บังสกุลทักษิณ เป็นพิธีกรรมต้มตุ๋นธรรมดา ๆ พิมพ์
Q&A - ไขข้อสนใจจากไพศาล
วันอังคารที่ ๒๘ กรกฏาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๑:๔๗ น.


     ถาม :  ดิฉันเป็นชาวพุทธ ได้ติดตามข่าวพิธีวันเกิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีการบังสกุลเป็น บังสกุลตาย เพื่อให้หมดกรรมนั้น จะได้ผลจริงหรือไม่ และพระพุทธเจ้าสั่งสอนให้ทำอย่างนี้หรือ พระสงฆ์จึงมาทำพิธีเช่นนี้ได้ ขออาจารย์กรุณาอธิบายด้วย 


     ตอบ :  ผมเห็นข่าวคราวพิธีกรรมมากมายหลายเรื่อง เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้วรู้สึกสงสารจับใจ 

     รู้สึกสงสาร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และญาติ ๆ ที่ถูกหลอกจนเสียภาพลักษณ์หมด มิหนำซ้ำกลายเป็นเรื่องหลอกคนมาสาปแช่งให้รีบตายเสียอีก 

     รู้สึกสงสารคนที่ไปร่วมพิธีซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ แต่กลับไปหมกมุ่นลุ่มหลงงมงายในเรื่องเดรัจฉานวิชา เรื่องไสยศาสตร์ ซึ่งเป็นกรรมดำโดยแท้ มีแต่อัปมงคลเป็นอนาคตทั้งสิ้น 

     รู้สึกสงสารชาวพุทธที่ห่วงใยในพระศาสนา แล้วพากันเดือดร้อนวุ่นวายด้วยประการต่าง ๆ 

     รู้สึกสงสารคนที่ไม่ชอบใจ แล้วก่นด่าว่าร้ายจนตัวเองก็ไม่เป็นสุข 

     รวมความแล้วเรื่องนี้ไม่เห็นมีใครได้ดี ไม่เห็นมีใครมีความสุข มีแต่ความวุ่นวาย มีแต่ความทุกข์และความขัดแย้ง เพียงเท่านี้ก็เห็นได้แล้วว่าเป็นมงคลหรืออัปมงคล 

     เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องในพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องของพวกอาลัชชี หรือเดียรถีย์ที่แปลกปลอมเข้ามาบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา เอาธรรมดำเข้ามาแทรกแปลกปลอมว่าเป็นธรรมขาว เอาความลุ่มหลงงมงายติดยึดเข้ามาแทรกแปลกปลอมว่าเป็นความหลุดพ้น ความตื่นรู้ ความเบิกบาน หากเป็นสมัยพระเจ้าอโศก อาลัชชีและเดียรถีย์พวกนี้คงถูกจับประหารชีวิตหมดแล้ว แต่ประเทศไทยของเราไม่มีใครรับผิดชอบ มีแต่พวกเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์ จึงทำให้การบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาขยายตัวเป็นวงกว้างดังที่เห็น ๆ กันอยู่ 

     ความจริงเรื่องบังสกุลนั้น ไม่ว่าบังสกุลเป็นหรือบังสกุลตายล้วนเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่ง ซึ่งจูงไปในทางให้เจริญมรณานุสติ บังสกุลตายนั้นมีมานานแล้ว เพราะเป็นกรรมฐานวิธีที่เจริญแล้วเป็นการเจริญมรณานุสติที่ได้ผลมากประการหนึ่ง แต่บังสกุลเป็นนั้นมาคิดตั้งแต่งขึ้นทีหลัง แต่ก็ยังมุ่งหวังมรณานุสติเช่นเดียวกัน เพียงแต่เป็นการให้กำลังใจโดยสร้างพิธีกรรมว่าได้ฟื้นคืนจากความป่วยไข้หรือความเจ็บอันใกล้จะตายแล้ว เพื่อทำให้เกิดปีติขึ้นในใจ ซึ่งเป็นกุศโลบายในการรักษาโรคชนิดหนึ่ง ดังนั้นการบังสกุลเป็นหรือการบังสกุลตายของแท้จึงเป็นกิจกรรมในพระพุทธศาสนา เพื่อถึงซึ่งความปล่อยปละละวาง กระทั่งถึงความหลุดพ้นอันเป็นที่สุด 

     ในการบังสกุลนั้น เขาจะบังสกุลตายก่อน แล้วต่อมาก็จะบังสกุลเป็น เพียงเพื่อเป็นเคล็ดว่าตายแล้วเกิด ฟุบแล้วฟื้น ซึ่งไม่มีผลจริงตามที่ตั้งพิธีกรรมนั้น เพราะใกล้เบี่ยงเบนเหออกไปในทางนอกพระพุทธศาสนา ดังนั้นจึงพึงเข้าใจบทสวดหรือรำลึกในเรื่องนี้เสียก่อนก็จะเห็นของแท้ อันจะเป็นประโยชน์แก่ชีวิต 

