ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
เมื่อไม่รู้จักน้ำ ก็แก้ไขปัญหาน้ำไม่ได้ หายนะก็ไม่มีวันสิ้นสุด พิมพ์ อีเมล
Q&A - ไขข้อสนใจจากไพศาล
วันศุกร์ที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๓:๓๘ น.


     ถาม : ผมเป็นแฟนรายการของอาจารย์ที่ช่อง 13 สยามไท ได้ติดตามการเสนอเรื่องน้ำของอาจารย์มาตลอด และเป็นเรื่องจริงตามที่อาจารย์ได้พูดไว้ ทำไมรัฐบาลทุกรัฐบาลไม่ฟัง และไม่นำไปใช้บ้าง ตอนนี้เสียหายมากทั้งประเทศแล้ว ถ้าไม่เอาจริงเอาจังคงจะเกิดเหตุร้ายซ้ำอีก ผมเห็นว่านักการเมืองคือสาเหตุของอาเพศและความเสียหายร้ายแรงครั้งนี้ ขอให้อาจารย์ช่วยแนะนำด้วย 


     ตอบ : ขอขอบคุณที่กรุณาติดตามรายการที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 13 สยามไท สถานีโทรทัศน์อนาถาของประชาชน แต่ก็ดูเหมือนว่าความอนาถาหรือไม่นั้นไม่สำคัญเท่ากับความซื่อสัตย์ในการรับใช้ประชาชน และนี่น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงอยู่หรือดับสูญของสื่อมวลชน แต่การจะดำรงอยู่หรือดับสูญหรือไม่ก็ยังไม่สำคัญเท่ากับการอำนวยประโยชน์ให้กับประเทศชาติและประชาชน 

     ผมเห็นด้วยครับว่าคนที่แก้ปัญหาเรื่องน้ำตั้งแต่รัฐบาลก่อนมาถึงรัฐบาลนี้ไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจเรื่องน้ำเลย ต่างชาติหลายประเทศเขาก็ตำหนิอย่างสุภาพว่ารัฐบาลไม่ใช้คนมืออาชีพ ส่วนผมได้อุปมาการใช้คนผิดพลาดในเรื่องนี้ว่าอุปมาเหมือนกับการใช้ช่างทำรองเท้าไปทำฟัน จึงทำให้ฟันร่วงหมดปากดังที่เห็นกันอยู่ ก็ไม่รู้ว่าใครจะรับผิดชอบกันอย่างไร 

     ในเรื่องน้ำนั้นผมเห็นว่าในยุครัตนโกสินทร์นี้พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงรู้แจ้งในเรื่องน้ำ ทรงแนะ ทรงสอน ทรงเตือน ทรงติงเป็นอันมาก และทรงทำตัวอย่างให้เห็นมาโดยลำดับ แต่นักการเมืองเขาไม่สนใจไยดีเพราะการทำเรื่องน้ำนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้สติปัญญา ใช้ความเข้าใจ อาศัยข้อมูล อาศัยจิตใจมหาบุรุษ และต้องอาศัยบารมีที่จะเป็นศูนย์รวมใจของมหาชนจึงจะทำการได้สำเร็จ คนถ่อยหรือนักการเมืองชั่วไม่มีวันทำได้ เหตุนั้นจึงหวังให้นักการเมืองมาจัดการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำก็ไม่ต่างอันใดกับการหวังให้ปลาฉลามไปว่ายน้ำในป่า มีแต่จะเกิดความฉิบหายวายวอดไม่มีที่สิ้นสุด 

     คนที่กำลังแก้ปัญหาน้ำอยู่ในขณะนี้ผมไม่อยากระบุชื่อเพราะรู้จักกันดีทั้งนั้น แต่จะกล่าวในภาพรวมว่าล้วนเป็นคนประเภทที่รู้จักแต่น้ำไวน์ น้ำเหล้า น้ำเบียร์ น้ำบรั่นดีและน้ำกาม อย่างมากก็รู้แค่น้ำดื่ม ไม่เห็นมีใครที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องน้ำเลย และเมื่อตั้งคำถามในเรื่องน้ำแล้ว ก็จะถือโอกาสนี้แสดงเรื่องน้ำให้ปรากฏไว้ เผื่อว่าวันไหนจะมีผู้มีจิตใจเป็นมหาบุรุษก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ 

