ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
๑. รากฐานและที่มาแห่งยุทธศาสตร์อาหาร พิมพ์ อีเมล
บทความ - ยุทธศาสตร์อาหาร
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันพุธที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๔ เวลา ๑๔:๓๑ น.


๑.
รากฐานและที่มาแห่งยุทธศาสตร์อาหาร


          ๑.    ประเทศไทยเป็นอาณาจักรหนึ่งในสุวรรณภูมิ โดยสภาพภูมิศาสตร์ตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบ มีเพียงไม่ถึง ๑ ใน ๕ ที่เป็นเขตภูเขาสูงชัน มีฤดูฝน ๔ เดือนในแต่ละปี มีเวียดนาม กัมพูชา และลาว อยู่ทางด้านตะวันออก เป็นปราการกั้นพายุและวิบัติภัยทางด้านตะวันออกโดยธรรมชาติ มีแหลมมาลายู และหมู่เกาะอินโดนีเซียกว่า ๓,๐๐๐ เกาะเป็นปราการกั้นอุบัติภัยทางด้านใต้ ตามแนวตะวันออก ตะวันตก มีประเทศอินเดียเป็นปราการด้านตะวันตก ทำให้ประเทศไทยเผชิญภัยธรรมชาติน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ ในขณะที่มีพื้นที่ติดคาบมหาสมุทรใหญ่ถึง ๒ มหาสมุทร คือมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย โดยมีอ่าวไทยและทะเลอันดามันเป็นผืนน้ำเชื่อมต่อ สภาพภูมิศาสตร์เช่นนี้จึงทำให้ประเทศไทยได้มาซึ่งสมญาว่าแผ่นดินทอง ที่ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” เป็นหนึ่งในสุวรรณภูมิหรือเป็นหนึ่งในแผ่นดินทอง ที่สามารถผลิตธัญญาหาร มังสาหาร ทั้งชนิดน้ำจืด น้ำเค็ม น้ำกร่อย และภักษาหารนานาชนิดได้อย่างอุดมสมบูรณ์

           สภาพที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ทำให้ดินแดนแห่งนี้มีความพิเศษ ๒ ประการ คือ เนื้อเยื่อของพืชพันธุ์ธัญญาหาร สามารถแตกตัวเติบโตได้ตั้งแต่ก่อนช่วงฤดูฝนไปจนถึงปลายฤดูฝน ถึงกลางฤดูหนาว เป็นระยะเวลาที่ยาวนานมากที่สุด และทำให้รสชาติของพืชพันธุ์ธัญญาหารมีความหอมพิเศษกว่าพืชพันธุ์ธัญญาหารที่ปลูกเหนือและใต้ไกลออกไปจากเส้นศูนย์สูตร ความหอมของข้าวหอมมะลิ ลำไย พริก ส้ม คือตัวอย่างอันเป็นที่ยอมรับกันแล้วทั่วโลก

           ๒.    นับแต่ระยะประวัติศาสตร์มาจนถึงยุคต้นรัตนโกสินทร์ ประเทศไทยเป็นสังคมศักดินาที่ถือเอาอาชีพเกษตรกรรมเป็นพื้นฐาน ในช่วงรัชกาลที่ ๓ มีการค้าขายและการค้าขายระหว่างประเทศเกิดขึ้น ต่อเนื่องมาจนถึงต้นรัชกาลที่ ๕ ประเทศไทยยังคงอยู่ในยุคสังคมศักดินาและเป็นประเทศเกษตรกรรม

           หลังพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ เสด็จเยือนยุโรป ด้วยความสนพระทัยในการพัฒนาของชาวยุโรปอย่างลึกซึ้ง และด้วยความเข้าพระทัยอย่างแจ่มแจ้ง เนื่องจากพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในเอเซียที่สามารถตรัสภาษาอังกฤษได้เสมอด้วยภาษาไทย ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยอันถือได้ว่าเป็นการกำหนดแนวทางพัฒนาประเทศไทยครั้งสำคัญและเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

           พระบรมราชวินิจฉัยสรุปความได้ว่า ราชอาณาจักรสยามเป็นแดนอุดมเหมาะแก่การเกษตร แต่ไม่มีประเทศเกษตรกรรมใดที่จะสร้างความมั่งคั่งได้ และเมื่อมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้นในยุโรปแล้ว แต่สยามก็ไม่มีพื้นฐานทางอุตสาหกรรมเลย ดังนั้นสยามจึงเป็นประเทศเกษตรกรรมธรรมชาติต่อไปไม่ได้ แต่จะเป็นประเทศอุตสาหกรรมก็ไม่ได้ ความเป็นไปได้ของสยามคือการเป็นประเทศที่เปลี่ยนผลผลิตทางการเกษตรให้เป็นแบบอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าอุตสาหกรรมการเกษตร หรือการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรให้เป็นแบบอุตสาหกรรม

           ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยต่อไปว่า สยามเป็นดินแดนอันงดงามในสุวรรณภูมิ ชาวสยามมีน้ำจิตน้ำใจดีงาม โอบอ้อมอารี มีประเพณีที่ดีงาม อบอุ่นและเป็นสุข ที่ไม่มีชาติใดในโลกเสมอเหมือน เป็นจุดเด่นที่ใครก็ใคร่เข้ามาดูมาแล แม้ชาวฝรั่ง ๑๘ ชาติที่ทรงจ้างมาเป็นที่ปรึกษาด้วยค่าจ้างคนละ ๘๐ ปอนด์ต่อเดือน ก็มีความพึงใจและประทับใจในการพำนักและใช้ชีวิตในสยาม การที่ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในสยาม จะทำรายได้ให้กับสยามได้มาก ดังนั้นจึงมีพระบรมราชวินิจฉัยให้จัดตั้งกิจการธนาคารขึ้นเป็นแห่งแรกคือธนาคารสยามกัมมาจลทุน และตั้งโรงแรมแห่งแรกขึ้นในสยาม คือโรงแรมโอเรียนเต็ล

           พระบรมราชวินิจฉัยดังกล่าวจึงสรุปเป็นแนวทางพัฒนาประเทศไทยได้เป็น ๒ แนวทาง เป็นประดุจดั่งธงชัย ๒ ผืนที่จะทำให้สยามมั่นคงมั่งคั่ง คือ

  • ยุทธศาสตร์นำพาประเทศไปเป็นประเทศเกษตรอุตสาหกรรม หรืออุตสาหกรรมการเกษตร
  • ยุทธศาสตร์การนำพาประเทศไปเป็นประเทศอุตสาหกรรมบริการ หรืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
           ยุคสมัยของพระองค์ท่าน เป็นยุคสมัยของการพิสูจน์ความสำเร็จในการเดินแนวทางตามยุทธศาสตร์ทั้งสองนี้ ทำให้สยามเป็นศูนย์กลางการค้าขาย ๓ สาย คือระหว่างสยามกับยุโรป ระหว่างสยามกับจีน และระหว่างสยามกับอินโดจีน จนเป็นเหตุให้ต้องปฏิรูประบบการเงินการคลัง แล้วสถาปนาหอรัษฎากรพิพัฒน์ (ทำหน้าที่เหมือนกระทรวงการคลัง รวมกับธนาคารแห่งประเทศไทย) แยกออกจากสำนักงานพระคลังข้างที่ อันเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์และของสถาบันพระมหากษัตริย์ และมีการตรากฎหมายเงินตราและภาษีที่เป็นระบบขึ้นเป็นครั้งแรก

           เศรษฐกิจของสยามรุ่งเรืองที่สุดในเอเซีย และก้าวหน้าที่สุดในเอเซีย เงินบาทของสยามแข็งแกร่งที่สุด มีมูลค่า ๑ บาทเท่ากับ ๒ ปอนด์สเตอริงของอังกฤษ และนำไปสู่การพัฒนาการคมนาคมทางบก ซึ่งทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยให้พัฒนารถไฟเป็นหลักของการคมนาคมทางบก โดยถนนและทางน้ำเป็นตัวรองรับความเชื่อมโยงอย่างทั่วถึง เพื่อให้ราชอาณาจักรของพระองค์เป็นเอกภาพ ดังนั้นจึงเสด็จด้วยพระองค์เองทรงวางศิลาฤกษ์ในการวางรางรถไฟสายแรกของประเทศคือกรุงเทพฯ-โคราช พร้อมกับการวางจากโคราชมากรุงเทพฯ โดยโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์เป็นผู้แทนพระองค์เสด็จไปวางรางพร้อมกัน

           ความเจริญรุ่งเรืองของการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์เกษตรอุตสาหกรรมและการค้าระหว่างประเทศที่มีอุตสาหกรรมท่องเที่ยวรองรับ ทำให้จักรพรรดิเมจิแห่งญี่ปุ่นสนพระทัยและส่งคณะผู้แทนมาดูงาน เพราะในขณะนั้นญี่ปุ่นยังไม่มีรถไฟและยังปิดประเทศ ทั้งยังสร้างความพึงพอใจให้กับจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ชิง ที่ไทยได้เป็นศูนย์กลางการค้าเชื่อมโยงยุโรปกับจีน อันเป็นการช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางศาสนาให้กับจีนได้มาก จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักขนาดใหญ่ถอดจำหลักบรรทุกเรือสำเภากว่าสองร้อยลำมาน้อมเกล้าฯ ถวาย ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบสร้างขึ้นที่บางปะอิน จังหวัดอยุธยา นั่นคือพระที่นั่งเวหาสน์จำรูญ และเป็นอนุสรณ์ความสัมพันธ์ไทย-จีน ที่งดงามที่สุด

