บทความใน นสพ.แนวหน้า เรื่อง "บัวสี่เหล่า" วันที่ 13 มิ.ย. 60 พิมพ์
บทความ - บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันศุกร์ที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๐ เวลา ๑๗:๒๐ น.

     จากนี้ไปเหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือนก็จะถึงวันอาสาฬหบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา แล้วมีพระสงฆ์เกิดขึ้นในโลกเป็นครั้งแรก ทำให้รัตนะประกอบขึ้นเป็นองค์สามคือพระรัตนตรัย จึงถือได้ว่าวันอาสาฬหบูชานั้นเป็นวันของพระรัตนตรัยด้วย 

     และพึงถือว่านับตั้งแต่วันวิสาขบูชาไปจนถึงวันอาสาฬหบูชานั้นเป็นสมัยหรือเป็นเทศกาลอาสาฬหบูชา เพื่อจะได้น้อมนำรำลึกถึงพระรัตนตรัยและเหตุการณ์ในห้วงเวลานับแต่ตรัสรู้จนถึงการแสดงปฐมเทศนา ซึ่งมีเรื่องราวมากหลาย และจะได้รับสัมผัสเอาประโยชน์แห่งการน้อมรำลึกนั้นให้เป็นประโยชน์สมกับที่ได้เกิดมาเป็นชาวพุทธ 

     วันนี้ในครั้งกระโน้นยังคงเป็นห้วงเวลาที่พระพุทธเจ้ายังคงเสวยวิมุตติสุขอยู่ภายใต้ร่มไม้ 7 ชนิด ๆ ละ 7 วัน รวมเป็นเวลา 49 วัน เมื่อครบกำหนดแล้วพระตถาคตเจ้าจึงเสด็จพุทธดำเนินไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวันเพื่อโปรดปัญจวัคคีย์ 

     
ห้วงเวลา 60 วันนี้มีเหตุการณ์มากหลายเกิดขึ้น โดยเฉพาะเวลา 49 วันนั้นเป็นเวลาแห่งการเสวยวิมุตติสุข คือความสุขอันเกิดแต่การหลุดพ้นจากกิเลสและอาสวะทั้งหลาย จากการตรัสรู้พระอนุตรสัมโพธิญาณของพระบรมศาสดา เป็นความปีติขั้นสูงสุด เป็นทิพยอาหาร และทิพยวิหารที่พระบรมศาสดาทรงดำรงอยู่ตลอดเวลาดังกล่าว 

     ในห้วงเวลาแห่งการเสวยวิมุตติสุขนั้น ทรงรำลึกถึงลำดับแห่งการตรัสรู้และธรรมทั้งหลายที่ทรงตรัสรู้ว่าเป็นของลึกซึ้ง ยากที่คนทั้งหลายจะเข้าใจได้โดยง่าย และจะทำให้การตรัสรู้ของพระองค์เสียเปล่า เพราะเป็นไปเพียงเพื่อประโยชน์ของพระองค์ ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของชาวโลก 
 
     ในที่สุดพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงรำลึกว่า คนเรานั้นมิได้เท่าเทียมเสมอกัน เหมือนกับที่พวกบ้าประชาธิปไตยคลั่งไคล้ใหลหลงจนกระทั่งเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายไปทั่วสากลโลก เพราะคนเรามีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะวาระแห่งจิตหรือภูมิแห่งจิต 

     พระตถาคตเจ้าทรงจำแนกความแตกต่างของคนเราออกเป็นสี่จำพวก หรือที่เปรียบเทียบว่าเป็นบัวสี่เหล่า 

     เหล่าแรก เป็นบัวที่พ้นน้ำ คือเข้าถึงซึ่งพระธรรมอันประเสริฐแล้ว เป็นเนื้อนาบุญของโลกแล้ว เป็นอันดับสนิทแห่งทุกข์ ไม่หวนกลับคืนมา ดุจดังตาลยอดด้วนที่ไม่มีวันงอกอีกต่อไปแล้ว 