     เบื้องแรก ต้องบอกว่าแหล่งแห่งน้ำนั้นมีถึง 4 แหล่ง คือ 1. น้ำใต้พิภพ อันแสดงไว้แจ้งชัดในพระไตรปิฎกและยอมรับกันทั่วไปในขณะนี้ 2. น้ำบนพื้นผิวโลก ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นน้ำในพระมหาสมุทร มีปริมาณมากกว่าผืนแผ่นดินเสียอีก 3. น้ำบนอากาศ ได้แก่เมฆหมอกและน้ำฝน ที่จะตกลงมาพื้นผิวโลก และมีจำนวนมากน้อยในแต่ละปีในแต่ละห้วงเวลาแตกต่างกันไป ต้องอาศัยผู้รู้จึงจะรู้ว่าในแต่ละปีในแต่ละห้วงเวลาจะมีน้ำจากฟ้าตกลงมามากน้อยเพียงใด จักอำนวยประโยชน์หรือโทษประการใดก็จะได้อาศัยประโยชน์จากความรู้นั้นในการทำการหรือป้องกันแก้ไข และ 4. ได้แก่น้ำในร่างกายอันยาววาหนาคืบนี้ เป็นทั้งน้ำที่หล่อเลี้ยงทำให้ชีวิตนี้ตั้งอยู่ดำเนินไป กระทั่งดับสิ้น และเป็นทั้งน้ำที่จะสืบต่อเผ่าพันธุ์ ได้แก่น้ำอสุจิของบุรุษ และน้ำในรังไข่ของสตรี 

     ชาร์ล ดาร์วิน บิดรแห่งวิชาชีวะวิทยาเพิ่งค้นพบเมื่อร้อยกว่าปีมานี้เองว่าทุกชีวิตเริ่มต้นจากเซลล์ ๆ เดียว เป็นการค้นพบตามที่พระพุทธเจ้าทรงพบมาก่อนแล้ว ดังถ้อยคำที่ทรงตรัสว่า ปะถะมัง กะละลัง โหติ ซึ่งแปลว่าทุกชีวิตเริ่มต้นจากกะละละอันเดียว และกะละละนี้ในภายหลังก็รู้ว่าเป็นเซลล์นั่นเอง และพระพุทธองค์ก็ยังทรงพบต่อไปว่าทุกกะละละก็มีน้ำอยู่ ได้แก่น้ำเชื้อที่จะสืบทอดเผ่าพันธุ์ของทั้งสองเพศ ไม่มีการสืบเผ่าพันธุ์ทางปากดังที่พวกพราหมณ์อ้างว่าพราหมณ์มีกำเนิดจากปากของพรหมแต่อย่างใดเลย 

     น้ำนั้นมีธรรมชาติเหลว ไหลลงทางต่ำ สามารถจำแลงแปลงรูปได้ตามสภาพที่เผชิญหน้า ยามเผชิญกับความร้อนก็สามารถจำแลงแปลงกายเป็นไอ หมอก เมฆ ขึ้นไปอยู่บนอากาศ ยามเผชิญกับความหนาวเย็นก็สามารถจำแลงแปลงกายรวมตัวเป็นหิมะหรือน้ำแข็ง ดังนั้นคัมภีร์เต๋าเต๊กเกงจึงกล่าวว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรอ่อนเหมือนกับน้ำ แต่ในการต่อสู้กับความแข็งนั้น จะใช้อะไรก็ไม่ดีไปกว่าใช้น้ำ 

     คนโบราณยอมรับว่าไม่มีอะไรสามารถเอาชนะน้ำได้ เพราะแม้น้ำจะมีธรรมชาติที่อ่อนโยนพลิ้วไหว แต่น้ำก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นความร้อนแรงที่สามารถต้มอะไรให้สุกให้เปื่อยให้ละลายไปได้ กระทั่งสามารถเป็นน้ำกรดที่มีอานุภาพทำลายและสลายอย่างร้ายแรง น้ำจะเป็นมิตรกับทุกชีวิตและสรรพสิ่งที่ไม่ต่อสู้รังแกน้ำ หากปล่อยให้น้ำเคลื่อนไหวไปตามสภาพและธรรมชาติของน้ำก็จะเป็นความงาม ความชุ่มชื่นฉ่ำเย็นอันสุดประมาณนัก แต่หากไปรังแกข่มเหงน้ำ ไปขัดขวางกีดกั้น ต่อให้สร้างคันเขื่อนกำแพงหนาเท่าใดก็ยากจะต่อสู้กับน้ำได้ ประวัติการสร้างคัน สร้างเขื่อน สร้างกำแพงกันน้ำตลอดแม่น้ำแยงซีเกียงและแม่น้ำฮวงโหของจีนตลอด 5,000 ปีเป็นบทเรียนที่อุดมสมบูรณ์ว่าสู้น้ำไม่ได้ แต่ก็เป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์ที่ประธานเหมาเจ๋อตง อดีตประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีน ผู้มีสมญานามหนึ่งว่า สามสบายมาก กล้าต่อสู้กับน้ำ เพราะเป็นผู้ที่มักพูดว่าต่อสู้กับฟ้าสบายมาก ต่อสู้กับน้ำสบายมาก ต่อสู้กับคนก็ยิ่งสบายมาก ดังนั้นมหาบุรุษผู้นี้จึงกล้าประกาศต่อสู้กับน้ำในทันทีที่สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว ด้วยการกำหนดนโยบายแก้ปัญหา 4 ตาย เพื่อแก้ปัญหาค้างคาจากประวัติศาสตร์ 5,000 ปีของจีนให้ตกไปใน 50 ปี และหนึ่งในนั้นคือนโยบายแก้ไขปัญหาคนจีนถูกน้ำท่วมตาย แต่มาถึงวันนี้แม้ว่าจะมีการประกาศความสำเร็จของนโยบายดังกล่าวไปแล้ว แต่เมืองจีนก็ยังมีน้ำท่วมและยังมีคนตายอยู่เสมอ 