     เวลาบังสกุลเป็นเขาจะสวดหรือภาวนาเป็นเนื้อความว่า “ร่างกายนี้ไม่ตั้งอยู่นานเลย เป็นของอันพึงสังเวช เพราะเมื่อปราศจากวิญญาณแล้วก็จักนอนทับพื้นแผ่นดิน หาประโยชน์มิได้ ประดุจดั่งท่อนไม้ท่อนฟืน ย่อมถูกเขาเอาไปทิ้งเสียเป็นแน่”

     ซึ่งเป็นการเตือนสติในทางเจริญมรณานุสติว่าถึงแม้จะฟื้นจากความเจ็บไข้ได้ป่วยประการใด ร่างกายอันยาววาหนาคืบนี้ก็ยังตั้งอยู่ได้ไม่นาน ตายแล้วก็ไม่มีค่าอะไร เป็นสิ่งพึงรังเกียจ ที่แม้คนที่รักก็ยังเอาไปทิ้ง เอาไปฝัง เอาไปเผา จึงไม่พึงตั้งอยู่ในความประมาท ไม่พึงทำกรรมชั่ว พึงทำแต่กรรมดี พึงอบรมจิตใจให้ผ่องใสเถิด

     ส่วนการบังสกุลตายนั้น เขาจะสวดหรือภาวนาเป็นเนื้อความว่า “สังขารหรือความปรุงแต่งตามความอยากทั้งหลายนั้นเป็นสิ่งไม่เที่ยงเลย มีความเกิดขึ้นแล้ว ย่อมมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา และต้องดับไปเป็นธรรมดา เมื่อใดที่สังขารหรือความปรุงแต่งตามความอยากได้ระงับลงแล้ว เมื่อนั้นก็จะเป็นสุขอย่างยิ่ง”

     เห็นหรือยังว่าเนื้อหาหรือความหมายของบทสวดในการบังสกุลตายอันเป็นของเก่านั้นมีความลึกซึ้ง ถูกตรง ชัดแจ้งเพียงไหน ห่างชั้นเหลือเกินกับบทสวดหรือภาวนาในการบังสกุลเป็นซึ่งเป็นเรื่องเกิดขึ้นในชั้นหลัง 

     คำว่า “สังขาร” นี้สำคัญ ต้องทำความเข้าใจให้ดี เพราะมีความหมายลึกล้ำ และหากเข้าใจดีแล้วก็จักเป็นประโยชน์ในการทำความเข้าใจ ในการศึกษาปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า 

     ความหมายของสังขารอย่างแรก หมายถึงภาวะที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกาย อันยาววาหนาคืบนี้ ความหมายนี้สังขารจึงเป็นรูป หรือเป็นวัตถุ ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับท่อนไม้ ต่อเมื่อมีวิญญาณครองและมีปราณหรือลมหายใจเป็นตัวเชื่อมแล้วนั่นแหละ จึงจะเป็นชีวิต คนเรารู้จักและเข้าใจสังขารในความหมายนี้กันเป็นส่วนใหญ่ซึ่งไม่ผิด แต่ยังผิวเผิน ยังเป็นส่วนเดียว ยังหยั่งลงไม่ถึงกระแสแห่งคำสอนของพระพุทธเจ้า อันจะเป็นทางให้เกิดความเข้าใจในเรื่องที่ลึกซึ้งขึ้นไป อันจะเป็นประโยชน์ยิ่งแก่ความเป็นเวไนยสัตว์ของมนุษย์ 

     ความหมายของสังขารอย่างที่สอง หมายถึงภาวะหนึ่งของจิตหรือการทำหน้าที่อย่างหนึ่งของจิต คือการปรุงแต่งจากสิ่งที่ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัส หรือจากการได้รู้สึกนึกคิด กับความทรงจำกำหนดหมายที่มีอยู่ดั้งเดิม โดยมีความโลภโกรธหลง หรือความอยากได้ อยากมี อยากเป็น หรือความไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น แล้วก่อเกิดให้เป็นความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น จากนั้นวิญญาณก็จะทำหน้าที่บัญชาการให้แสดงออกด้วยกาย วาจา ใจ ไปตามผลของการปรุงแต่งนั้น สังขารในความหมายนี้แหละคือสังขารในขันธ์ 5 ซึ่งประกอบด้วยรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ซึ่งพระตถาคตเจ้าตรัสว่าขันธ์ 5 นี่แหละคือกองทุกข์ เมื่อจะดับทุกข์ก็ต้องดับที่ขันธ์ 5 นี้ 