           สยามได้ดำเนินยุทธศาสตร์เกษตรอุตสาหกรรมหรือยุทธศาสตร์อาหารมาตลอดรัชกาลและมาชะงักลงหลังจากเสด็จสวรรคต และเมื่อมีการทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ ซึ่งข้าราชการที่จบการศึกษาจากตะวันตกได้ปรับปรุงทิศทางการพัฒนาประเทศเสียใหม่ ให้เป็นการเดินแนวทางอุตสาหกรรม ใช้ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเป็นยุทธศาสตร์หลัก ซึ่งสวนทางกับสิ่งที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ทรงวางไว้แล้ว รวมทั้งได้ปรับยุทธศาสตร์การคมนาคมทางบกจากรถไฟเป็นรถยนต์ จึงทำให้การคมนาคมโดยทางรถยนต์เติบโตอย่างรวดเร็ว ในขณะที่หยุดการพัฒนารถไฟ เป็นผลให้รายจ่ายค่าน้ำเข้าน้ำมันเป็นรายจ่ายสูงสุดลำดับที่ ๑ ของประเทศ และในจำนวนนี้กว่าร้อยละ ๘๐ เป็นรายจ่ายสำหรับรถยนต์ที่ไม่ก่อให้เกิดการผลิต จากสภาพที่น้ำมันบาร์เรลละ ๘ ดอลลาร์สหรัฐ มาถึงยุคปัจจุบันที่มีราคาบาร์เรลละกว่า ๑๐๐ เหรียญดอลลาร์สหรัฐ จึงทำให้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่วิกฤตที่กำลังจะล้มละลายสิ้นเนื้อประดาตัว

           ๓.    ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สยามมีประชากรแค่ ๘ ล้านคน ในขณะที่ประชากรโลกมีแค่พันกว่าล้านคน มาถึงปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีประชากร ๖๕ ล้านคน ในขณะที่โลกมีประชากร ๖,๕๐๐ ล้านคน และองค์การอาหารแห่งสหประชาติ (FAO) ได้วิจัยพบว่าภายในศตวรรษนี้ ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น ๗,๐๐๐ ล้านคน ในจำนวนนี้อัตราการเติบโตของประชากรที่นันถือศาสนาอิสลามมีอัตราเพิ่มสูงที่สุด ในปัจจุบันนี้มีถึง ๑,๕๐๐ ล้านคน หรือเกือบร้อยละ ๒๕ ของประชากรโลก และจะเพิ่มเป็น ๒,๐๐๐ ล้านคนในปลายศตวรรษนี้

           ๔.    ยุโรปทั้งทวีปได้กลายเป็นทวีปของผู้บริโภค บางประเทศผลิตแค่พอกินพอใช้ บางประเทศไม่มีการผลิตอาหารเลย บางประเทศผลิตได้แต่ไม่พอกิน บางประเทศมีเหลือส่งออกบ้างเล็กน้อย แม้กระทั่งรัสเซียซึ่งแม้มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล แต่พื้นที่โดยทั่วไปต้องเสียเวลา ๘ เดือนใน ๑ ปีให้กับฤดูหนาวที่ผลิตอะไรไม่ได้ มีแต่ความเสียหายอย่างเดียว โดยภาพรวมยุโรปทั้งทวีปไม่มีประเทศที่เป็นผู้ผลิตธัญญาหารเลี้ยงพลโลกเลย เช่นเดียวกับอาฟริกาทั้งทวีปซึ่งยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งและสงครามและความแห้งแล้งแร้นแค้นที่ขาดแคลนอาหารอย่างต่อเนื่องยาวนาน ในทวีปเอเซีย ตะวันออกกลางไม่สามารถผลิตอาหารได้เลย เอเซียใต้เช่นอินเดียก็ไม่พอกิน จีนผลิตได้ไม่พอกิน เขมร ลาว ผลิตเหลือกินเหลือใช้เล็กน้อย ในขณะที่ประเทศมุสลิมทางใต้ของประเทศไทยก็ไม่พอกิน คงมีประเทศที่ผลิตอาหารเลี้ยงพลโลกในเอเซียเพียง ๓ ประเทศเท่านั้น คือ ไทย เวียดนาม และพม่า โดยเวียดนามนั้นสภาพภูมิศาสตร์ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติและมรสุมที่รุนแรงกว่า ๓ เดือนในแต่ละปี ส่วนพม่ายังมีความขัดแย้งทางการเมือง อันเกิดจากปัญหาชนชาติที่มีถึง ๓๑ ชนชาติ และถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ จึงไม่จัดเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการส่งออกอาหารเลี้ยงพลโลก ดังนั้นประเทศไทยจึงมีศักยภาพสูงที่สุดในการผลิตอาหารเลี้ยงพลโลกในจำนวน ๓ ประเทศในทวีปเอเซีย แต่ใน ๓ ประเทศนี้ภาคการผลิตอาหารหรือภาคเกษตรของไทยอ่อนแอและล้าหลัง กระทั่งถูกเอารัดเอาเปรียบมากเป็นลำดับสองรองจากพม่า ส่วนทวีปอเมริกาแม้กว้างใหญ่ไพศาล แต่สภาพภูมิศาสตร์ที่สามารถผลิตอาหารเลี้ยงพลโลกได้มีเพียง ๒ ประเทศเท่านั้น คือสหรัฐและแคนาดา ส่วนบราซิลแม้ว่าผลิตกาแฟแล