     น้ำมีธรรมชาติไหลลงที่ต่ำ ดังนั้นไม่ว่าน้ำในอากาศหรือน้ำบนผิวโลก จึงมีธรรมชาติไหลลงไปรวมในพระมหาสมุทร ซึ่งเป็นแหล่งรวมน้ำใหญ่ของพิภพ จนเป็นต้นความคิดของนักปราชญ์ที่แสดงคำสอนเป็นเชิงอุปมาว่า พระมหาสมุทรเป็นที่รวมแห่งน้ำ ก็เพราะตั้งตนอยู่ในที่ต่ำ เพื่อเป็นคติเตือนใจสอนคนให้อ่อนน้อมถ่อมตน จึงจะเป็นผู้รวบรวมน้ำใจของคนทั้งปวงซึ่งเป็น 1 ใน 2 คุณสมบัติของผู้นำคนได้ และเป็นคติตรงกันข้ามที่เตือนว่ายอดเขาแม้สูงชันแต่น้ำทั้งหลายกลับหลีกลี้หนีไป ไม่ต่างอันใดกับคนอวดดื้อถือดีหยิ่งยโสโอหัง ย่อมเป็นที่ชิงชังรังเกียจของคนทั้งปวง 

     น้ำแม้ดูสภาพภายนอกนิ่ง นุ่ม อ่อนไหว แต่แท้จริงมีพลังมหาศาล ยิ่งมากยิ่งมีพลังมาก ยิ่งลึกหรือท่วมสูงเพียงไหนอานุภาพของน้ำก็ยิ่งมีมากเท่านั้น ภาษิตไทยจึงมีคำสอนเตือนใจว่าน้ำหรือทะเลเป็นหนึ่งในห้าของสิ่งที่จะประมาทมิได้ ประมาทเมื่อใดก็อาจถึงตายได้ ดังบทกลอนที่ว่า 

      “จะไว้ใจอะไรไว้ใจเถิด        แต่อย่าเกิดไว้ใจในสิ่งห้า  
หนึ่งอย่าไว้ใจทะเลทุกเวลา  สองสัตว์เล็บเขี้ยวงาอย่าวางใจ
สามผู้ถืออาวุธสุดจักร้าย  สี่ผู้หญิงทั้งหลายอย่ากรายใกล้
ห้าพระมหากษัตริย์ทรงฉัตรชัย ถ้าแม้นใครประมาทอาจตายเอย”

     ปราชญ์จีนได้แสดงคำสอนเปรียบเทียบเรื่องน้ำไว้อย่างน่าฟังว่า 

     “แม่น้ำไม่สำคัญที่ความลึก แต่ความสำคัญอยู่ที่มีมังกรสิงสถิตอยู่หรือไม่ 
     ภูเขาไม่สำคัญที่ความสูง แต่ความสำคัญอยู่ที่มีเทพสิงสถิตหรือไม่  
     บ้านไม่สำคัญอยู่ที่ความใหญ่โตอัครฐาน แต่ความสำคัญอยู่ที่มีผู้มีสติปัญญาสิงสถิตหรือไม่ ถ้าหากมี ฮ่องเต้ (ผู้มีปัญญา) ผ่านมาก็ย่อมทรงแวะ”  