     รูปหรือร่างกายจึงมักถูกเข้าใจไขว้เขวว่าหมายถึงสังขาร แล้วเรียกขานกันว่าร่างกายคือสังขาร แท้จริงก็คือสังขารตามความหมายแรกที่เป็นรูป เป็นวัตถุเท่านั้น 

     ส่วนสังขารในขันธ์ 5 ตั้งแต่เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เป็นอาการหรือเป็นการทำหน้าที่ของจิต 

     เวทนาเป็นตัวทำหน้าที่รู้สึก เป็นทุกข์ เป็นสุข หรือไม่ทุกข์ ไม่สุข พอใจ หรือไม่พอใจ หรือเฉย ๆ 

     สัญญาเป็นความทรงจำกำหนดหมายหรืออาจเรียกได้ว่าเป็นระบบ memory ของสมอง เป็นการสั่งสมข้อมูลและปฏิกิริยาตอบโต้ต่อข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งความยึดถือต่าง ๆ ว่าอะไรผิดชอบชั่วดี อะไรพอใจ หรือไม่พอใจ หรือว่าเป็นอย่างไร นับเป็นพื้นฐานของการปรุงแต่งที่สำคัญในการทำหน้าที่สังขารของจิต 

     สังขารเป็นการทำหน้าที่พ่อครัวของจิตในการปรุงแต่งข้อมูลต่าง ๆ ที่สัญญาขันธ์มีอยู่ประกอบกับเวทนาขันธ์ และส่งประมวลผลไปยังส่วนที่เรียกว่าวิญญาณเพื่อให้จิตทำหน้าที่บัญชาการทางกาย วาจา ใจต่อไป 

     วิญญาณเป็นการทำหน้าที่ผู้บัญชาการใหญ่ของจิตทั้งในทางรับ หรือ in put หรือในทางปฏิบัติออกไป หรือ out put นั่นคือเมื่อสังขารขันธ์ทำงานปรุงแต่งแล้ว ระบบบัญชาการของวิญญาณหรือของจิตก็จะบัญชาการให้ร่างกายและใจปฏิบัติการไปตามนั้น 

     เพราะเหตุนี้สังขารจึงเป็นจุดสำคัญเพราะเป็นจุดปรุงแต่งว่าจะเป็นไปในทางใด การระงับหรือดับซึ่งสังขารก็คือการหยุดการปรุงแต่งทั้งปวง จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีสติรู้เท่าทันทุกสภาวะของจิตหรือทุกสภาวะการทำหน้าที่ของจิต หลุดพ้นจากความยึดถือยึดมั่น พ้นจากความอยากมี อยากได้ อยากเป็น หรือความไม่อยากมี ไม่อยากได้ ไม่อยากเป็นสิ้นเชิง สังขารที่ระงับอย่างนี้จึงเป็นสุขอย่างยิ่ง ภาวะที่สังขารระงับดังกล่าวนั้นมีหลายขั้น ตั้งแต่ขั้นชั่วคราว ขั้นถาวร และขั้นเด็ดขาด ที่พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบว่าเหมือนหนึ่งตาลยอดด้วน ไม่ฟื้นกลับคืนมาอีก นั่นคือถึงซึ่งวิมุตตะมิติหรือพระนิพพาน ความสุขอย่างยิ่งในขั้นนั้นแหละที่พระอริยเจ้าสรรเสริญว่านิพพานัง ปะระมังสุขขัง หรือนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง อันมีความหมายว่าสังขารที่ระงับสิ้นเชิงแล้วคือนิพพาน และเป็นความสุขอย่างยิ่งนั่นเอง 

     พิธีกรรมบังสกุลที่ว่ากันเป็นบิ๊กเซอร์ไพร์สนั้น ไม่ได้ตั้งอยู่และไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการเจริญมรณานุสติ ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการปล่อยปละละวาง กระทั่งเพื่อความหลุดพ้น อันจะนำไปให้ถึงซึ่งบรมสุข แต่ยังมีเงื้อมเงาของความอาฆาตพยาบาท ความยึดมั่นถือมั่น ความไม่รู้จักปล่อยปละละวางที่นักตั้งแต่งพิธีกรรมเหล่านั้นตั้งแต่งยุยงให้คนหลงใหลงมงาย เพิ่มความอยากมี อยากได้ อยากเป็น ไปสู่ขั้นสูงสู่ความกระหายกระวนกระวาย ซึ่งเป็นอาการของเปรตหรือเรียกว่าเปรตวิสัย จึงเป็นอัปมงคลพิธีโดยแท้ 

     ขอจงมีความเจริญในธรรมโดยทั่วกันเทอญ.

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ ๒๘ กรกฏาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๒:๐๔ น.