     เหล่าที่สอง เป็นบัวที่ปริ่มน้ำ รอแสงแห่งพระสุริยันทาทาบเมื่อใดก็จะบานเมื่อนั้น ซึ่งบัวเหล่านี้ก็มีอยู่ บุคคลที่เหมือนกับบัวปริ่มน้ำก็มีอยู่ รอสัมผัสรสชาติพระธรรมเมื่อใดก็จะบรรลุมรรคผลเมื่อนั้น บัวเหล่านี้เป็นบัวประเภทที่รอการโปรดของพระองค์ ที่เมื่อทรงโปรดเมื่อใดก็จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้เมื่อนั้น 

     เหล่าที่สาม เป็นบัวกลางน้ำหรือบัวใต้น้ำ เปรียบได้กับคนส่วนใหญ่ซึ่งยังอยู่ใต้น้ำ มีความเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อของเต่า ปู ปลา มีความเสี่ยงที่จะเน่าเสียเสียก่อนที่จะพ้นน้ำ ก็เหมือนดังคนส่วนใหญ่ที่บางคนเกิดมาแล้วก็ตายเปล่า หาค่าอันใดมิได้ บางคนเกิดมาแล้วก็ก่อกรรมทำชั่วจนโฉดเฉาลงจมกับปรักโคลน แต่บางพวกก็งอกงามขึ้นเป็นบัวปริ่มน้ำ และสามารถบานยามรับแสงพระสุริยา บัวเหล่านี้ก็มีอยู่ 

     เหล่าที่สี่ เป็นบัวที่อยู่กับโคลนตม ที่มีแต่เป็นเหยื่อหรือเป็นอาหารของเต่า ปู ปลาได้ง่าย เพราะเป็นบัวอ่อน และอยู่ใต้น้ำติดกับโคลนตมอันเป็นแหล่งหาอาหารของเต่า ปู ปลา จึงเป็นเหยื่อหรืออาหารของเต่า ปู ปลาโดยง่าย เปรียบได้กับบุคคลบางจำพวกที่ยากจะเข้าใจหรือเข้าถึงความจริงใด ๆ จะสั่งจะสอนอย่างไรก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจ เข้าถึงอะไรได้เลย คนจำพวกนี้พระบาลีเรียกว่าเป็นปทปรมะบุคคล หรือถ้าจะว่ากันให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือโมฆะบุรุษ หรือโมฆะสตรีนั่นเอง คือเกิดมาเสียเปล่า 

     เมื่อพระตถาคตเจ้าทรงรำลึกเช่นนี้แล้วก็มีกำลังพระทัยว่า สิ่งที่ทรงตรัสรู้นั้นอยู่ในวิสัยที่จะอบรมสั่งสอนเวไนยสัตว์ได้ไม่น้อย อย่างน้อยก็จำพวกบัวปริ่มน้ำและบัวกลางน้ำ เพียงเท่านี้ก็เป็นประโยชน์แก่เวไนยสัตว์แล้ว ทำให้การตรัสรู้ไม่เสียเปล่าแล้ว จึงทรงตัดสินพระทัยประกาศพระธรรมที่ทรงตรัสรู้ ทำให้ฐานะของพระองค์เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

     เพราะถ้าหากไม่ทรงตรัสสอนและทรงเก็บความรู้อันตรัสรู้ไว้แต่พระองค์เอง ความเป็นพระพุทธเจ้าของพระองค์ก็เป็นไปเพื่อพระองค์เดียว ฐานะของพระองค์ก็จะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ซึ่งมีอยู่โดยทั่วไป 

     ดังนั้นฐานะความเป็นพระพุทธเจ้าของพระตถาคตเจ้าจึงบังเกิดขึ้นในช่วงระหว่างเวลาที่ทรงเสวยวิมุตติสุขนั้น 

     แม้เมื่อตัดสินพระทัยเช่นนั้นแล้วก็ทรงทราบด้วยพระองค์เป็นอย่างดีว่า แม้เวไนยสัตว์จะจำแนกเปรียบได้ดังบัวสี่เหล่า แต่พระธรรมนั้นล้ำลึก ลึกซึ้งนักหนา จะต้องทรงเสียสละเวลาทั้งพระชนม์ชีพเพื่ออบรมสั่งสอนเวไนยสัตว์เพื่อประโยชน์และความสุขของคนหมู่มากในโลก และด้วยน้ำพระทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาคุณ พระกรุณาธิคุณ และพระวิสุทธิคุณ จึงตัดสินพระทัยแน่วแน่ที่จะประกาศพระธรรมที่ทรงตรัสรู้นั้น.