     คนไม่รู้จักน้ำก็ไม่เข้าใจพลังของน้ำ ไม่เข้าใจอานุภาพของน้ำ นักคิดค้นทางวิทยาศาสตร์ใช้เวลาคิดค้นมานานแสนนาน ก็เพิ่งรู้เมื่อไม่กี่ปีมานี้ว่าพลังน้ำนั้นมีพลังมหาศาล สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ จึงเป็นต้นคิดของการทำเขื่อนเพื่อกักน้ำไว้แล้วปล่อยพลังน้ำนั้นไปผลิตกระแสไฟฟ้า และเป็นพลังการไฟฟ้าที่ต้นทุนถูกที่สุด โดยในเอเซียของเรานี้ก็มีแต่ลาวประเทศเดียวที่เฉลียวฉลาดที่สุด ร่วมคิดอ่านกับฝรั่งเศสกำหนดยุทธศาสตร์ชาติให้เป็นสองศูนย์ คือเป็นศูนย์กลางเชื่อมแผ่นดินทั้งปวง ซึ่งเป็นการแปรจุดอ่อนจากประเทศที่ไม่ติดทะเลให้เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ และอีกศูนย์หนึ่งคือเป็นศูนย์กลางพลังงานหรือเป็นแบตเตอรี่แห่งเอเซียก็ด้วยใช้ประโยชน์จากพลังของน้ำนั่นเอง 

     ในทางการทหาร น้ำมียุทธานุภาพมาก ผู้แจ้งในมรรควิถีขุนพลย่อมร่ำเรียนจนกระจ่าง เพราะเป็นหนึ่งในห้าปัจจัยแพ้ชนะของสงคราม คือเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องภูมิประเทศ และความร้อน ความหนาว ในสามก๊กตอนโจโฉแตกทัพเรือนั้น ขงเบ้งได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้บัญชาการทัพที่ใช้กำลังน้อยเอาชนะกำลังมากในประวัติศาสตร์นั้นก็มีหลายคน ที่ใช้กับกำลังแข็งกว่าเอาชนะกำลังอ่อนกว่าในประวัติศาสตร์ก็มีหลายคน ที่ใช้กลอุบายเอาชนะข้าศึกมีไม่มากนัก ดังเช่นโจโฉ จิวยี่ เป็นต้น แต่ที่สามารถใช้พลังจักรวาลทำการศึกนั้นนับแต่อดีตถึงปัจจุบันมีแต่เราผู้เดียว 

     โลซกถามว่า อะไรคือพลังจักรวาล ขงเบ้งบอกว่า ภูมิประเทศ ดาวเดือน ดินฟ้าอากาศ น้ำ ไฟ ลม แม้กระทั่งความศรัทธา ความเกลียดชัง ล้วนเป็นพลังจักรวาลที่ผู้แจ้งมรรควิถีขุนพลสามารถใช้ในการสงครามได้ทั้งสิ้น ขงเบ้งอธิบายว่าเมื่อครั้งการศึกที่ทุ่งพกบ๋อง เราใช้ไฟเผาทหารโจโฉเสียสิบหมื่น ไฟจึงมียุทธานุภาพมากกว่าทหารสิบหมื่นของโจโฉ เมื่อครั้งสงครามที่แม่น้ำแปะโห เราใช้น้ำไขท่วมทหารโจโฉเสียสิบหมื่น น้ำจึงมียุทธานุภาพมากกว่าทหารสิบหมื่นของโจโฉ และที่ขงเบ้งยังงำไว้ไม่บอกกับโลซกในตอนนั้นก็คือกำลังจะใช้หมอกเป็นพลังจักรวาลปิดตาทหารร้อยหมื่นของโจโฉ เพื่อลวงเอาเกาทัณฑ์แสนดอกกลับไปให้จิวยี่ตามทัณฑ์บน 

     การใช้น้ำเป็นพลังจักรวาลในการต่อสู้ข้าศึกนั้น บรรพบุรุษไทยก็กระจ่างในเรื่องนี้มาแล้ว ดังตัวอย่างการตั้งเมืองหลวงในยุคกรุงศรีอยุธยา จะเป็นความคิดอ่านของใครไม่ปรากฏชัด แต่ที่แน่ชัดก็คือได้ใช้ยุทธานุภาพและพลานุภาพของน้ำในการคุ้มครองป้องกันและทำลายข้าศึกตลอดมาเป็นระยะเวลาถึง 417 ปี 

