรือเขตภูเขา ถ้ามีสัญญาณเหล่านี้ก็บ่งบอกว่าจะมีแผ่นดินไหวในทะเลเกิดขึ้น และจะมีสึนามิเกิดขึ้นด้วย 

     6.3  สัญญาณที่บ่งบอกว่าแผ่นดินไหวจะรุนแรงมากและน้อย อาจสังเกตสัญญาณจากเสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ที่จะดังก้องกระหึ่มสะเทือนสะท้าน นั่นเพราะคลื่นเสียงจากนภากาศตกกระทบยังผิวดิน สะท้อนก้องเข้าไปในใจกลางพิภพแล้วสะท้อนกลับ หากใต้พิภพหนาแน่น เสียงก็เป็นอย่างหนึ่ง แต่หากใต้พิภพกลวงเสียงก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง อาการเสียงก้องกระหึ่มสะเทือนสะท้านคือสัญญาณบ่งบอกใต้พิภพกลวงโบ๋ และเป็นจุดที่จะเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ 

     6.4  สัญญาณที่บ่งบอกน้ำท่วมใหญ่มีมากมายหลายประการ เช่น มีฝนตกต่อเนื่องเกิน 3 วัน ถ้าตกหนักมากก็อย่าทันรอให้ครบ 7 วันเลย พอถึงวันที่ 3 ก็พึงเผ่นหนีขึ้นสู่ที่สูงกันเถิด นอกจากนั้นยังสังเกตได้จากหอยโข่งขึ้นวางไข่ในที่สูงเพียงไหน น้ำก็จะท่วมเรี่ยกับจุดที่วางไข่นั้น ถ้าเมื่อใดหอยโข่งวางไข่บนยอดมะพร้าวหรือยอดตาลก็รีบเผ่นให้ไกลเถิด หรืออีกสัญญาณหนึ่ง ฝูงมด ฝูงปลวก และแมลงใต้ดินพากันอพยพหลบภัยขึ้นสู่ที่สูง สูงเพียงไหนก็จะท่วมเพียงนั้น แต่ถ้าอพยพขึ้นที่สูงสุดแล้วยังวิ่งกันพล่านก็เป็นสัญญาณว่าน้ำจะท่วมสูงเลยจุดนั้นไปอีก 

     อันแผ่นดินประเทศไทยนั้น หากมีกรณีน้ำท่วมใหญ่เกิดขึ้นถึงขั้นที่สุดแล้ว ท่านว่าจะมีความเย็นยะเยือกแล้วน้ำจะกลายเป็นน้ำแข็งก่อนที่จะละลายตัวอีกครั้งหนึ่ง แต่มีพื้นที่อยู่ 3 พื้นที่ที่น้ำจะไม่ท่วมถึง คือจังหวัดเชียงราย เลย และชัยภูมิ แต่ที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดเลยนั้นต้องระมัดระวังเรื่องแผ่นดินไหว เพราะเป็นพื้นที่ที่จะเกิดแผ่นดินไหวได้ ส่วนที่ชัยภูมินั้นจุดที่ปลอดภัยที่สุดคือบริเวณเทือกเขาพังเหย หรือเทือกเขาใกล้ป่าซับลังกา หรือป่าซับรังกา (ว่ากันว่าในยุคน้ำท่วมโลกนั้น ป่านี้น้ำไม่ท่วมถึง กาจึงอาศัยอยู่ได้ แต่น้ำก็ขึ้นถึงใต้รังกานั้น) 

     ว่ามาทั้งนี้อย่าได้เชื่อถือเป็นจริงเป็นจังอะไรนัก เพราะจะบังเกิดเป็นความทุกข์ ความกังวลไปเปล่า ๆ แต่รู้ไว้ก็ดี ดังที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ตอนหนึ่งในธรรมาธรรมะสงคราม ว่า “วาจาไร้สาระ สำหรับจะใช้แก้เหงา” นั่นแล.
แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๗:๔๘ น.
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License