           ดังนั้นประเทศที่มีขีดความสามารถผลิตอาหารเลี้ยงพลโลก แม้มีอยู่ ๗ ประเทศ แต่ที่จัดเป็นประเทศที่ส่งออกอาหารเลี้ยงพลโลกมีเพียง ๖ ประเทศเท่านั้น โดยไทยเป็น ๑ ใน ๖ ประเทศนี้ และเนื่องจากประเทศไทยทอดทิ้งภาคเกษตร เลิกล้มยุทธศาสตร์อาหารไปนานแล้ว แม้กระนั้นสภาพภูมิศาสตร์และจุดเด่นก็ยังทำให้ประเทศไทยเป็น ๑ ใน ๖ และครองลำดับที่ ๕ มาเป็นเวลานาน เนื่องจากเวียดนามและแคนาดามักประสบปัญหาภัยธรรมชาติ และปัจจุบันนี้ประเทศไทยได้ไต่ลำดับผู้ผลิตอาหารเลี้ยงพลโลกมาอยู่ในลำดับที่ ๔ แล้ว

           ๕.    แม้ว่าโลกนี้จะมีอาหารนับแสนชนิด แต่ที่ยอมรับกันทั่วโลกว่าเป็นสุดยอดอาหารมีเพียง ๕ ชาติตามลำดับดังนี้ คืออาหารอิตาเลียน อาหารฝรั่งเศส อาหารจีน อาหารญี่ปุ่น และอาหารไทย ใน ๕ อาหารประจำชาติซึ่งเป็นที่นิยมทั่วโลกนี้ปรากฏว่าทุกชาติยกเว้นประเทศไทยได้สนับสนุนและกำหนดเป็นยุทธศาสตร์อาหารของชาติในระดับชาติทั้งสิ้น มีการจัดระบบบริหารจัดการอย่างแข็งแกร่ง โดยมีเงินทุนมหาศาลรองรับทั้งสิ้น มีแต่อาหารไทยเท่านั้นที่เป็นที่นิยมตามยถากรรม นำร่องด้วยส้มตำป๊อก     ป๊อก แต่สามารถเป็นที่นิยมทั่วโลกโดยไร้การสนับสนุนใด ๆ รัฐบาลพรรคไทยรักไทยโดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้ชูธงยุทธศาสตร์ครัวไทยสู่ครัวโลก แต่ยังมิได้เชื่อมโยงประสานเป็นเอกภาพ กับการผลิตหรือการปรับฟื้นยุทธศาสตร์อาหารแต่ประการใด ดังนั้นยุทธศาสตร์ครัวไทยสู่ครัวโลกในปัจจุบันนี้จึงเป็นแค่ว่าวที่ไม่มีสายป่าน ต่างกันลิบลับกับยุทธศาสตร์ครัวญี่ปุ่นสู่ครัวโลกที่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์อาหารของญี่ปุ่น ซึ่งมีองค์กรรับผิดชอบหลัก ๓ องค์กร คือ

                ๕.๑    องค์กรอาหาร มีหน้าที่ในการแสวงหาวัตถุดิบในการผลิตอาหารจากทั่วทุกมุมโลกเพื่อตอบสนองให้แก่ความต้องการของร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วโลก โดยได้จัดตั้งกองทุนอาหารญี่ปุ่นในระยะยืนหยัดหรือแรกเริ่ม