     อันกรุงศรีอยุธยานั้น ด้านหนึ่งติดแม่น้ำเจ้าพระยากว้างใหญ่ ยากที่ข้าศึกจะข้ามมาได้ อีกด้านหนึ่งเป็นที่ราบลุ่มต่ำ กรุงศรีอยุธยาสร้างกำแพงเมืองสูงใหญ่ มีคูรอบนอกไว้สำหรับป้องกันข้าศึก ภายในเมือง บ้านเรือนราษฎรยกใต้ถุนสูงพื้นน้ำ นอกออกไปจากตัวเมืองอันเป็นทางที่ข้าศึกจะยกมาต่อตีนั้นเป็นทุ่งราบ ในยามหน้าแล้งก็เห็นเป็นเรื่องไม่ผิดปกติอันใด แต่ครั้นถึงเทศกาลน้ำหลากมาแล้ว ก็จะกลายเป็นทะเลใหญ่ที่ท่วมทับทหารพม่าให้วายวอดไปได้ในคืนเดียว การที่พม่าในยุคตั้งแต่ก่อนเสียกรุงครั้งที่หนึ่งได้กำหนดกฎเกณฑ์ทัพในการทำศึกกับกรุงศรีอยุธยาไว้เป็นข้อตายตัวว่าถึงปลายเทศกาลแล้งแล้ว คือก่อนวันพระจันทร์เพ็ญในกลุ่มดาวอาสาฬหะ ถ้าการศึกยังติดพันอยู่ก็ให้เร่งเลิกทัพกลับพม่า กว่าจะได้กฎเกณฑ์ข้อนี้มาก็เพราะว่าทหารพม่ายกมาต่อตีกับกรุงศรีอยุธยาทั้งทัพเล็กทัพใหญ่หลายครั้ง มาตั้งทัพในทุ่งราบเผชิญหน้ากันอยู่ การศึกติดพัน น้ำก็หลากมา กลายเป็นทะเลใหญ่ท่วมทับทหารพม่าตายไปหลายครั้งหลายหน จนเวลาล่วงไปถึง 417 ปี ลุปี พ.ศ. 2307-2310 พม่าจึงหาทางที่จะตีกรุงศรีอยุธยาให้แตกก่อนน้ำจะหลากมาได้สำเร็จ บทเรียนนี้แสดงว่ายุทธานุภาพของพลังจักรวาลธาตุน้ำนั้นยับยั้งป้องกันศึกได้ชั่วครั้งชั่วคราว หากไม่ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ไปตามสถานการณ์อันพลิกแพลงและใช้พลังจักรวาลนี้อย่างตายตัว ในที่สุดก็จะเสียเมืองดังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองนั่นแล 

     ประเทศไทยตั้งอยู่ในสภาพภูมิศาสตร์อันเป็นที่ลาด ทางภาคเหนือและภาคอีสานเป็นที่สูง ค่อย ๆ ลาดลงมาทางภาคกลาง โดยมีกรุงเทพฯ และภาคตะวันออกเป็นเหมือนเมืองชายทะเล เพราะมีทางไปสู่อ่าวไทย เมื่อถึงเทศกาลฝนหลากมา น้ำทางด้านเหนือจะไหลผ่านแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน สี่สาย มายังภาคกลาง ครั้นถึงจังหวัดชัยนาทก็จะไหลลงสองแม่น้ำใหญ่ คือเจ้าพระยาสายหนึ่ง และท่าจีนอีกสายหนึ่ง เป็นสองแขนใหญ่ที่ช่วยระบายน้ำเหนือออกอ่าวไทย ส่วนน้ำจากภาคอีสานก็ไหลลงสู่สองลำน้ำใหญ่เช่นเดียวกัน คือลำน้ำชีและลำน้ำมูล เพื่อออกสู่แม่น้ำโขง และสายน้ำทางตอนใต้อื่น ๆ 

     เมื่อครั้งตั้งกรุงเทพฯ ก็คงอาศัยสืบทอดแนวคิดจากการตั้งกรุงศรีอยุธยา ดังนั้นกรุงรัตนโกสินทร์นี้จึงตั้งที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา อาศัยแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นปราการต้านศึกข้างตะวันตก และเป็นแหล่งระบายน้ำออกทะเล แล้วสร้างคูคลองทางด้านตะวันออกและด้านเหนือเป็นชั้น ๆ ไป ตั้งแต่คลองหลอดออกไปเป็นลำดับ ซึ่งนอกจากเป็นคลองป้องกันข้าศึกแล้วยังเป็นคลองกักเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง และเป็นทางสัญจรไปมา และเป็นสายธารหล่อเลี้ยงการผลิตภาคเกษตรที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องของเมืองหลวง ลุล่วงมาถึงพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงแปรวิกฤตจากสนธิสัญญาเบาริ่งที่ให้ยกเลิกการผูกขาดค้าข้าวเป็นโอกาสในการค้าข้าว ทรงกำหนดยุทธศาสตร์คลองชลประทานขึ้น ในพื้นที่กรุงเทพฯ ด้านเหนือเชื่อมตะวันออก โดยไม่ต้องใช้เงินจากคลังหลวงแม้แต่บาทเดียว เป็นต้นแบบคลองชลประทานที่สมบูรณ์แบบ ที่อำนวยประโยชน์หลายสถาน 

     สถานหนึ่ง เป็นแหล่งน้ำอันอุดมในการหล่อเลี้ยงภาคเกษตร ตลอดจนเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการขยายพื้นที่ในการปลูกข้าว 

     สถานหนึ่ง เป็นแก้มลิงหรือเป็นแหล่งรับน้ำยามเทศกาลน้ำหลากมา ให้กระแสน้ำชะลอตัว แทนที่จะไหลเร็วรี่เข้าท่วมกรุง เพราะการเก็บน้ำนั้นไม่สามารถเก็บน้ำในเขื่อนได้เท่า ได้ดี หรือมากกว่าการเก็บน้ำในธารน้ำธรรมชาตินั้นเลย พระองค์ทรงศึกษา ทรงเห็นอย่างแจ้งชัดจากการเสด็จประพาสยุโรปตั้งแต่ร้อยกว่าปีมาโน่นแล้ว ตลอดยุคสมัยทรงสร้างแหล่งน้ำ ขุดคลอง ฟื้นฟูสายน้ำ เป็นอันมาก ยิ่งกว่ายุคใด ๆ ในประวัติศาสตร์ของชนชาติไทย เมื่อมีคติว่าน้ำเป็นที่ตั้งแห่งความมั่งคั่ง การสร้าง การฟื้นฟูแหล่งน้ำในยุคสมัยนั้นจึงเป็นที่ตั้งแห่งความมั่งคั่งของราชอาณาจักร แต่อนิจจานับแต่สิ้นรัชกาล พระราชมรดกทั้งหลายดังกล่าวก็ถูกทอดทิ้ง และมาฟื้นฟูขึ้นอีกครั้งหนึ่งในสมัยพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน 

     แต่ทว่าพัฒนาการโลกทุนนิยมได้ทำลายธรรมชาติและความอุดมสมบูรณ์ของประเทศชาติจนแทบหมดสิ้น 25 ลุ่มน้ำใหญ่ 1,200 สายน้ำใหญ่ และอีกหลายหมื่นคูคลองหนองบึงบางถูกทำลายจนตื้นเขินหรือกลบทิ้งจนเหลือไม่ถึงครึ่ง ทำให้ปริมาณน้ำในธรรมชาติเหลือน้อยลง กระทั่งกักเก็บน้ำไม่ได้หรือไม่เพียงพอ 

     เพราะเหตุนี้เมื่อยามเทศกาลฝนก็ไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำในธรรมชาติ น้ำจึงทะลักไหลลงล่างโดยไม่มีสิ่งใดขวางกั้น ทะลักเข้าท่วมภาคกลางและกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้น ๆ และมากขึ้น จนกระทั่งเป็นที่คาดหมายว่า 6 ปีข้างหน้านี้กรุงเทพฯ และสมุทรปราการจะถูกน้ำท่วมถึงตึกชั้นสอง และอีก 20 ปีข้างหน้าสมุทรปราการ ภาคตะวันออกและกรุงเทพฯ จะกลายเป็นทะเล พอสิ้นหน้าฝนลงและเนื่องมาแต่เหตุที่ไม่มีที่กักเก็บน้ำก็ไม่มีน้ำใช้ดื่มใช้กินและใช้ภาคเกษตร พอถึงเทศกาลแล้งก็กลายเป็นภัยแล้งติดตามมา  ทั้งภัยน้ำท่วมและภัยแล้งซึ่งรวมศูนย์กลางอยู่ที่การไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำธรรมชาติที่พอเพียงและมีผล ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น ก่อความเสียหายทำลายชีวิตคนปีละหลายร้อย ทำลายทรัพย์สินข้าวของไร่นาพินาศกว่า 500,000 ล้านบาท มาครั้งนี้ก็พินาศฉิบหายหลายล้านล้านบาท และไม่รู้ว่าจะใช้เวลาอีกสักกี่ปีจึงจะฟื้นฟูให้ดีดังเดิม ธรรมชาติไม่อนุญาตให้คนถ่อยหรือคนโง่นำพาชาติบ้านเมืองอีกต่อไปแล้ว มิฉะนั้นราชอาณาจักรนี้ ประชาชาติไทยของเรานี้ ก็จะล้มหายตายจากไปกับกระแสน้ำในอีกไม่นานเท่าใดนัก เหล่าผู้รักชาติและบรรดาคนที่รักหวงห่วงลูกหลาน จึงต้องคิดอ่านเตรียมการที่จะจัดการแก้ไขปัญหานี้ด้วยน้ำมือของมวลมหาประชาชน และทหารกล้า อันเป็นหลักค้ำจุนชาติบ้านเมืองของเรามาแต่บรรพกาลนั้น 