                ๕.๒    สำนักงานมาตรฐานอาหารญี่ปุ่น มีหน้าที่ในการกำหนดมาตรฐานของอาหารแต่ละชนิด มาตรฐานเครื่องครัว และอุปกรณ์การครัวทุกชนิด รวมทั้งแบบการโฆษณาอาหารและมาตรฐานราคา

                ๕.๓    องค์กรครัวญี่ปุ่น มีหน้าที่ในการผลิตเครื่องตกแต่งและอุปกรณ์เครื่องใช้ในภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นอย่างครบครัน รวมทั้งการออกแบบการตกแต่งร้าน การใช้ไฟ สีสัน แผ่นปลิว โบรชัวร์ และรูปแบบการโฆษณาทางอิเล็คโทรนิคส์

           ๖.    ผลจากรายงานการวิจัยขององค์การอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ ทำให้เกิดการตื่นตระหนกขึ้นทั่วโลกว่าโลกกำลังขาดแคลนอาหาร และเมื่อประกอบเข้ากับปัญหาโลกร้อนและปัญหาภัยแล้งที่ทำให้เกิดปัญหาภัยธรรมชาติติดตามมาอีกมากหลาย จึงทำให้ปัญหาอาหารของโลกกลายเป็นเรื่องสำคัญและใหญ่โตที่สุดที่ทุกประเทศทั่วโลกโดยเฉพาะชาติมหาอำนาจต้องคิดอ่านหาทางแก้ไข และบางเรื่องก็เริ่มส่งผลกระทบต่อประเทศไทย นั่นคือการเล็งเห็นถึงสภาพภูมิศาสตร์อันยอดเยี่ยมของประเทศไทย แล้วเข้ามากว้านซื้อที่ดินซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตอย่างสำคัญกันอย่างคึกคัก ทำให้ที่ดินในภาคเกษตรมีราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ความแห้งแล้งและความร้อนกำลังคุกคามอย่างหนักหน่วงต่อชาวโลก

           ๗.    ผลจากสภาพทั้งหลายทำให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต้องเร่งพัฒนาวิชาการด้านอาหาร ก่อให้เกิดการพัฒนาวิชาว่าด้วยวิศวพันธุกรรม ที่ทำให้พืชพันธุ์ธัญญาหารและสัตว์เลี้ยง รวมถึงสัตว์น้ำทุกชนิดแปรเปลี่ยนไปจากสภาพธรรมชาติดั้งเดิม    

           นักวิทยาศาสตร์คิดค้นการตัดต่อพันธุกรรม การดัดแปลงพันธุกรรม จนล่าสุดประเทศจีนสามารถผลิตต้นถั่วที่ป้องกันแมลงและเรืองแสงได้ด้วยตนเอง แต่ในที่สุดต้องควบคุมอย่างเข้มงวดเพราะไม่แน่ใจในการกลายพันธุ์ เนื่องจากหากบริโภคแล้วอาจทำให้พันธุกรรมของมนุษย์แปรเปลี่ยน มีรากงอกหรือมีเขาก็ได้ เกิดภาวะไม่แน่นอนขึ้นในโลก

           นักวิทยาศาสตร์กำลังพยายามที่จะคิดแปรรูปแป้งให้เป็นเนื้อสัตว์ บนสมมติฐานที่ว่าการเลี้ยงวัวโดยทั่วไปต้องใช้เวลา ๕ ปีจะได้น้ำหนักประมาณ ๑,๐๐๐ กิโลกรัม และแม้นักวิทยาศาสตร์จีนจะประสบความสำเร็จในการดัดแปลงพันธุกรรมที่ทำให้การเลี้ยงเหลือเวลาเพียง ๑๘ เดือนแต่มีน้ำหนักได้ถึง ๑,๓๐๐ กิโลกรัม และสามารถตัดต่อพันธุกรรมปลาให้มีเนื้อมาก โตเร็วได้แล้ว แต่ยังไม่เพียงพอต่อการบริโภค จึงจำเป็นต้องค้นคว้าการแปรรูปแป้งให้เป็นเนื้อสัตว์ ซึ่งกำลังจะสำเร็จเต็มทีแล้ว ดังเช่นที่มีการนำร่องด้วยการผลิตเนื้อปูเทียม เป๋าฮื้อเทียม เนื้อหมูเทียม กระทั่งไข่เทียม เป็นต้น

           สภาพทั้งปวงเหล่านี้คือรากฐานและที่มาอันสมควรจะได้กำหนดเป็นยุทธศาสตร์อาหารของประเทศไทยอย่างเป็นจริงเป็นจัง.
แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๔ เวลา ๑๕:๕๒ น.
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License