     ความจริงอุทกภัยในปี 2554 นี้ จะว่ารุนแรงก็ร้ายแรง จะว่าอยู่ในวิสัยที่ป้องกันแก้ไขได้ก็ได้ แต่กล่าวได้ว่าถ้ามีสติปัญญาป้องกันแก้ไขให้ทันท่วงทีเสียตั้งแต่ต้นก็จะไม่เกิดความเสียหายขึ้น เพราะว่า 

     ข้อแรก แผ่นดินใช่ว่าจะสิ้นซึ่งผู้มีความรู้ เพราะมีผู้เตือน ผู้แสดงอย่างแจ้งชัดมาโดยลำดับแล้วว่าในปีนี้ฝนจะมาก น้ำจะท่วมใหญ่ แต่หามีใครเชื่อฟังไม่ คงพึ่งพาอาศัยแต่การคำนวณแบบใหม่ที่คำนวณแต่เพียงการเคลื่อนตัวของเมฆฝนเป็นสรณะ แล้วโมเมยกเมฆว่าน้ำจะน้อย ฝนจะแล้ง ดังนั้นจึงกักเก็บน้ำไว้ในเขื่อนตอนบนไม่ยอมปล่อย จนกลายเป็นภัยแล้งใหญ่มาก่อนหน้าแล้ว ครั้นฝนตกหนักมาก็ยังคงเดินหน้ากักเก็บน้ำไว้จนล้นเขื่อนเพราะผวาว่าฝนจะน้อย น้ำจะแล้ง ซึ่งเป็นปฐมเหตุของความผิดพลาด 

     ข้อสอง นักการเมืองชั่วช้าสารเลวมากขึ้นทุกที ครั้นเข้าเทศกาลฝนน้ำล้นหลากมาก็คิดหาคะแนนนิยมป้องกันน้ำท่วมให้กับชาวบ้านที่เป็นฐานคะแนนเสียงตน ปิดกั้นน้ำไม่ให้ไหลลงแม่น้ำท่าจีน ตัดแขนระบายน้ำของประเทศไปแขนหนึ่ง เหลือแขนเจ้าพระยาแต่เพียงแขนเดียว น้ำระบายได้ช้า จึงเอ่อล้นท่วมขังในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง แล้วค่อย ๆ ทยอยท่วมในภาคกลางตอนล่างและกรุงเทพฯ เมื่อสมทบกับความตระหนกตกใจของผู้คิดผิดเรื่องการเก็บน้ำในเขื่อน ที่พอน้ำล้นเขื่อนก็เร่งปล่อยน้ำมาสมทบ น้ำจึงท่วมภาคเหนือ ภาคกลาง เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ จนผู้คนก่นด่าประจานกันทั้งบ้านทั้งเมือง และในที่สุดฟ้าก็ประทานความเมตตาเป็นเหตุให้ต้องเปิดทางระบายน้ำลงแม่น้ำท่าจีนอีกสายหนึ่ง จึงพอระบายไปได้บ้าง แต่ช้าไปแล้ว ปริมาณน้ำมากล้นรำพัน ฝนก็เทหลั่งลงมาไม่หยุดหย่อน ปริมาณน้ำทั้งเหนือ ทั้งกลาง ล้นไหลยิ่งกว่ามังกรคะนองคลื่น ท่วมทับลงมาทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า 

     ข้อสาม เป็นความผิดพลาดใหญ่ ใช้ช่างทำรองเท้าไปทำฟันแทนหมอฟัน น้ำหลากใหญ่มาแล้ว ยังเข้าใจผิดคิดว่าเป็นน้ำท่วมธรรมดา จึงมุ่งแต่ทำการเอาหน้าหาเสียงให้กับหัวหน้ารัฐบาล วัน ๆ ก็เอาแต่ไปแจกของ ยืนหน้ากล้องถ่ายทีวี แล้วพร่ำเพ้อแต่คำว่าทำอยู่จ้า เอาอยู่จ้า จนกระทั่งต้องมาเพิ่มคำว่าน้ำแตกแล้วเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง ซึ่งเป็นความทุเรศทุรังชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเพราะเป็นช่างทำรองเท้า ทำฟันไม่เป็น ดังนั้นจึงไม่รู้จักน้ำ ไม่รู้จักวิธีรับมือกับน้ำ ว่ายามนั้นน้ำไหลท่วมมาจาก 3 แหล่ง คือน้ำเหนือหนึ่ง น้ำหนุนจากทะเลหนึ่ง และน้ำฝนบนฟ้าที่ตกลงมาอย่างหนักอีกหนึ่ง ก็ละล้าละลังทะเลาะเบาะแว้งเล่นเกมการเมืองกัน ป้องกันกั้นน้ำไม่ให้ท่วมพื้นที่ฐานเสียง ปล่อยน้ำไปใส่พื้นที่อื่น จนนำไปสู่วิวาทบาดหมางกันระหว่างราษฎรทุกหย่อมหญ้าแทบจะฆ่ากันตาย จนความเสียหายเพิ่มขึ้นไม่หยุดหย่อนก็ยังหวงก้างไม่ปล่อยวางให้ผู้มีอำนาจหน้าที่และมีศักยภาพคือกองทัพไทยได้เข้าป้องกันแก้ไขปัญหา 

     ข้อสี่ ด้วยจิตไร้สำนึกที่ไม่เข้าใจ จึงตั้งศูนย์ช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยขึ้น ซึ่งชื่อก็สะท้อนความคิดอ่านและเนื้อหาของงานว่าเป็นศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย หาใช่ศูนย์ป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแต่ประการใดไม่ ดังนั้นจึงมีการปล่อยให้น้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรม โรงงานหลายพันแห่งต้องพังไปต่อหน้าต่อตา โดยที่ไม่มีใครตัดสินใจป้องกันหรือสั่งแก้ไขปัญหาใด ๆ เลย เสียงพร่ำเพ้อคำว่าเอาอยู่ กำลังทำอยู่ และน้ำแตกแล้ว ก้องกระหึ่มไปตามสื่อโทรทัศน์ จนผู้คนทั้งหลายเข้าใจไปในอีกทางหนึ่ง อันเป็นที่น่าละอายและสังเวชนัก 

     มาถึงวันนี้หากนับแต่เทศกาลสงกรานต์มาก็เป็นเวลา 6 เดือนแล้ว ไม่มีปรากฏการณ์ใดหรือข้อคิดใดว่ารับมือกับการป้องกันแก้ไขอุทกภัยน้ำท่วมได้เลยแม้แต่สักที่เดียว กระทั่งเกิดความขัดแย้งกันระหว่างคนพวกหนึ่งที่คิดจะปล่อยให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ เพื่อความเป็นธรรม กับอีกพวกหนึ่งที่ต้องการป้องกันกรุงเทพฯ ไว้อย่างสุดจิตสุดใจก็ยังเถียงกันไม่เลิกรา จนมีการแฉว่าเป็นเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง เรื่องวาระซ่อนเร้น อันอาจเป็นเหตุให้เกิดการแย่งชิงอำนาจในการจัดการกรุงเทพมหานครก็ได้ 

     ล่าสุดความจริงก็ปรากฎออกมาแล้วว่านักการเมืองเป็นต้นเหตุและต้นตอของปัญหาและเป็นตัวซ้ำเติมของปัญหา เพราะบ้างก็กันไม่ให้น้ำไหลเข้าพื้นที่ฐานเสียง จนน้ำท่วมถิ่นอื่นพินาศวายวอด บ้างก็ยกพวกไปรื้อคันกั้นน้ำเพื่อให้น้ำไหลไปท่วมคนอื่นบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องชั่วช้าสารเลวสิ้นดี 

     น้ำท่วมก็ท่วมไป แต่คนใจชั่วก็ชั่วไม่เลิก แทนที่จะระดมพลังสามัคคีของประชาชาติ กลับสร้างความแตกแยกแตกสามัคคีไม่หยุดไม่หย่อน เป็นที่น่าเวทนานัก 

     เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องของน้ำ ซึ่งกำลังมาถึงจุดแยกสำคัญว่าจะหยุดยั้งหายนะจากน้ำก่อนที่กรุงเทพฯ ภาคตะวันออก และภาคกลางจะกลายเป็นทะเล หรือว่าจะป้องกันแก้ไขปัญหานี้ให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดในฐานะที่เป็นวาระของชาติ ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของประชาชาติไทยทั้งปวงด้วย 

     ทว่าการป้องกันแก้ไขนั้นต้องจัดการที่ต้นเหตุของปัญหา คือนักการเมือง เพราะถ้ายังมีอสุรกายนักการเมืองดังที่เป็นอยู่ก็ไม่มีวันป้องกันแก้ไขปัญหาได้ มีแต่ต้องเตรียมเรือโนอาห์ละครับ!

     ก็ต้องเตือนให้สังวรกันไว้ว่า อันธรรมดาขยะและปฏิกูลทั้งหลายอันมาพร้อมกับน้ำนั้น เวลาไปก็จะไปพร้อมกับน้ำนั่นแล.

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๔:๐๑ น.
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License